เมื่อเราได้ศึกษามาบ้างแล้ว ทำให้เรารู้ว่า มรรคมีองค์ ๘ หรือที่สรุปลงเป็นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาและการปฏิบัติที่นอกจากจะพัฒนาปัญญาแล้ว ยังทำให้พ้นทุกข์ได้อีก จึงตั้งใจปฏิบัติโดยเริ่มที่การรักษาศีล

โดยในระยะเริ่มต้น อาจรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ที่ถืออันเป็นการสำรวมกาย วาจาก่อน ต่อมา ก็เพิ่มการสำรวมทางใจ (ซึ่งทั้งหมดรวมเรียกว่าอินทรีย์สังวร) และอื่นๆ ขึ้นด้วย จนศีลในขั้นต้นได้ กลายเป็นอธิศีลสิกขาไป

ดร.วัชระ งามจิตเจริญ อธิบายความหมายของอธิศีลสิกขาไว้อย่างเข้าใจได้ง่ายๆว่า

อธิศีลสิกขา จึงหมายถึงการรักษาศีล แต่ไม่ใช่การรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ โดยทั่วไป หรือในศาสนาอื่น แต่ต้องเป็นการรักษาศีลที่ประกอบด้วย สมาธิ ปัญญา โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่นิพพาน

(ดร.วัชระ งามจิตเจริญ พุทธศาสนาเถรวาท หน้า ๓๙๘)

เมื่อรักษาศีลแล้ว การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ดังพุทธพจน์นี้

ภิกษุ ท.! เมื่ออาทิตย์อุทัยขึ้น การขึ้นมาแห่งอรุณ (แสงเงินแสงทอง) ย่อมเป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตที่แลเห็นก่อน ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ของภิกษุ , ศีลสมบัติ (ความถึงพร้อมด้วยศีล ) ย่อมเป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตเบื้องต้น ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว เธอต้องหวังข้อนี้ได้ คือว่า เธอจักอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เกิดขึ้นได้ จักทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้

ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เกิดขึ้นได้ ย่อมทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอบรมสัมมาทิฏฐิ ย่อมอบรมสัมมาสังกัปปะ ย่อมอบรมสัมมาวาจา ย่อมอบรมสัมมากัมมันตะ ย่อมอบรมสัมมาอาชีวะ ย่อมอบรมสัมมาวายามะ ย่อมอบรมสัมมาสติ และย่อมอบรมสัมมาสมาธิ ชนิดที่การนำออกซึ่งราคะ โทสะ โมหะ เสียได้ เป็นผลสุดท้าย. ภิกษุ ท.! ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เกิดขึ้นได้ ย่อมอบรมอริยอัฏฐังคิกมรรคให้มากขึ้นได้.

บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร.สํ. ๑๙/๓๘/๑๔๐ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน

(พุทธทาสภิกขุ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๒๒๔)

ตอนต่อไป