...ม่านแห่งทวิลักษณ์ที่ควรเรียนรู้...

"ผู้คนส่วนใหญ่มักมีความคิดในทำนองนี้ เพราะว่าเมื่อเราพูดถึงศาสนธรรม เรา
มักคิดว่าเรากำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายทว่าศาสนธรรมที่แท้ไม่ใช่การทำสงคราม
ทว่าเป็นการฝึกฝนอหิงสธรรมขั้นสูงสุด เราไม่ควรมองว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในตัว
เราเป็นทรชน เป็นดังศัตรูร้าย แต่เราควรใช้ทุกสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นดังส่วนหนึ่ง
ของกระบวนการธรรมชาติของชีวิต ในทันทีที่แนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งขั้วระหว่าง
ดี-เลวอุบุติขึ้น เราจะติดอยู่ใต้กับดักแห่งวัตถุนิยมทางศาสนธรรม อันเป็นไปเพื่อ
การได้รับความสุขความสมหวังในแบบพื้นๆ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงอัตตา ตัวตน ด้วย
เหตุนี้ม่านแห่งทวิลักษณ์จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่เราต้องทำลายล้างหรือขจัดออก
ทว่าด้วยการแลเห็นห้วงอารมณ์ดังที่มันเป็น ทำให้เรามีวัตถุดิบที่จะใช้ฝึกฝนตน
อย่างสร้างสรรค์ และ นำไปสู่การประจักษ์ว่าแนวคิดแห่งสังสารวัฏนี้ย่อมต้องอิง
อาศัยอยู่กับแนวคิดนิรวาณ และแนวคิดเรื่องนิรวาณก็ต้องอาศัยแนวคิด
สังสารวัฏเช่นกัน สภาวะทั้งคู่นี้ล้วนอิงอาศัยซึ่งกันและกัน หากปราศจากอวิชชา
เสียแล้วย่อมไร้ซึ่งปัญญาด้วยเช่นกัน"
เชอเกียม ตุรงปะ รินโปเช
วัชราจารย์ชาวทิเบต
ขอบคุณภาพจาก www.kapook.com ครับ...
สวัสดีคะ
มาศึกษาศรัทธาแห่งมวลมนุษย์คะ
ขอบคุณ คุณปีตานามาจิตต์
ที่มาเยี่ยมครับ...
ขอบพระคุณ คุณ ชาดา ~natadee เช่นกัน
ที่มาเยี่ยมครับ...
สวัสดีค่ะคุณพรพล
มุมคิดดีๆ งานเขียนของเซอเกียม อ่านแล้วต้องอ่านอีก
แบบต้องคิดหลายชั้น ลุ่มลึกมากๆ หากแต่มีเสน่ห์เสมอ
คนเรายังต้องฝึกฝนจิต กันไปอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณค่ะ
สวัสดีคุณ poo ครับ
งานของท่านอาจารย์ผู้รู้ทั้งหลายล้วนลุ่มลึก และ อาจต้องใช้เวลานานที่จะเข้าถึงได้ครับ
ขอบพระคุณครับ...
สวัสดีคุณปริมปรางที่มาเยี่ยมเช่นกันครับ...
เมื่อนิพพานเป็นอย่างเดียวกับสังสารวัฏฏ์
ผู้นิพพาน นิพพานและผู้ถึงนิพพานจะปรากฏมีอย่างไร..
เมื่อต่างก็ต้องอิงอาศัยกัน
..
สาธุ