สงกรานต์ปีนี้ช่างมีวันหยุดยาวนานถึง ๙ วัน ปีนี้เป็นไงไม่รู้ไม่อยากเล่นน้ำสงกรานต์ นี่รึเปล่าหนอที่คนแก่บอกว่า "บ่ห่าว" มีกิจกรรมเดียวที่ผู้เขียนตั้งใจไว้คือไปร่วมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ สักการะไหว้พระ ๙ วัด ที่จังหวัดอุดรธานีจัด นอกนั้นไม่ได้วางแผนทำอะไรพิเศษ
วันหยุดวันแรก ผู้เขียนปั่นจักรยานไปวัดใกล้บ้านคือ วัดทิพย์สว่างสันติธรรม ไปถวายเพลพระ ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งล้อมวงกินข้าวก้นบาตรที่เหลือจากพระฉัน เมื่อท้องอิ่มแล้ว ช่วยกันคนละไม้ละมือเก็บสำรับข้าว และกวาดพื้นศาลาซึ่งกว้างมากขนาดประมาณ อาคารเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมเชียว
ปกติหน้าที่ดูแลทำความสะอาดศาลาวัดเป็นประจำทุกวันเป็นหน้าที่ของนายหลอด ที่ดูลักษณะภายนอกที่ดูไม่ค่อยสมประกอบ ผู้เขียนกับนายหลอดช่วยกันกวาดจนเสร็จ นายหลอดได้ไปหยิบไม้มาถูศาลา ผู้เขียนอดสงสารนายหลอดไม่ได้ มองแล้วคิดลุ้นในใจว่า "กว่านายหลอดจะถูพื้นศาลาเสร็จจะไม่ปาเข้าไปจนเย็นเหรอนี่" ผู้เขียนจึงเดินไปหลังศาลามองหา ได้ไม้ถูพื้นมาอีกอัน จัดการล้างให้สะอาดแล้วบิดน้ำให้สะเด็ดมาถูศาลาช่วยนายหลอด
ผู้เขียนได้แบ่งพื้นที่ถูศาลาคนละครึ่งกับนายหลอด ด้วยความมีจิตใจที่บริสุทธิ์ของนายหลอด เขาได้เดินมาพูดกับผู้เขียนว่า "ครู ๆ มีน้ำยาถูพื้นเด้อ ครูซิเอาบ่" อืมขนาดสติไม่ค่อยจะดี ยังรู้จักใช้น้ำยามาช่วยทุ่นแรงในการถูพื้น แสดงว่านายหลอดคนนี้ สมองไม่ธรรมดาแน่ ๆ แต่ระหว่างถูพื้นไปนั้น ผู้เขียนสังเกตว่า ทำไมบริเวณที่นายหลอดถูเมื่อแห้งแล้วถึงเป็นคราบ ๆ เหมือนโรยด้วยแป้งแบบละเอียด แถมยังมองเห็นเป็นรอยเท้า เมื่อหงายฝ่าเท้าขึ้นมาดูเท้าผู้เขียนดำปี้ดปี้ ............งง
วันที่สอง ผู้เขียนไปถวายเพลและช่วยนายหลอดถูพื้นอีก ยังพบปัญหาเหมือนเดิมคือฝั่งที่นายหลอดถูเป็นคราบ แถมวันนี้พื้นเหนียวมาก เท้าดำปี้เหมือนเดิม ผู้เขียนเริ่มสงสัยและต้องการคำตอบให้กับตนเองให้ได้ ทั้งกวาดและถูพื้นช่วยกันสองคน ผู้เขียนกับนายหลอด ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งพอดี จัดว่าได้เหงื่อท่วมตัวทีเดียว ทำให้เกิดปลงสังเวชในใจว่า เอ......ถ้าใครมีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ คงถูชะจนเหนื่อยแน่ ๆ มีสมบัติมาก ยิ่งมีทุกข์มาก
วันที่สาม ผู้เขียนแอบไปหลังศาลาก่อนที่นายหลอดจะหยิบไม้ถูกมา สำรวจดูพบว่า ไม้ถูสกปรกมากแสดงว่าก่อนตากไม้เมื่อวาน นายหลอดไม่ได้ล้างผ้าถูก่อนตาก คิดในแง่บวก เออเดี๋ยวเขาคงมาซักก่อนเอาไปถู.........ปรากฏว่า นายหลอดหยิบไม้ถูแล้วเปิดน้ำจากก๊อกลาดให้ผ้าชุ่ม แล้วจึงเทน้ำยาจากขวดราดบนผืนผ้าเลย...........มิน่าละ เท้าผู้เขียนถึงดำปี้เนื่องจาก นายหลอดไม่เคยซักผ้าถูพื้นเลย ส่วนพื้นที่เหนียวและเป็นคราบแป้งเกิดจากการที่นายหลอด เทน้ำยาราดบนผ้าโดยตรง ไม่มีการผสมน้ำยาให้เจือจางในน้ำ
วันที่สี่ .......ผู้เขียนสอนวิธีถูพื้น นับตั้งแต่ถอดผ้ามาซักและการผสมน้ำยาในน้ำให้เจือจาง นายหลอดบอกว่า "มันคือยากแท้ครู ผมเฮ็ดจังซี(แบบเดิม ๆ ที่เคยทำ) มาโดนแล่วเด้" (ทำไมมันยุ่งยากจังเลยครู ผมทำแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะครับ) ผู้เขียนต้องมาสาธยายและใช้คำพูดง่าย ๆ ที่จะสามารถสื่อสารให้คนสติระดับนายหลอดเข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน งานสาธยายนี้ยากกว่าการแสวงหาทุนการศึกษาให้กับเด็กชะอีก เพราะสังเกตตัวเองเหงื่อแตกรอบ ๆ หน้าผาก เกิดมาไม่เคยสอนคนสติไม่ดีสักที
รอให้พื้นแห้งสอนให้กวาดพื้นอีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนสาธิตให้นายหลอดเห็นและหัดทำตามจนถูพื้นทั่วศาลา เสียงพูดเบา ๆ ของนายหลอดที่เล็ดลอดเข้าหูผู้เขียนคือ "กวาดดุแท้ จงไ้ว้เฮ็ดมื้ออื่นแน้"(กวาดบ่อยจัง ทำไมไม่เหลือไว้ทำวันอื่นบ้าง) ผู้เขียนแกล้งเอาหูทวนลม คิดว่าเขาคงเหนื่อยและยากเกินไปสำหรับเขา เราเป็นครูต้องอดทนเพื่อศิษย์
เผลอแป๊ะเดียวผู้เขียนไปช่วยนายหลอดถูพื้นศาลาครบทั้ง ๙ วันหยุด แต่พอเมื่อวานผู้เขียนต้องไปทำงานตามปกติ ไม่ได้ไปถูพื้นศาลาช่วย ปรากฏว่ามีญาติโยมที่ไปถวายเพลแวะมาบอกว่า วันนี้นายหลอดบอกว่า "มื่อนี่ คุณครูบ่มา โย๊ะไว่ก่อน ค่อยเฮ็ดมื่อน่า" (วันนี้ คุณครูไม่มา พักงานไว้ก่อน วันหน้าค่อยทำ) ผู้เขียนได้ฟังแล้ว ถึงกลับอมยิ้มด้วยความขำปนเอ็นดูนายหลอด
ขอบใจนายหลอด ที่ทำให้ครูได้แง่คิดและมุมมองที่ "ถึงกายไม่พร้อม แต่ใจพร้อมเสมอที่จะอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา"