ภูมิบ้านภูมิเมือง-เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นการสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของโลกในทางการเมืองและการปกครอง
ภูมิบ้านภูมิเมือง-เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
|
ข่าววันที่ 22 เมษายน 2553 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ
|
|
|
ภูมิบ้านภูมิเมือง
บูรพา โชติช่วง
เพลงยาว
พยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
ถึงแม้วรรณกรรมเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
กลอนเพลงเนื้อหาทำนายเหตุการณ์บ้าน เมือง ณ
ช่วงเวลาหนึ่งได้ล่วงเลยมานับร้อยปีแล้วก็ตาม
ทว่ายามใดที่สังคมบ้านเมืองเกิดอาการวิกฤติรุนแรง
คำพยากรณ์นี้มักจะได้รับการกล่าวอ้างถึงและยกมาให้ผู้คนในสังคมเป็นอุทาหรณ์อยู่เสมอ
นักประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมและวรรณคดีหลายท่าน
ต่างก็ให้ความสนใจเนื้อหากลอนเพลงยาว พยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
มีการตีความหมายของลางบอกเหตุภัย 16
ประการที่อยู่ในเนื้อหาบทกลอนดังกล่าว
แม้คำทำนายเป็นในยุคกรุงเก่า
ทว่ายามใดสังคมและบ้านเมืองมีอาการเข้าขั้นวิกฤติ ผู้สนใจคำพยา
กรณ์บ้านเมืองก็มักจะคำนึงถึงคำทำนายกรุงเก่า
ยิ่งเมื่อเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งด้วยแล้ว
ก็ทำให้ใครหลายท่านแลเห็นความกระจ่าง เห็นสมดังพยากรณ์
ทำให้เพลงยาวบทนี้ดูศักดิ์สิทธิ์
และมาบัดนี้มีการพูดถึงอยู่อีกเช่นกัน
บทเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
มีการถอดความเอกสารเก่าและบันทึกไว้อยู่ไม่น้อย
และนี่ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งในหนังสือนามานุกรรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1
ชื่อวรรณคดี พิมพ์โดยมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดา
(ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
ในนามานุกรมฯ บท “พยากรณ์กรุงศรีอยุธยา, เพลงยาว” เบญจมาส แพทอง
เป็นผู้เรียบเรียง ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิง
“เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ประชุมพงศาวดาร เล่ม 37 (ประชุมพงศาวดาร
ภาคที่ 63 ต่อเรื่องกรุงเก่า) พระนคร : องค์การค้าของครุสภา. 2512”
ภูมิบ้านภูมิเมืองนำมาถ่ายทอดบางช่วงบางตอน
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นวรรณกรรมที่แต่งในสมัยอยุธยา
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
แต่กล่าวอ้างกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เนื่องจากในตอนจบของเรื่องระบุว่า จบเรื่องพระนา
รายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนายกรุงแต่เท่านี้
นักวรรณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่า
วรรณกรรมเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา น่าจะแต่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย
เพราะสมัยนั้นนิยมแต่งกลอนกันอย่างแพร่หลาย
โดยเฉพาะในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ซึ่งถือว่าเป็นยุคแห่งความเจริญทางการแต่งกลอน
อนึ่ง
สำนวนโวหารของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยายังคล้ายกับบทละครครั้งกรุงเก่า
ซึ่งแต่งในสมัยอยุธยาตอนปลายด้วย
ส่วนในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า
มีเนื้อความตอนหนึ่งเป็นคำทำนายเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาเช่น เดียวกัน
เนื้อหาของคำทำนายอย่างเดียวกัน แต่แต่งเป็นความเรียงร้อยแก้ว
ระบุว่าผู้พยากรณ์คือ สมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระพุทธเจ้าเสือ)
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
“เพลงยาวพุทธทำนาย”
เกี่ยวกับเรื่องผู้แต่งเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงวิจารณ์และสันนิษฐานไว้ในวิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
(ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 63) ว่า
ผู้แต่งเรื่องนี้น่าจะอ้างตามคำพยากรณ์ที่มีอยู่แล้วในมหาสุบินชาดก
เพราะมีข้อความตรงกัน ในมหาสุ บินชาดก
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์จากสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทีโกศลแห่งเมืองสาวัตถี
ในข้อ 12 และ 13
พระเจ้าปเสนทีโกศล ทอดพระเนตรเห็นน้ำเต้าเปล่า
(น้ำเต้าแห้งที่เหลือแต่เปลือก) ซึ่งโดยปกติจะลอยน้ำแต่กลับจมลงในน้ำ
และหินก้อนใหญ่เท่าเรือนกลับลอยน้ำ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า
“เมื่อถึงยุคเข็ญ จะมีผู้ใหญ่ชุบเลี้ยงแต่คนเสเพล
ถ้อยคำของคนเหล่านั้นเลื่อนลอยเหมือนน้ำเต้าเปล่าที่ลอยน้ำอยู่
แต่กลับมีน้ำหนักเป็นที่เชื่อถือเหมือนน้ำเต้าที่จมและตั้งอยู่ในน้ำได้
ส่วนคนดีมีตระกูล ซึ่งมีถ้อยคำน้ำหนักแน่นเหมือนศิลาทั้งแท่งนั้น
ผู้ปกครองเมืองกลับไม่เชื่อฟัง ถ้อยคำต่างๆ
จึงเหมือนศิลาล่องลอยไปในน้ำ”
ซึ่งตรงกับเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาที่ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงอธิบายว่า
เห็นได้ชัดว่าผู้แต่งคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเอาความในมหาสุบินชาดกมาแต่ง
แต่มีผิดกันเป็นข้อสำคัญอยู่ 2 แห่ง
แห่ง 1 ในมหาสุบินชาดก พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ว่า
ยุคเข็ญนั้นจะเกิดในประเทศใด เป็นแต่ว่าจะเกิด
แต่ในคำพยากรณ์เจาะจงว่าจะเกิด ณ กรุงศรีอยุธยา
อีกแห่ง 1 ในพระพุทธพยากรณ์มิได้กล่าวว่า ยุคเข็ญจะเกิดเมื่อใด
เป็นแต่ว่ายังอีกช้านานในภายภาคหน้า
แต่ในคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาอ้างว่า จะเกิดยุคเข็ญเมื่อศักราชได้ 2000
ปี
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่า
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดแต่งก็ตาม น่าจะแต่งขึ้นจากเหตุ
การณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้นโดยนำพุทธพยากรณ์มาเปรียบเทียบ
ดังข้อความว่า
สำหรับพระนครศรีอยุธยาผู้แต่งเพลงยาวนี้ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม
หรือมิใช่พระเจ้าแผ่นดินก็ตาม
น่าจะปรารภความวิปริตอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยนั้น
จึงแต่งเพลงยาวบทนี้ด้วยความกลุ้มใจ บางทีจะเอาศักราช 2000
อันตั้งใจว่าจุลศักราชเขียนลงเพื่อจะมิให้คนทั้งหลายตกใจว่าถึงยุคเข็ญแล้ว
เมื่อเวลาแต่งเพลงยาวนี้ เห็นจะมีใคร่มีใครถือว่าสลักสำคัญ
มาจนเมื่อเสียพระนครศรีอยุธยา จึงเกิดเห็นสมดังพยากรณ์
เพลงยาวบทนี้ก็เลยศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
เพลงยาวพุทธทำนาย ประพันธ์ด้วยกลอนเพลง
เนื้อหาเป็นการทำนายเหตุการณ์บ้านเมือง ให้ภาพบ้านเมืองยามยุคเข็ญ
กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยามีความอุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองทางการค้า
พระมหากษัตริย์ทรงปกครองดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์
ทรงปราบปรามอริราชศัตรู
บ้านเมืองมีอาณาเขตกว้างขวางปรากฏชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ
บรรดาประเทศราช ต่างแต่งเครื่องบรรณาการมาถวาย จนถึงศักราช 2000
เป็นเหตุให้บ้านเมืองต้องประสบเหตุภัยถึง 16 ประการ เช่น
อากาศจะวิปริตผิดฤดู เกิดโรคภัยไข้เจ็บทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์
พืชพันธุ์ธัญญาหารจะมีรสชาติแปรเปลี่ยนไป เกิดข้าวยากหมากแพง
แผ่นดินแห้งแล้งทุกหัวระแหง บ้านเมืองเกิดกลียุค คนชั่วจะครองเมือง
คนดีจะหนีหาย ผู้ดีจะเดินตรอก ขี้ครอกจะเดินถนน มิตรจะเป็นศัตรู
ศิษย์จะคิดล้างครู คนพาลจะมีอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำ โจรผู้ร้ายชุกชุม
อาณาประชาราษฎร์จะเดือดร้อนไปทั่ว
จะรบราฆ่าฟันกันล้มตายเป็นจำนวนมาก
ในที่สุด กรุงศรีอยุธยาก็จะถึงกาลพินาศล่มสลายไปตลอดอายุพระพุทธศาสนา
4000 ปี ดังตัวอย่างบทกลอนซึ่งแสดงให้เห็นเหตุการณ์ร้าย ดังนี้
คือดาวเดือนดินฟ้าจะอาเพด
อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทีศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล เกิดนิมิตพิศดานทุกบ้านเรือน
-
-
-
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
-
-
-
ทั้งเข้าก็จะยากหมากจะแพง
สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกิดทรพิศม์มิคสัญญี
ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
-
-
-
จะร้อนนอกสมณาประชาราช
จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย
ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
-
-
-
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลบรัดสมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จนสิ้นนามศักราชห้าพัน
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของโลกในทางการ
เมืองการปกครอง เมื่อใดที่ผู้ปกครองประพฤติตนไม่เหมาะสม
ขาดคุณสมบัติของนักปกครองที่ดีจะก่อให้เกิดผลเสียต่อชาติบ้านเมืองได้
คำพยากรณ์ดังกล่าวมักจะได้รับการกล่าวอ้างถึงและยกมาเป็นอุทาหรณ์อยู่เสมอ
มาบัดนี้ก็เป็นอุทาหรณ์เช่นเดียวกัน
|
|
|
|
|
|