การระงับความรู้สึก
ฉันเป็นวิสัญญีพยาบาล งานของฉันคือ การระงับความรู้สึก เป้าหมายของงานวิสัญญี คือ ปลอดภัย ด้วยการทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึก ในขณะเข้ารับการผ่าตัด ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล และดูแลผุ้ป่วยอย่างปลอดภัย มุ่งมั่นพัฒนาการระงับความรู้สึกให้ก้าวไกล เพื่อการผ่าตัดทุกประเภท แก่ผู้ป่วยทุกเพศ ุทุกวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงผู้ป่วยสูงอายุได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งให้การดูแลต่อเนื่อง ไปถึงระยะแรกหลังการผ่าตัด ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด 1. ทำไมท่านต้องได้รับการระงับความรู้สึกในระหว่างการผ่าตัด ? 2. ใครเป็นผู้ดูแลในขณะท่านหมดความรู้สึก ? 3. ทีมวิสัญญีดูแลอะไรบ้าง ? 4. มีวิธีอะไรบ้างที่จะระงับความรู้สึกได้ ? 5. จะมีอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ? 6. ความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายมีมากน้อยเพียงใด ? 7. ทีมวิสัญญีติดตามดูแลท่านในระยะหลังผ่าตัดอย่างไร ? 8. ผู้ป่วยควรจะเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ? การผ่าตัดทุกชนิด ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนเลือด และเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้สำเร็จ จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึกหรือเกิดการชาบริเวณผ่าตัด เพื่อลดการรับรู้ความปวดและปฏิกิริยาสนองตอบของร่างกายต่อความปวด ทีมวิสัญญีคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ให้การระงับความรู้สึกและดูแลผู้ป่วย ในระหว่างการผ่าตัดให้ได้รับความปลอดภัย บุคลากรกลุ่มนี้คือ วิสัญญีแพทย์, แพทย์ประจำบ้าน,วิสัญญีพยาบาล และนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล การดูแลผู้ป่วยโดยทีมวิสัญญี แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. ก่อนผ่าตัด ทีมวิสัญญีจะวางแผนการให้การระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยทุกราย วิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจะเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ป่วยและ การผ่าตัด ก่อนผ่าตัดวิสัญญีแพทย์จะเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ซักถามข้อสงสัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเข้าใจและพร้อมที่จะรับการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด 2. ระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการระงับความรู้สึกโดยวิธีดมยาสลบหรือฉีดยาชา เฉพาะส่วน หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ ตามความเหมาะสม ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยทีมวิสัญญีและมีการติดตามการทำงานของร่างกายด้วยอุปกรณ์ทันสมัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด และระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้ว จนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทีมวิสัญญีจะให้การรักษาและแก้ไขจนกว่าผู้ป่วย จะปลอดภัย 3. หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในห้องพักฟื้นนาน 1-2 ชั่วโมง หรือจนปลอดภัย จึงย้ายกลับหอผู้ป่วยหรือกลับบ้าน ทีมวิสัญญีจะติดตามดูผู้ป่วยในห้องพักฟื้น หากผู้ป่วยเริ่มรู้สึกปวดจะได้รับการบำบัดให้ทุเลาลง ถ้ามีเหตุอันใดที่อาจทำให้ผู้ป่วย เป็นอันตราย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่หอผู้ป่วยหนักหรือหออภิบาล (ไอซียู) จนผู้ป่วยปลอดภัย การระงับความรู้สึก มี 2 วิธี 1. การดมยาสลบ เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว และไม่เจ็บตลอดการผ่าตัด ผู้ป่วยจะหลับด้วยฤทธิ์ยาสลบที่ให้ทางหลอดเลือดดำ บางครั้งอาจให้ยาสลบโดยการสูดดมผ่านหน้ากาก ร่วมกับออกซิเจน ให้การช่วยหายใจผ่านทางท่อที่ใส่ไว้ในหลอดคอ ให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพียงพอที่จะทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมวิสัญญีจะดูแล และควบคุม การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติตลอดการผ่าตัด 2. การทำให้ชา วิธีนี้ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาชาโดยไม่สลบ ถ้าผู้ป่วยยังมีความกังวลก็จะได้รับยาเพื่อลดความกังวลหรือความเครียดในระหว่างผ่าตัด การทำให้ชานี้มี 3 วิธี คือ 2.1 การ "บล๊อคหลัง" คือการทำให้ชาบริเวณกลางลำตัวไปจนถึงขาทั้ง 2 ข้าง วิธีนี้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดตั้งแต่เอวลงไป เช่น การผ่าตัดคลอด และผ่าตัดช่องท้อง ส่วนล่าง 2.2 การฉีดยาชารอบเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาท วิธีนี้ทำให้เกิดอาการชา ในบริเวณที่เลี้ยงโดยเส้นประสาท ซึ่งจะใช้สำหรับการผ่าตัดที่มือ แขน หรือเท้า 2.3 การฉีดยาชาเฉพาะที่ คือ การฉีดยาชาใต้ชั้นผิวหนังตรงบริเวณที่จะได้รับการผ่าตัด