โลกสันติ

โลกสันติด้วยโลกปาลธรรม


           สวัสดีครับ วันนี้ขอพูดถึงสภาพปัญหาที่แต่ละสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมือง สังคมชนบท หรือประเทศต่างๆในโลก  ต่างมีความสับสนวุ่นวาย  ประสบปัญหาทางสังคมต่างๆมากมาย  เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาการคอรัปชั่น เป็นต้น  สิ่งต่างๆเหล่านี้ หากจะว่าไปแล้วก็น่าจะมีสาเหตุมาจากคนในสังคมพากันขาดหลักธรรมข้อหิริโอตตัปปะ หรือที่ท่านเรียกว่า “โลกปาลธรรม “ 

           โลก  ในที่นี้ แปลว่า”หมู่สัตว์”  ,ปาล  แปลว่า”รักษา,คุ้มคอง,ปกป้อง”   , โลกปาล  แปลว่า”คุ้มครองโลก  ,รักษาโลก” , โลกปาลธรรม    หมายถึง  ธรรมที่คุ้มครองโลกให้มีความร่มเย็นสงบสุข หรือธรรมที่คุ้มครองโลก  หรือ ป้องกันไม่ให้โลกเดือดร้อนวุ่นวายและทำให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย 

            อีกนัยหนึ่ง ท่านเรียกว่า”เทวธรรม  “หมายถึง  ธรรมที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นเทวดา  คือ ธรรมของเทวดา หรือธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดา

            โลกปาลธรรม  นั้น   มี  ๒  ประการ  ได้แก่

                (๑). หิริ   ความละอายแก่ใจต่อการทำความชั่ว

                (๒).  โอตตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อบาป (การกระทำความชั่ว)

       หิริ  ความละอายแก่ใจ    หมายถึง ความละอายแก่ใจตนเองในการที่จะทำความชั่วทั้งปวงโดยพิจารณา  ถึงชาติตระกูล   การศึกษา  แม้จะอยู่ในที่ลับก็ไม่ทำ   ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำชั่ว  เพราะรู้สึกว่าไม่ เหมาะ มีความสำนึกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งชั่วไม่ควรทำ  รังเกียจการทำความชั่วต่างๆ  เห็นความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ   ไม่อยากเข้าไปใกล้เหมือนคนรักความสะอาด รังเกียจของโสโครก    เช่น

                -  ทำการบ้านส่งครูทุกครั้ง   เพราะละอายแก่ใจว่าเป็นนักเรียนไม่ควรเกเรเรื่องเรียน

                - ไม่ขโมยของผู้อื่นเพราะละอายแก่ใจว่าไม่สมควรที่ตนจะทำ

                - ไม่นินทาเพื่อนเพราะละอายแก่ใจว่าตนไม่ควรนินทาผู้อื่น

     โอตตัปปะ   ความเกรงกลัวต่อบาป  หมายถึง  ความเกรงกลัวต่อผลของความชั่ว  โดยเกิดจากการ
               -พิจารณาโทษ ความเลวร้ายของผลที่จะเกิดจากการกระทำชั่วแล้วไม่ทำชั่ว  ความเกรงกลัวว่าจิตใจจะต่ำทรามลงเมื่อทำชั่วก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนชั่วไม่ว่าจะมีโทษหรือไม่   หรือ การละเว้นความ ชั่วเพราะเห็นความชั่วเป็นสิ่งโสโครก ไม่อยากเข้าใกล้   เพราะกลัวจะเกิดความสกปรกขึ้นใน จิตใจ  กลัวต่อผลที่จะเกิดขึ้น คิดไปไกลถึงกาลข้างหน้า

      วิธีฝึกตนเองให้มีหิริโอตตัปปะได้นั้น ก็คือ

                (๑). ให้รู้สึกรังเกียจต่อการทำความชั่ว  รังเกียจต่อการทำความเดือดร้อนแก่สังคม  มุ่งฝักใฝ่ ความดี เกลียดกลัวความชั่วในทุกกรณี  เช่น  ยกพวกตีกัน  เสพยาเสพติด   ฉก   ชิง  วิ่งราว เป็นต้น

                (๒). พิจารณาให้เห็นโทษของการทำความชั่ว

                (๓). เมื่อจะทำอะไรให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติฐานะของตน

                (๔). สร้างความรู้สึกรังเกียจต่อผลที่ได้จากทุจริตและให้ภูมิใจผลที่ได้จากสุจริต

                (๕). ให้มีความรู้สึกว่าความบริสุทธิ์ทางจิตมีค่ากว่าผลประโยชน์ทางวัตถุ

                (๖). ให้มีความเคารพในระเบียบวินัยและหลักศีลธรรม  ฝึกให้เคารพตนเอง  มีวินัย ยับยั้งตนเองในการทำความชั่ว  (การปกครองตนเอง)  จึงจะต้องฝึกปฏิบัติให้เคยชิน

                (๗).ฝึกตนเองให้เคารพกฎหมายและระเบียบของโรงเรียนเมื่อสามารถทำได้แล้ว

      สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า

                 หิริโอตฺตปฺปิยญฺเจว   โลกํ  ปาเลติ   สาธุกํ 
       แปลว่า  “หิริ โอตตัปปะ ย่อมคุ้มครองโลกเป็นอย่างดี”  และ

                หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา               สุกฺกธมฺมสมาหิตา

              สนฺโต  สปฺปุริสา  โลเก            เทวธมฺมาติ  วุจฺจเร.

              แปลว่า”นักปราชญ์เรียกคนผู้ถึงพร้อมด้วยหิริ โอตตัปปะ   ตั้งมั่นดีแล้วในธรรมขาวเป็นผู้สงบ เป็นสัตบุรุษในโลกว่า” เทวธรรม”

                ดังนั้น  สังคมใดที่มีมวลสมาชิกพากันยึดหลักหิริโอตตัปปะไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจหรือสมาชิกในสังคมประพฤติปฏิบัติตนให้มีหิริโอตตัปปะได้ สังคมนั้นก็คงเป็นสังคมที่น่าอยู่ รมย์เย็น เป็นสังคมที่มีความสงบสุขอย่างแท้จริง