ส่งลูกเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ตอนที่ 4
เมื่อลูกที่แสนดี ดีขึ้น จึงเริ่มทำหน้าที่ที่ดี โดยขับรถพาแม่และน้องไปเที่ยว แต่ก่อนที่จะขับรถเดินทาง ลูกก็เริ่มมีอาการไข้ โดยกินยาลดไข้ เป็นๆ หายๆ แต่ก็ยังอยากพาน้องไปเที่ยว เพราะรับปากไว้ และนี่นับเป็นครั้งสุดท้าย
ที่ลูกได้ออกไปเล่นสนุก ตามที่ใจเขาอยากไปแบบคนปกติ
ลูกเริ่มมีอาการไอและเจ็บปวดด้านข้างขวามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นๆ หายๆ จึงพาลูกไปหาหมอ เพื่อ X-ray ปรากฏว่า มีน้ำขังที่ผนังปอด ซึ่งเป็นอาการของโรคที่แสดงให้รู้ว่า "เวลาเหลือน้อยลงแล้ว"
คุณหมอเจาะเอาน้ำออกแล้วใส่ยาเข้าไปเพื่อมิให้น้ำกลับเข้าไปอยู่อีก ขณะที่ทำ นึกถึงใจแม่สิ นั่งสวดมนต์อยู่หน้าห้อง ภาวนาให้สำเร็จและไม่เป็นขึ้นมาอีก คุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็งปอดก็ต้องไอแบบนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้ ลูกทรมานน้อยที่สุด ก็คือ "ธรรมะโอสถ" ใครจะนึกว่ายาช่วยไม่ได้แต่บทสวดมนต์ เพียง ๒๐ นาที ก็สามารถทำให้ความทรมานหายไป การไอ หายไป
มันคงถึงเวลา ผู้เป็นแม่จึงต้องพูดคุยกับลูกอีกครั้งให้เค้ารู้ตัว ซึ่งจากอาการ เค้าก็คงสงสัยอยู่บ้าง ผู้เป็นแม่จึงถือโอกาสการอยู่ ร.พ.ครั้งนี้ให้เป็นโอกาส คนเราเมื่อไม่ทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม (ไม่มีดำก็ไม่รู้จักขาว ไม่มีความไม่ดีก็ไม่รู้จักว่าดี) ความเจ็บป่วยทางกายใช้หมอรักษา ความเจ็บป่วยทางใจให้ธรรมรักษา ลูกรู้ใช่ไหมว่าที่ลูกเป็นอยู่ดื้อยา ไม่สามารถรักษาได้ หม่าม้ามีเงินรักษาได้ แต่ไม่มียารักษา ไม่มีวิธีรักษา รอปาฏิหาริย์เท่านั้น
"ผมเป็นระยะสุดท้ายแล้วใช่ไหม"
หัวอกแม่กว่าจะตอบคำนี้......นึกเอา......ชีวิต
"มะเร็งมันกระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ก็เรียกว่า ขั้นสุดท้ายแล้ว แต่บางครั้งปาฏิหาริย์เกิดเท่านั้น กลัวไหมลูก"
"ไม่กลัว เพราะวันนั้นยังไม่มาถึง" ฟังแล้วอึ้งไหม ดีแล้วลูก อยู่กับปัจจุบันอย่างนี้ดีแล้วอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
ผู้เป็นแม่พูดพร้อมลูบผมลูก รวมทั้งกลั้นน้ำตา ใจนี่ละน้าที่แสน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เกิดขึ้น รู้วิธีดับแต่ดับไม่ได้ ...... มนุษย์
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้คิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามใจของเรา
วันสุดท้ายของ ร.พ. คุณหมอเรียกไปคุยหลังจากดู x-ray คุณหมอว่า
"หมอไม่เคยพบก้อนเนื้อใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย แสดงว่าลูกคุณแข็งแรงมากเลยนะ เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงจากไปนานแล้ว" "คุณทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าลูกคุณใช่ไหม"