วิธีนี้มักใช้สำหรับการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการชาและไม่เจ็บขณะการผ่าตัด อาจใช้วิธีการทำให้ชาร่วมกับการดมยาสลบ เพื่อลดอาการปวดแผลในระยะหลังผ่าตัด เทคนิคการทำให้ชานี้แม้ผู้ป่วยจะไม่หมดสติในระหว่างการผ่าตัด ทีมวิสัญญีก็ต้อง เฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยตลอดการผ่าตัดเช่นเดียวกับการดมยาสลบ วิธีนี้ ผู้ป่วยจะยังมีอาการชาและไม่สามารถเคลื่อนไหวบริเวณดังกล่าวต่อไปอีก 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีเพราะทำให้เจ็บแผลน้อยกว่าการดมยาสลบ อาการชาและเคลื่อนไหวไม่ได้ จะค่อยๆหมดไปเมื่อฤทธิ์ของยาชาค่อยๆหมดไป การผ่าตัดและการระงับความรู้สึกทุกวิธี มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้เสมอ บางครั้งอาจมีอันตรายถึงชีวิตแม้จะเลือกใช้วิธีการระงับความรู้สึกที่ดีที่สุดที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยแล้วก็ตาม เนื่องจากยาระงับความรู้สึกมีผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกายหลายระบบ ประกอบกับการผ่าตัดมีผลกระทบต่อร่างกาย อาจมีการเสียเลือดและสารน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายรวดเร็วและเฉียบพลันตาม ความรุนแรงของโรคและการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่ออันตรายหรือภาวะ แทรกซ้อนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วยและชนิดของการผ่าตัดว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของทีมวิสัญญี จะป้องกันอันตรายที่อาจจะ เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภาวะ ช็อค หัวใจหยุดเต้น ความดันเลือดต่ำ ขาดออกซิเจน ภาวะติดเชื้อรุนแรง การสำลักเศษอาหารหรือน้ำย่อยเข้าปอด แพ้ยาสลบหรือยาที่ให้ระหว่างผ่าตัด ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อน อันตรายหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ ความรุนแรงเล็กน้อยและรุนแรงมาก ภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงเล็กนอ้ย อาจเกิดขึ้นบ่อย (10-30%)แต่ไม่เป็ฯอันตราย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ฟันโยก ฟันบิ่น แขนขาอ่อนแรงชั่วคราวหลังการฉีดยาชา และเจ็บปวดแผลผ่าตัดมากกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง พบได้น้อย จากสถิติของโรงพยาบาลศิริราช ปีพ.ศ.2545 มีการผ่าตัดทั้งหมด 23,531 ราย มีผู้เสียชีวิตจากการผ่าตัดและระงับความรู้สึก 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.22 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย อุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และผู้สูงอายุ ส่วนผู้ป่วยที่มีสุขภาพดี แข็งแรงนั้น เสียชีวิตเพียง 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.004หรือ0.42ต่อ 10,000 ซึ่งเสียชีวิตจากการเสียเลือด ปริมาณมากอย่างรวดเร็วขณะผ่าตัด ข้อมูลนี้อาจบอกได้ว่าอันตรายจากการผ่าตัดและ การระงับความรู้สึก สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรงมีน้อยมาก น้อยกว่าอันตรายจากการเดินข้ามถนน น้อยกว่าอันตรายจาก การนั่งรถ หรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ในเทศกาลต่างๆ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆเช่น สมองพิการ ไม่ฟื้นจากการสลบ เสันโลหิตในสมองแตก การหายใจล้มเหลว ปอดอักเสบ หัวใจลัมเหลว อัมพาตหรือแขนขา อ่อนแรงก็พบน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และชนิดของ การผ่าตัด ตลอดจนการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด กล่าวคือ ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อออกจากห้องพักฟื้นมายังหอผู้ป่วย ท่านจะได้รับการดูแลจากพยาบาลและแพทย์ประจำหอผู้ป่วย จะได้รับยาบรรเทาอาการเจ็บปวดแผล ได้รับสารน้ำแทนอาหาร ได้รับยาปฏิชีวนะ และการรักษาอื่นๆที่เหมาะสม ทีมวิสัญญีจะติดตามมาเยี่ยม ดูแลผลข้างเคียงและความเจ็บปวด บางครั้งจะให้การระงับปวดด้วยวิธีพิเศษตามความเหมาะสม เช่น การฉีดยาระงับปวดด้วยเครื่องฉีดพิเศษ (patient controlled analgesia, PCA) หรือให้ยาระงับปวดผ่านสายเล็ก ๆ ที่ใส่ไว้ในช่องระหว่างกระดูกสันหลัง (epidural analgesia) 1 ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยและญาติควรซักถามแพทย์ผู้แนะนำผ่าตัดให้ทราบ ชัดเจนว่าป่วยเป็นโรคอะไร จะผ่าตัดอะไร มีความจำเป็นอย่างไรในการผ่าตัด ผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นอย่างไร มีอันตรายและภาวะแทรกซ้อนอย่างไร มีทางเลือกการรักษาอย่างอื่น หรือไม่ อย่างไร ถ้ารับการผ่าตัด จะต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน พักรักษาต่ออีกกี่วัน ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร 2 เมื่อตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ท่านควรเตรียมสะสางงานหรือมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำแทน เตรียมเอกสารสิทธิการรักษาต่างๆ เช่น บัตรประกันสุขภาพ ใบส่งตัว ใบต้นสังกัด เตรียมเงินค่ารักษา ค่าผ่าตัดและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของครอบครัว เตรียมผู้ที่จะมาเฝ้าเป็นเพื่อนท่านในโรงพยาบาล เตรียมสถานที่และผู้ที่จะดูแลท่านเมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เตรียมผู้ที่จะพาท่านมาพบแพทย์หรือมารับการทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์สั่ง 3 ท่านต้องแจ้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำรวมทั้งยาสมุนไพร การแพ้ยาหรือสารทุกชนิด การผ่าตัดในอดีต และปัญหาสุขภาพอื่นๆ แก่แพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่าน ประวัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการวางแผนและให้การรักษาแก่ท่าน แม้จะเป็นความลับส่วนตัวของท่าน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของท่าน เช่น โรคเอดส์ ติดยาเสพติด หรือรักร่วมเพศ 4 ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดเสมหะและลดการไอ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบหายใจ 5 ท่านที่รับประทานยาแอสไพริน ยากันเลือดแข็ง ยารักษาโรคไขข้ออักเสบ ยาแก้ปวด ยาเบาหวาน ยาลดความดันเลือด ยาโรคหัวใจ ยากันชัก ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบและงดยา 6 ในกรณีที่ท่านจะมารับการผ่าตัดบางชนิด ซึ่งไม่ต้องนอนพักค้างคืนในโรงพยาบาล ท่านต้องมีญาติใกล้ชิดที่จะพาท่านกลับบ้าน และสามารถดูแลท่านได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ท่านจะต้องไม่ขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรกลใดๆ ภายใน 24 ชั่วโมง 7 เมื่อเข้าอยู่ในโรงพยาบาล ควรศึกษาวิธีปฏิบัติตัวสำหรับการอยู่ในโรงพยาบาล ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งของแพทย์และพยาบาล ประจำหอผู้ป่วยอย่าง เคร่งครัด ไม่ควรนำเครื่องประดับราคาแพง และของมีค่าทุกชนิดติดตัวมา โรงพยาบาล 8 ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยหญิงถ้าตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ จะต้องแจ้งให้ ทีมวิสัญญีทราบ เพราะยาสลบสามารถผ่านรกและอาจเกิดผลเสียต่อทารกได้ ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ไม่รีบด่วน ควรจะทำหลังจากคลอดบุตร 9.งดอาหารทุกชนิดและงดดื่มน้ำตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการสำลัก เศษอาหารเข้าปอด 10 ถอดฟันปลอมที่ถอดได้ ถ้ามีฟันโยกควรแจ้งให้วิสัญญีแพทย์หรือทีมวิสัญญีทราบ ถอดเครื่องประดับทุกชนิดรวมทั้งเลนซ์ตา ฝากเก็บไว้กับญาติ ก่อนไปห้องผ่าตัด 11 เมื่อเจ้าหน้าที่รับผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ญาติอาจตามไปส่งและให้กำลังใจจนถึง หน้าห้องผ่าตัด หลังจากนั้นควรกลับไปรอที่หอผู้ป่วยหรือสถานที่ ที่เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้ ไม่ควรอยู่รอที่บริเวณหน้าห้องผ่าตัดซึ่งคับแคบและแออัด สำหรับผู้ป่วยเด็ก ทีมวิสัญญีอาจให้ผู้ปกครองเข้ามาส่งผู้ป่วยถึงในห้องผ่าตัด เพื่อลดความเครียดของเด็ก 12 เมื่อผู้ป่วยกลับจากห้องผ่าตัดควรมีญาติเฝ้าดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยไม่รบกวน ผู้ป่วย ห้ามปรับหรือเปลี่ยนอัตราไหลของน้ำเกลือ หรือ ออกซิเจน
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
ฉันเป็นวิสัญญีพยาบาล งานของฉันคือ การระงับความรู้สึก เป้าหมายของงานวิสัญญี คือ ปลอดภัย ด้วยการทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึก ในขณะเข้ารับการผ่าตัด ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล และดูแลผุ้ป่วยอย่างปลอดภัย มุ่งมั่นพัฒนาการระงับความรู้สึกให้ก้าวไกล เพื่อการผ่าตัดทุกประเภท แก่ผู้ป่วยทุกเพศ ุทุกวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงผู้ป่วยสูงอายุได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งให้การดูแลต่อเนื่อง ไปถึงระยะแรกหลังการผ่าตัด ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด 1. ทำไมท่านต้องได้รับการระงับความรู้สึกในระหว่างการผ่าตัด ? 2. ใครเป็นผู้ดูแลในขณะท่านหมดความรู้สึก ? 3. ทีมวิสัญญีดูแลอะไรบ้าง ? 4. มีวิธีอะไรบ้างที่จะระงับความรู้สึกได้ ? 5. จะมีอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ? 6. ความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายมีมากน้อยเพียงใด ? 7. ทีมวิสัญญีติดตามดูแลท่านในระยะหลังผ่าตัดอย่างไร ? 