บทความวิจัยของ Open University ยาว ๔๘ หน้า เรื่อง Global public action in health and pharmaceutical policies: politics and policy priorities ให้มิติที่ซับซ้อนเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะระดับโลก และเกี่ยวกับการใช้เงินสาธารณะส่วนที่ไม่ได้มาจากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งโดยตรง คือมาจากองค์กรนานาชาติ ที่ผมเคยสงสัยว่า เป็นอีกมิติหนึ่งของการครอบงำประเทศกำลังพัฒนาหรือเปล่า เป็นมายาอีกรูปแบบหนึ่งที่เราจะต้องรู้เท่าทันใช่ไหม
คำตอบจากผลงานวิจัยนี้คือ ใช่ ซึ่งเราก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่า เขาบรรลุข้อสรุปนี้ได้โดยวิธีการศึกษาอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่
ที่จริงงานวิจัยเชิงนโยบายเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคย ผมจึงอ่านบทความวิจัยชิ้นนี้ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ได้ทำให้ได้ความรู้ ว่าเขามีวิธีจับประเด็นจากข้อมูลเชิงเอกสารนโยบายขององค์กรกำกับนโยบายสาธารณะระดับโลก (เช่น WHO ด้านสุขภาพ) อย่างไร ให้ได้ภาพชัดจากสภาพจริงที่มัวๆ พร่าๆ และใช้การสัมภาษณ์ช่วยให้ทำความเข้าใจชัดขึ้น
ที่จริงองค์กรเสนอนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพระดับโลก นอกจาก WHO ก็มีการตั้งองค์กรอื่นๆ ขึ้นมาทำงานสื่อสารนโยบาย ได้แก่ Knowledge Ecology International (KEI), Health Action International (HAI) ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Health Alliance International แล้ว, Médecins Sans Frontières ซึ่งดั้งเดิมทำงานด้านให้บริการ แต่ต่อมาก็แตะเรื่องนโยบายด้วย, Agreement on trade-related aspects of intellectual property rights (TRIPS) ซึ่งเป็นเรื่องการค้า ก็เข้ามามีผลต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ
ผมสรุปบอกตัวเองว่า นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่สุดแสนจะซับซ้อน (complex adaptive) และเชื่อมโยงปัจจัยต่างๆ ถึงกันหมดอย่างซับซ้อนยุ่งเหยิง และนโยบายสาธารณะเรื่องหนึ่งก็จะไปทับซ้อนกับนโยบายสาธารณะอีกเรื่องหนึ่ง จนในที่สุดมายาภาพก็จะเกิดขึ้นทั้งโดยจงใจและไม่จงใจ งานวิจัยนโยบายสาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศจะต้องเอาใจใส่ ต้องสร้างศักยภาพภายในประเทศที่จะวิจัยของเราเอง ให้รู้เท่าทันโลก
นโยบายสาธารณะเรื่องสุขภาพหนีไม่พ้นนโยบายสาธารณะเรื่องการค้า และการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดด้านสุขภาพคือยา เป้าหมายของการค้าคือกำไร ไม่ใช่สุขภาวะของผู้คน นี่คือสัจจธรรม
วิจารณ์ พานิช
๑๙ มี.ค. ๕๓
...กำไร...คือ...ขาดทุน..นี่คือ...สัจจธรรม....(เราจะพบ..สุข..ภาวะ..ได้อย่างไร..เมื่อยา..หวาน..เป็นลม..ความขมเป็นยาต้องซื้อด้วยเงิน).....