เท่านั้นละผู้เป็นแม่หรือจะกลั้นได้ กี่เดือนแล้วที่ต้องทน มันกำลังสุดจะทนแล้ว เมื่อร้องไห้จนพอใจจึงกล้าที่จะถามคำถามที่กลัวที่สุด "ลูกจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนค่ะ"
"ประมาณ ๒ เดือน คุณคงต้องพึ่งธรรมะบ้างแล้ว"
หารู้ไม่ว่าที่อยู่มาได้นี่ก็เพราะเชื่อมั่นและยึดเอาธรรมะเป็นหลักนี่ละ
หมอบอกว่า “คุณจะทำยังไงต่อไป”
“ลูกอยากอยู่บ้าน อยากให้เค้ามีความสุขที่สุดก่อนที่จะไปนะค่ะ แล้วหลังจากนี้ อาการของเค้าจะเป็นยังไงบ้างค่ะ”
“ผนังปอดเชื่อมติดแล้ว แต่สิ่งที่คุณต้องระวังคือ ขณะนี้ก้อนเนื้อใหญ่ของเขาใหญ่มาก และมันไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ของเขาอยู่ เส้นเลือดนี้อาจจะแตกเมื่อไหร่ก็ได้ จะมีอาการอย่างไรค่ะ มีให้เราสังเกตหรือเห็นบ้างไหม มีเลือดออกมากทางปาก จมูก คุณอย่าตกใจ คุณจะทนดูลูกคุณได้หรือเปล่า เมื่อเกิดเหตุต้องนำส่ง ร.พ.ทันที”
“ส่งเพื่ออะไรค่ะ”
“คุณถามได้ดี ส่งเพื่อปั๊มหัวใจเค้า เอาเค้ากลับมาเจ็บปวดใหม่ ยังไงเค้าก็ไม่อยู่ หรืออยู่ไม่ได้แล้ว”
“ถ้าเราไม่ส่ง ร.พ. เค้าจะอยู่ได้นานแค่ไหนค่ะ”
“ไม่เกิน ๑๐ นาที เขาจะช็อค หน้าเขียว คุณจะทนดูลูกไหวหรือ”
“ทนได้ค่ะ เพราะที่ผ่านมาก็ที่สุดแล้วค่ะ”
“คุณหมอจัดยาแก้ปวดไปให้ ต่อไปเค้าจะปวดและปวดมากขึ้น แล้วถ้าปวดมากแล้วมอร์ฟีนเอาไม่อยู่ จะทำยังไงค่ะ”
“ก็ต้องพามาร.พ. ฉีดแทน แต่เมื่อฉีดเค้าก็จะไม่รู้สึกตัวเลย”
คุณหมอน่ารักมาก เพราะมีหลายคนที่เข้าใจผิด กลัวญาติตายเอาเข้าห้องฉุกเฉิน ช่วยจนถึงที่สุด ไม่รู้บุญหรือบาป เพราะมันยิ่งทำให้เค้าทรมานหนักขึ้นไปอีก เวลาการทรมานเพิ่มขึ้น และจากไปอย่างทุกข์ทรมาน สำหรับผู้เป็นแม่ ขอภาวนาเพียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องจาก ขอให้ลูกจากไปอย่างสงบ และจากไปอย่างเป็นสุข
เงินทองมีมากมายกลับทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครเลยหนีความตายได้ เพียงแต่เราจะได้เห็นละว่า ปาฏิหาริย์มีจริง และมีมากด้วย ทุกวันนี้เราก็เจออยู่ เฉพาะ ๓ วันที่ผ่านมาสำหรับพี่อ๋อ ความมีอยู่ของบุญกรรมก็มากพอแล้ว
ปกติพี่อ๋อสุขภาพไม่ค่อยดีนั้น ตลอด ๓ วันนี้ทุกครั้งที่พิมพ์ก็ทรมานมาก แต่ก็จะขอเจ้ากรรมนายเวร ว่าที่พิมพ์นี้ เพราะอยากที่จะให้ทุกคนได้รู้ ขอให้ร่วมทำบุญด้วยกันอย่าให้ต้องทรมานมากเลยนะ แล้วความทรมานนั้นก็จะหายไป บุญกรรมนั้นมีจริง หากเราเชื่อมั่นและศรัทธา การเป็นโสดาก็อยู่ไม่ไกล เพียงเราถือ ศีล ๕ และถือเอารัตนะไตรเป็นสรณะ เท่านี้ก็เป็นได้แล้ว โสดา แล้วเมื่อเราเป็นแล้ว อีกเพียง ๗ ชาติเท่านั้นเราก็สำเร็จถึงเป้าหมาย
เรามาร่วมส่งแม่ลูกไปตามที่เค้าหวังในคืนนี้นะ