8. ผู้ป่วยควรจะเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ? การผ่าตัดทุกชนิด ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนเลือด และเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้สำเร็จ จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึกหรือเกิดการชาบริเวณผ่าตัด เพื่อลดการรับรู้ความปวดและปฏิกิริยาสนองตอบของร่างกายต่อความปวด ทีมวิสัญญีคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ให้การระงับความรู้สึกและดูแลผู้ป่วย ในระหว่างการผ่าตัดให้ได้รับความปลอดภัย บุคลากรกลุ่มนี้คือ วิสัญญีแพทย์, แพทย์ประจำบ้าน,วิสัญญีพยาบาล และนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล การดูแลผู้ป่วยโดยทีมวิสัญญี แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. ก่อนผ่าตัด ทีมวิสัญญีจะวางแผนการให้การระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยทุกราย วิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจะเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ป่วยและ การผ่าตัด ก่อนผ่าตัดวิสัญญีแพทย์จะเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ซักถามข้อสงสัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเข้าใจและพร้อมที่จะรับการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด 2. ระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการระงับความรู้สึกโดยวิธีดมยาสลบหรือฉีดยาชา เฉพาะส่วน หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ ตามความเหมาะสม ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยทีมวิสัญญีและมีการติดตามการทำงานของร่างกายด้วยอุปกรณ์ทันสมัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด และระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้ว จนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทีมวิสัญญีจะให้การรักษาและแก้ไขจนกว่าผู้ป่วย จะปลอดภัย 3. หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในห้องพักฟื้นนาน 1-2 ชั่วโมง หรือจนปลอดภัย จึงย้ายกลับหอผู้ป่วยหรือกลับบ้าน ทีมวิสัญญีจะติดตามดูผู้ป่วยในห้องพักฟื้น หากผู้ป่วยเริ่มรู้สึกปวดจะได้รับการบำบัดให้ทุเลาลง ถ้ามีเหตุอันใดที่อาจทำให้ผู้ป่วย เป็นอันตราย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่หอผู้ป่วยหนักหรือหออภิบาล (ไอซียู) จนผู้ป่วยปลอดภัย การระงับความรู้สึก มี 2 วิธี 1. การดมยาสลบ เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว และไม่เจ็บตลอดการผ่าตัด ผู้ป่วยจะหลับด้วยฤทธิ์ยาสลบที่ให้ทางหลอดเลือดดำ บางครั้งอาจให้ยาสลบโดยการสูดดมผ่านหน้ากาก ร่วมกับออกซิเจน ให้การช่วยหายใจผ่านทางท่อที่ใส่ไว้ในหลอดคอ ให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพียงพอที่จะทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมวิสัญญีจะดูแล และควบคุม การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติตลอดการผ่าตัด 2. การทำให้ชา วิธีนี้ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาชาโดยไม่สลบ ถ้าผู้ป่วยยังมีความกังวลก็จะได้รับยาเพื่อลดความกังวลหรือความเครียดในระหว่างผ่าตัด การทำให้ชานี้มี 3 วิธี คือ 2.1 การ "บล๊อคหลัง" คือการทำให้ชาบริเวณกลางลำตัวไปจนถึงขาทั้ง 2 ข้าง วิธีนี้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดตั้งแต่เอวลงไป เช่น การผ่าตัดคลอด และผ่าตัดช่องท้อง ส่วนล่าง 2.2 การฉีดยาชารอบเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาท วิธีนี้ทำให้เกิดอาการชา ในบริเวณที่เลี้ยงโดยเส้นประสาท ซึ่งจะใช้สำหรับการผ่าตัดที่มือ แขน หรือเท้า 2.3 การฉีดยาชาเฉพาะที่ คือ การฉีดยาชาใต้ชั้นผิวหนังตรงบริเวณที่จะได้รับการผ่าตัด วิธีนี้มักใช้สำหรับการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการชาและไม่เจ็บขณะการผ่าตัด อาจใช้วิธีการทำให้ชาร่วมกับการดมยาสลบ เพื่อลดอาการปวดแผลในระยะหลังผ่าตัด เทคนิคการทำให้ชานี้แม้ผู้ป่วยจะไม่หมดสติในระหว่างการผ่าตัด ทีมวิสัญญีก็ต้อง เฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยตลอดการผ่าตัดเช่นเดียวกับการดมยาสลบ วิธีนี้ ผู้ป่วยจะยังมีอาการชาและไม่สามารถเคลื่อนไหวบริเวณดังกล่าวต่อไปอีก 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีเพราะทำให้เจ็บแผลน้อยกว่าการดมยาสลบ อาการชาและเคลื่อนไหวไม่ได้ จะค่อยๆหมดไปเมื่อฤทธิ์ของยาชาค่อยๆหมดไป การผ่าตัดและการระงับความรู้สึกทุกวิธี มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้เสมอ บางครั้งอาจมีอันตรายถึงชีวิตแม้จะเลือกใช้วิธีการระงับความรู้สึกที่ดีที่สุดที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยแล้วก็ตาม เนื่องจากยาระงับความรู้สึกมีผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกายหลายระบบ ประกอบกับการผ่าตัดมีผลกระทบต่อร่างกาย อาจมีการเสียเลือดและสารน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายรวดเร็วและเฉียบพลันตาม ความรุนแรงของโรคและการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่ออันตรายหรือภาวะ แทรกซ้อนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วยและชนิดของการผ่าตัดว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของทีมวิสัญญี จะป้องกันอันตรายที่อาจจะ เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภาวะ ช็อค หัวใจหยุดเต้น ความดันเลือดต่ำ ขาดออกซิเจน ภาวะติดเชื้อรุนแรง การสำลักเศษอาหารหรือน้ำย่อยเข้าปอด แพ้ยาสลบหรือยาที่ให้ระหว่างผ่าตัด ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อน อันตรายหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ ความรุนแรงเล็กน้อยและรุนแรงมาก ภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงเล็กนอ้ย อาจเกิดขึ้นบ่อย (10-30%)แต่ไม่เป็ฯอันตราย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ฟันโยก ฟันบิ่น แขนขาอ่อนแรงชั่วคราวหลังการฉีดยาชา และเจ็บปวดแผลผ่าตัดมากกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง พบได้น้อย จากสถิติของโรงพยาบาลศิริราช ปีพ.ศ.2545 มีการผ่าตัดทั้งหมด 23,531 ราย มีผู้เสียชีวิตจากการผ่าตัดและระงับความรู้สึก 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.22 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย อุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และผู้สูงอายุ ส่วนผู้ป่วยที่มีสุขภาพดี แข็งแรงนั้น เสียชีวิตเพียง 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.004หรือ0.42ต่อ 10,000 ซึ่งเสียชีวิตจากการเสียเลือด ปริมาณมากอย่างรวดเร็วขณะผ่าตัด ข้อมูลนี้อาจบอกได้ว่าอันตรายจากการผ่าตัดและ การระงับความรู้สึก สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรงมีน้อยมาก น้อยกว่าอันตรายจากการเดินข้ามถนน น้อยกว่าอันตรายจาก การนั่งรถ หรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ในเทศกาลต่างๆ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆเช่น สมองพิการ ไม่ฟื้นจากการสลบ เสันโลหิตในสมองแตก การหายใจล้มเหลว ปอดอักเสบ หัวใจลัมเหลว อัมพาตหรือแขนขา อ่อนแรงก็พบน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และชนิดของ การผ่าตัด ตลอดจนการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด กล่าวคือ ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อออกจากห้องพักฟื้นมายังหอผู้ป่วย ท่านจะได้รับการดูแลจากพยาบาลและแพทย์ประจำหอผู้ป่วย จะได้รับยาบรรเทาอาการเจ็บปวดแผล ได้รับสารน้ำแทนอาหาร ได้รับยาปฏิชีวนะ และการรักษาอื่นๆที่เหมาะสม ทีมวิสัญญีจะติดตามมาเยี่ยม ดูแลผลข้างเคียงและความเจ็บปวด บางครั้งจะให้การระงับปวดด้วยวิธีพิเศษตามความเหมาะสม เช่น การฉีดยาระงับปวดด้วยเครื่องฉีดพิเศษ (patient controlled analgesia, PCA) หรือให้ยาระงับปวดผ่านสายเล็ก ๆ ที่ใส่ไว้ในช่องระหว่างกระดูกสันหลัง (epidural analgesia) 1 ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยและญาติควรซักถามแพทย์ผู้แนะนำผ่าตัดให้ทราบ ชัดเจนว่าป่วยเป็นโรคอะไร จะผ่าตัดอะไร มีความจำเป็นอย่างไรในการผ่าตัด ผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นอย่างไร มีอันตรายและภาวะแทรกซ้อนอย่างไร มีทางเลือกการรักษาอย่างอื่น หรือไม่ อย่างไร ถ้ารับการผ่าตัด จะต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน พักรักษาต่ออีกกี่วัน ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร 2 เมื่อตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ท่านควรเตรียมสะสางงานหรือมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำแทน เตรียมเอกสารสิทธิการรักษาต่างๆ เช่น บัตรประกันสุขภาพ ใบส่งตัว ใบต้นสังกัด เตรียมเงินค่ารักษา ค่าผ่าตัดและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของครอบครัว เตรียมผู้ที่จะมาเฝ้าเป็นเพื่อนท่านในโรงพยาบาล เตรียมสถานที่และผู้ที่จะดูแลท่านเมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เตรียมผู้ที่จะพาท่านมาพบแพทย์หรือมารับการทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์สั่ง 3 ท่านต้องแจ้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำรวมทั้งยาสมุนไพร การแพ้ยาหรือสารทุกชนิด การผ่าตัดในอดีต และปัญหาสุขภาพอื่นๆ แก่แพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่าน ประวัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการวางแผนและให้การรักษาแก่ท่าน แม้จะเป็นความลับส่วนตัวของท่าน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของท่าน เช่น โรคเอดส์ ติดยาเสพติด หรือรักร่วมเพศ 4 ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดเสมหะและลดการไอ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบหายใจ 5 ท่านที่รับประทานยาแอสไพริน ยากันเลือดแข็ง ยารักษาโรคไขข้ออักเสบ ยาแก้ปวด ยาเบาหวาน ยาลดความดันเลือด ยาโรคหัวใจ ยากันชัก ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบและงดยา 6 ในกรณีที่ท่านจะมารับการผ่าตัดบางชนิด ซึ่งไม่ต้องนอนพักค้างคืนในโรงพยาบาล ท่านต้องมีญาติใกล้ชิดที่จะพาท่านกลับบ้าน และสามารถดูแลท่านได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ท่านจะต้องไม่ขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรกลใดๆ ภายใน 24 ชั่วโมง 7 เมื่อเข้าอยู่ในโรงพยาบาล ควรศึกษาวิธีปฏิบัติตัวสำหรับการอยู่ในโรงพยาบาล ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งของแพทย์และพยาบาล ประจำหอผู้ป่วยอย่าง เคร่งครัด ไม่ควรนำเครื่องประดับราคาแพง และของมีค่าทุกชนิดติดตัวมา โรงพยาบาล 8 ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยหญิงถ้าตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ จะต้องแจ้งให้ ทีมวิสัญญีทราบ เพราะยาสลบสามารถผ่านรกและอาจเกิดผลเสียต่อทารกได้ ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ไม่รีบด่วน ควรจะทำหลังจากคลอดบุตร 9.งดอาหารทุกชนิดและงดดื่มน้ำตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการสำลัก เศษอาหารเข้าปอด 10 ถอดฟันปลอมที่ถอดได้ ถ้ามีฟันโยกควรแจ้งให้วิสัญญีแพทย์หรือทีมวิสัญญีทราบ ถอดเครื่องประดับทุกชนิดรวมทั้งเลนซ์ตา ฝากเก็บไว้กับญาติ ก่อนไปห้องผ่าตัด 11 เมื่อเจ้าหน้าที่รับผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ญาติอาจตามไปส่งและให้กำลังใจจนถึง หน้าห้องผ่าตัด หลังจากนั้นควรกลับไปรอที่หอผู้ป่วยหรือสถานที่ ที่เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้ ไม่ควรอยู่รอที่บริเวณหน้าห้องผ่าตัดซึ่งคับแคบและแออัด สำหรับผู้ป่วยเด็ก ทีมวิสัญญีอาจให้ผู้ปกครองเข้ามาส่งผู้ป่วยถึงในห้องผ่าตัด เพื่อลดความเครียดของเด็ก 12 เมื่อผู้ป่วยกลับจากห้องผ่าตัดควรมีญาติเฝ้าดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยไม่รบกวน ผู้ป่วย ห้ามปรับหรือเปลี่ยนอัตราไหลของน้ำเกลือ หรือ ออกซิเจน
ฉันเป็นวิสัญญีพยาบาล งานของฉันคือ การระงับความรู้สึก เป้าหมายของงานวิสัญญี คือ ปลอดภัย ด้วยการทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึก ในขณะเข้ารับการผ่าตัด ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล และดูแลผุ้ป่วยอย่างปลอดภัย มุ่งมั่นพัฒนาการระงับความรู้สึกให้ก้าวไกล เพื่อการผ่าตัดทุกประเภท แก่ผู้ป่วยทุกเพศ ุทุกวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงผู้ป่วยสูงอายุได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งให้การดูแลต่อเนื่อง ไปถึงระยะแรกหลังการผ่าตัด ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด 1. ทำไมท่านต้องได้รับการระงับความรู้สึกในระหว่างการผ่าตัด ? 2. ใครเป็นผู้ดูแลในขณะท่านหมดความรู้สึก ? 3. ทีมวิสัญญีดูแลอะไรบ้าง ? 4. มีวิธีอะไรบ้างที่จะระงับความรู้สึกได้ ? 5. จะมีอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ? 6. ความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายมีมากน้อยเพียงใด ? 7. ทีมวิสัญญีติดตามดูแลท่านในระยะหลังผ่าตัดอย่างไร ? 8. ผู้ป่วยควรจะเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อเข้ารับการผ่าตัด ? การผ่าตัดทุกชนิด ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนเลือด และเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยทำให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้สำเร็จ จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้ป่วยหมดความรู้สึกหรือเกิดการชาบริเวณผ่าตัด เพื่อลดการรับรู้ความปวดและปฏิกิริยาสนองตอบของร่างกายต่อความปวด ทีมวิสัญญีคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ให้การระงับความรู้สึกและดูแลผู้ป่วย ในระหว่างการผ่าตัดให้ได้รับความปลอดภัย บุคลากรกลุ่มนี้คือ วิสัญญีแพทย์, แพทย์ประจำบ้าน,วิสัญญีพยาบาล และนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล การดูแลผู้ป่วยโดยทีมวิสัญญี แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. ก่อนผ่าตัด ทีมวิสัญญีจะวางแผนการให้การระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยทุกราย วิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจะเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ป่วยและ การผ่าตัด ก่อนผ่าตัดวิสัญญีแพทย์จะเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้ซักถามข้อสงสัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเข้าใจและพร้อมที่จะรับการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด 2. ระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการระงับความรู้สึกโดยวิธีดมยาสลบหรือฉีดยาชา เฉพาะส่วน หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ ตามความเหมาะสม ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยทีมวิสัญญีและมีการติดตามการทำงานของร่างกายด้วยอุปกรณ์ทันสมัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด และระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้ว จนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทีมวิสัญญีจะให้การรักษาและแก้ไขจนกว่าผู้ป่วย จะปลอดภัย 3. หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในห้องพักฟื้นนาน 1-2 ชั่วโมง หรือจนปลอดภัย จึงย้ายกลับหอผู้ป่วยหรือกลับบ้าน ทีมวิสัญญีจะติดตามดูผู้ป่วยในห้องพักฟื้น หากผู้ป่วยเริ่มรู้สึกปวดจะได้รับการบำบัดให้ทุเลาลง ถ้ามีเหตุอันใดที่อาจทำให้ผู้ป่วย เป็นอันตราย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่หอผู้ป่วยหนักหรือหออภิบาล (ไอซียู) จนผู้ป่วยปลอดภัย การระงับความรู้สึก มี 2 วิธี 1. การดมยาสลบ เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว และไม่เจ็บตลอดการผ่าตัด ผู้ป่วยจะหลับด้วยฤทธิ์ยาสลบที่ให้ทางหลอดเลือดดำ บางครั้งอาจให้ยาสลบโดยการสูดดมผ่านหน้ากาก ร่วมกับออกซิเจน ให้การช่วยหายใจผ่านทางท่อที่ใส่ไว้ในหลอดคอ ให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพียงพอที่จะทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมวิสัญญีจะดูแล และควบคุม การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติตลอดการผ่าตัด 2. การทำให้ชา วิธีนี้ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาชาโดยไม่สลบ ถ้าผู้ป่วยยังมีความกังวลก็จะได้รับยาเพื่อลดความกังวลหรือความเครียดในระหว่างผ่าตัด การทำให้ชานี้มี 3 วิธี คือ 2.1 การ "บล๊อคหลัง" คือการทำให้ชาบริเวณกลางลำตัวไปจนถึงขาทั้ง 2 ข้าง วิธีนี้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดตั้งแต่เอวลงไป เช่น การผ่าตัดคลอด และผ่าตัดช่องท้อง ส่วนล่าง 2.2 การฉีดยาชารอบเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาท วิธีนี้ทำให้เกิดอาการชา ในบริเวณที่เลี้ยงโดยเส้นประสาท ซึ่งจะใช้สำหรับการผ่าตัดที่มือ แขน หรือเท้า 2.3 การฉีดยาชาเฉพาะที่ คือ การฉีดยาชาใต้ชั้นผิวหนังตรงบริเวณที่จะได้รับการผ่าตัด วิธีนี้มักใช้สำหรับการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการชาและไม่เจ็บขณะการผ่าตัด อาจใช้วิธีการทำให้ชาร่วมกับการดมยาสลบ เพื่อลดอาการปวดแผลในระยะหลังผ่าตัด เทคนิคการทำให้ชานี้แม้ผู้ป่วยจะไม่หมดสติในระหว่างการผ่าตัด ทีมวิสัญญีก็ต้อง เฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยตลอดการผ่าตัดเช่นเดียวกับการดมยาสลบ วิธีนี้ ผู้ป่วยจะยังมีอาการชาและไม่สามารถเคลื่อนไหวบริเวณดังกล่าวต่อไปอีก 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีเพราะทำให้เจ็บแผลน้อยกว่าการดมยาสลบ อาการชาและเคลื่อนไหวไม่ได้ จะค่อยๆหมดไปเมื่อฤทธิ์ของยาชาค่อยๆหมดไป การผ่าตัดและการระงับความรู้สึกทุกวิธี มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้เสมอ บางครั้งอาจมีอันตรายถึงชีวิตแม้จะเลือกใช้วิธีการระงับความรู้สึกที่ดีที่สุดที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยแล้วก็ตาม เนื่องจากยาระงับความรู้สึกมีผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกายหลายระบบ ประกอบกับการผ่าตัดมีผลกระทบต่อร่างกาย อาจมีการเสียเลือดและสารน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายรวดเร็วและเฉียบพลันตาม ความรุนแรงของโรคและการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่ออันตรายหรือภาวะ แทรกซ้อนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วยและชนิดของการผ่าตัดว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของทีมวิสัญญี จะป้องกันอันตรายที่อาจจะ เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภาวะ ช็อค หัวใจหยุดเต้น ความดันเลือดต่ำ ขาดออกซิเจน ภาวะติดเชื้อรุนแรง การสำลักเศษอาหารหรือน้ำย่อยเข้าปอด แพ้ยาสลบหรือยาที่ให้ระหว่างผ่าตัด ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อน อันตรายหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ ความรุนแรงเล็กน้อยและรุนแรงมาก ภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงเล็กนอ้ย อาจเกิดขึ้นบ่อย (10-30%)แต่ไม่เป็ฯอันตราย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ฟันโยก ฟันบิ่น แขนขาอ่อนแรงชั่วคราวหลังการฉีดยาชา และเจ็บปวดแผลผ่าตัดมากกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง พบได้น้อย จากสถิติของโรงพยาบาลศิริราช ปีพ.ศ.2545 มีการผ่าตัดทั้งหมด 23,531 ราย มีผู้เสียชีวิตจากการผ่าตัดและระงับความรู้สึก 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.22 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย อุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และผู้สูงอายุ ส่วนผู้ป่วยที่มีสุขภาพดี แข็งแรงนั้น เสียชีวิตเพียง 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.004หรือ0.42ต่อ 10,000 ซึ่งเสียชีวิตจากการเสียเลือด ปริมาณมากอย่างรวดเร็วขณะผ่าตัด ข้อมูลนี้อาจบอกได้ว่าอันตรายจากการผ่าตัดและ การระงับความรู้สึก สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรงมีน้อยมาก น้อยกว่าอันตรายจากการเดินข้ามถนน น้อยกว่าอันตรายจาก การนั่งรถ หรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ในเทศกาลต่างๆ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆเช่น