โดย นายชาญชัญ สุนทรมัฏฐ์ อธิบดีกรมการปกครอง

 

 

 

 

คุณธรรมของนักปกครอง 

----------------------------------------

 

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ       มีการปฏิรูปการเมืองและระบบราชการ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะวัดความสำเร็จของการบริหารประเทศ        มีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่สำคัญต่างๆ ที่กำหนดทิศทางการบริหารและพัฒนา เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิผล ประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ความต้องการบริการจากภาครัฐเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันปัญหาใหม่ๆ ที่มีความสลับซับซ้อนก็ได้เข้ามาสู่สังคมไทยมากขึ้นเช่นกัน ทำให้การบริหารราชการในระบบเดิมไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งไม่สามารถที่จะส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของประเทศได้อย่างเต็มที่

                                การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกๆ วินาที ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสัจธรรม  ข้าราชการฝ่ายปกครองหรือ “นักปกครอง” ไม่เพียงแต่เป็นข้าราชการเท่านั้น หากแต่เป็นสถาบันหลักที่สำคัญในสังคม จำเป็นที่จะต้องปรับบทบาท ปรับมุมมองและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันก็จะต้องเป็นตัวผลักดันให้มีการแก้ไข ขจัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศด้วย ทั้งนี้ เพื่ออุ้มชูรักษาความดีในชาติให้ยั่งยืนมั่นคง อยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทย

                                รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ โดยที่          นโยบายด้านสังคมส่วนหนึ่ง รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความ รู้ พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วม มือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา  ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมให้กับประชาชนคนในชาติ เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความสงบสุขและความสมานฉันท์

                                ผมเคยได้กล่าวถึงคุณธรรมของนักปกครอง  ในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “นักปกครองมืออาชีพ” ให้กับนักเรียนนายอำเภอ รุ่นที่ ๖๐ และรุ่นที่ ๖๑ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ ณ วิทยาลัยการปกครอง โดยสรุปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสแต่ละครั้งในวาระสำคัญต่างๆ
ที่จริงแล้วเป็นพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมของนักปกครองโดยตลอด แม้กระทั่งในการเสด็จออก
สีหบัญชรเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ ๖๐ ปีเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา  พระองค์ท่านก็ได้พระราชทานแนวทางการปฏิบัติที่เป็นหลักธรรมทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องนำมาคิด และปฏิบัติให้เป็นนิสัย

ข้าราชการเป็นกลไกที่สำคัญในการบริหารบ้านเมือง ข้าราชการทำงานเกี่ยวกับประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงมีบทบาทที่สำคัญในการที่จะบริการเพื่อสนองความต้องการของประชาชนอย่าง เป็นธรรมและทั่วถึง ในการที่จะรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในการที่จะพัฒนาประเทศชาติให้ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง และข้าราชการจะปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ ได้มากน้อยเพียงใด สถาบันข้าราชการจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามบทบาทของข้าราชการต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน ต่อหน่วยงานและเพื่อนร่วมงาน และขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของข้าราชการ ในการปฏิบัติหน้าที่การงานตามความรับผิดชอบ ซึ่งอาจหมายความได้ว่าข้าราชการมี “คุณธรรม” มากเพียงใด ก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติได้มาก เท่านั้น

                   ข้าราชการเป็นกลไกที่สำคัญของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการบริการประชาชน และในการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล            แม้คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิบัติตามนโยบาย ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ หากข้าราชการขาดประสิทธิภาพและขาดความรู้ ความสามารถ ขาดคุณธรรมจริยธรรมและขาดความรับผิดชอบ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลย่อมยากที่จะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ กำหนดไว้

                                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายของ  “คุณธรรม” ว่า “สภาพแห่งความดีความงาม”  จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่จะวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีคุณธรรมดีเด่นมากน้อยเพียงใดย่อมต้องพิจารณา โดยรวมว่าบุคคลนั้นมีอุปนิสัยและประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรมหรือไม่อย่างไร เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและต่อสังคมอย่างไร เป็นผู้ที่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมเพียงใดหรือไม่ และเคียงคู่กับเรื่อง “คุณธรรม” ก็ได้แก่เรื่อง “จริยธรรม” ซึ่งพจนานุกรมฉบับเดียวกันนี้ให้ความหมายว่าเป็น “กฎศีลธรรม” จริยธรรมของข้าราชการมีความหมายจำเพาะถึงเรื่องที่ข้าราชการที่ดีควรจะ ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพอย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดประการหนึ่ง และข้าราชการที่ดีนั้นจักต้องครองตนในสังคมอย่างไรอีกประการหนึ่ง

                                ดังนั้น คุณธรรมจึงหมายถึง แนวความคิดที่ดีเป็นตัวที่ใช้บังคับให้คนประพฤติแต่สิ่งที่ดี และจริยธรรม จึงหมายถึง ความเป็นผู้มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เสียสละ หรือเป็นผู้ประพฤติดีงามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานคุณธรรม ๔ ประการใน ๒ วโรกาส วโรกาสแรกในพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วโรกาสที่สองในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙              ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

คุณธรรม ๔ ประการ ตามพระบรมราโชวาท ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕ 

                                ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ มณฑลพิธี                           ท้องสนามหลวง เนื่องในการพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสมีข้อความดังนี้

                                                “การรักษาอิสรภาพและความเป็นไทยให้ดำรงมั่นคงยืนยาวไป ถือว่าเป็นกรณียกิจอันสำคัญสูงสุด นอกจากต้องอาศัยการบริหารประเทศที่ฉลาดสามารถและสุจริตเป็นธรรมแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศด้วย คือ ประชาชนแต่ละคนจะต้องขวนขวายสร้างสรรค์ประโยชน์และดำรงอยู่ในคุณธรรมอัน สมควรแก่ฐานะของตนๆ คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษา และน้อมนำมาปฏิบัติมีอยู่สี่ประการ  ประการแรกคือการรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติในความสัจ ความดีนั้น ประการที่สาม คือการอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือการรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์”

                                คุณธรรมที่ควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติมีอยู่สี่ประการตามพระบรมราโชวาทที่ อัญเชิญมามีสาระสำคัญ ดังนี้

                                                ประการแรก คือการรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

                                                ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น

                                                ประการที่สาม คือการอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความ         สัจสุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

                                                ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริตและรู้จักสละประโยชน์           ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

                                คุณธรรมสี่ประการนี้ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดย ทั่วกันแล้ว จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์

                                คุณธรรม ๔ ประการตามพระบรมราโชวาทตรงกับฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งได้แก่ สัจจะ – การรักษาความสัจ ทมะ – การข่มใจตนเอง ขันติ – ความอดทน จาคะ – ความเสียสละ

                                คุณธรรม ๔ ประการนี้ ถือว่าเป็นคุณธรรมประจำชาติที่คนไทยทุกคนควรจะพยายามปลูกฝังและบำรุงให้ เจริญงอกงามเพื่อความเจริญของชีวิตและความมั่นคงร่มเย็นเป็นสุขของประเทศ ชาติ