สมองพิการ ไม่ฟื้นจากการสลบ เสันโลหิตในสมองแตก การหายใจล้มเหลว ปอดอักเสบ หัวใจลัมเหลว อัมพาตหรือแขนขา อ่อนแรงก็พบน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และชนิดของ การผ่าตัด ตลอดจนการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด กล่าวคือ ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อออกจากห้องพักฟื้นมายังหอผู้ป่วย ท่านจะได้รับการดูแลจากพยาบาลและแพทย์ประจำหอผู้ป่วย จะได้รับยาบรรเทาอาการเจ็บปวดแผล ได้รับสารน้ำแทนอาหาร ได้รับยาปฏิชีวนะ และการรักษาอื่นๆที่เหมาะสม ทีมวิสัญญีจะติดตามมาเยี่ยม ดูแลผลข้างเคียงและความเจ็บปวด บางครั้งจะให้การระงับปวดด้วยวิธีพิเศษตามความเหมาะสม เช่น การฉีดยาระงับปวดด้วยเครื่องฉีดพิเศษ (patient controlled analgesia, PCA) หรือให้ยาระงับปวดผ่านสายเล็ก ๆ ที่ใส่ไว้ในช่องระหว่างกระดูกสันหลัง (epidural analgesia) 1 ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยและญาติควรซักถามแพทย์ผู้แนะนำผ่าตัดให้ทราบ ชัดเจนว่าป่วยเป็นโรคอะไร จะผ่าตัดอะไร มีความจำเป็นอย่างไรในการผ่าตัด ผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นอย่างไร มีอันตรายและภาวะแทรกซ้อนอย่างไร มีทางเลือกการรักษาอย่างอื่น หรือไม่ อย่างไร ถ้ารับการผ่าตัด จะต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน พักรักษาต่ออีกกี่วัน ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร 2 เมื่อตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ท่านควรเตรียมสะสางงานหรือมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำแทน เตรียมเอกสารสิทธิการรักษาต่างๆ เช่น บัตรประกันสุขภาพ ใบส่งตัว ใบต้นสังกัด เตรียมเงินค่ารักษา ค่าผ่าตัดและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของครอบครัว เตรียมผู้ที่จะมาเฝ้าเป็นเพื่อนท่านในโรงพยาบาล เตรียมสถานที่และผู้ที่จะดูแลท่านเมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เตรียมผู้ที่จะพาท่านมาพบแพทย์หรือมารับการทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์สั่ง 3 ท่านต้องแจ้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำรวมทั้งยาสมุนไพร การแพ้ยาหรือสารทุกชนิด การผ่าตัดในอดีต และปัญหาสุขภาพอื่นๆ แก่แพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่าน ประวัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการวางแผนและให้การรักษาแก่ท่าน แม้จะเป็นความลับส่วนตัวของท่าน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของท่าน เช่น โรคเอดส์ ติดยาเสพติด หรือรักร่วมเพศ 4 ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดเสมหะและลดการไอ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบหายใจ 5 ท่านที่รับประทานยาแอสไพริน ยากันเลือดแข็ง ยารักษาโรคไขข้ออักเสบ ยาแก้ปวด ยาเบาหวาน ยาลดความดันเลือด ยาโรคหัวใจ ยากันชัก ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบและงดยา 6 ในกรณีที่ท่านจะมารับการผ่าตัดบางชนิด ซึ่งไม่ต้องนอนพักค้างคืนในโรงพยาบาล ท่านต้องมีญาติใกล้ชิดที่จะพาท่านกลับบ้าน และสามารถดูแลท่านได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ท่านจะต้องไม่ขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรกลใดๆ ภายใน 24 ชั่วโมง 7 เมื่อเข้าอยู่ในโรงพยาบาล ควรศึกษาวิธีปฏิบัติตัวสำหรับการอยู่ในโรงพยาบาล ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งของแพทย์และพยาบาล ประจำหอผู้ป่วยอย่าง เคร่งครัด ไม่ควรนำเครื่องประดับราคาแพง และของมีค่าทุกชนิดติดตัวมา โรงพยาบาล 8 ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยหญิงถ้าตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ จะต้องแจ้งให้ ทีมวิสัญญีทราบ เพราะยาสลบสามารถผ่านรกและอาจเกิดผลเสียต่อทารกได้ ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ไม่รีบด่วน ควรจะทำหลังจากคลอดบุตร 9.งดอาหารทุกชนิดและงดดื่มน้ำตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการสำลัก เศษอาหารเข้าปอด 10 ถอดฟันปลอมที่ถอดได้ ถ้ามีฟันโยกควรแจ้งให้วิสัญญีแพทย์หรือทีมวิสัญญีทราบ ถอดเครื่องประดับทุกชนิดรวมทั้งเลนซ์ตา ฝากเก็บไว้กับญาติ ก่อนไปห้องผ่าตัด 11 เมื่อเจ้าหน้าที่รับผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ญาติอาจตามไปส่งและให้กำลังใจจนถึง หน้าห้องผ่าตัด หลังจากนั้นควรกลับไปรอที่หอผู้ป่วยหรือสถานที่ ที่เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้ ไม่ควรอยู่รอที่บริเวณหน้าห้องผ่าตัดซึ่งคับแคบและแออัด สำหรับผู้ป่วยเด็ก ทีมวิสัญญีอาจให้ผู้ปกครองเข้ามาส่งผู้ป่วยถึงในห้องผ่าตัด เพื่อลดความเครียดของเด็ก 12 เมื่อผู้ป่วยกลับจากห้องผ่าตัดควรมีญาติเฝ้าดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยไม่รบกวน ผู้ป่วย ห้ามปรับหรือเปลี่ยนอัตราไหลของน้ำเกลือ หรือ ออกซิเจน