เด็กไทยในปัจจุบัน

การศึกษาเด็กไทยในปัจจุบัน

คุณภาพการศึกษาของไทย ตกอยู่ในสภาพที่ต้องได้รับการดูแลและเยียวยาเป็นพิเศษเหมือนผู้ป่วยในห้องไอซียู. องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกจ (OECD) ได้รายงานว่า นักเรียนไทยมีความสามารถในการอ่านลดลงอยู่ในอันดับที่ 41-42 จาก 57ประเทศ และส่งผลให้การเรียนวิชาอื่นๆ  มีปัญหาไปด้วย, ความรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยอยู่ในอันดับที่ 43-46 และ 44-47 จาก 57 ประเทศตามลำดับ.  จากการศึกษาวิจัยของ OECD สรุปว่าปัจจัยหรือองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุทำให้คุณภาพการศึกษาของไทย ต้องมีสภาพเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู ได้แก่

1.ความแปรปรวนระหว่างโรงเรียน หมายถึง คุณภาพของโรงเรียนมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด. ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่จัดการศึกษาได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก. โรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ มีความแปรปรวนระหว่างโรงเรียนต่ำกว่า 5% ซึ่งแสดงว่าพ่อแม่ชาวฟินแลนด์ ไม่ต้องพบกับปัญหาการเลือกโรงเรียนให้ลูกเพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันไม่มาก. สำหรับโรงเรียนในประเทศไทยความแปรปรวนระหว่างโรงเรียนมีค่าสูงถึง 37% การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับพ่อแม่คนไทยเพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันมาก.

การจัดการศึกษาของไทย ทำให้บุคคลได้รับสิทธิเสมอภาคและมีความคุณภาพอย่างทั่วถึง ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมหรือไม่?

2.การแข่งขันของโรงเรียนเพื่อรับเด็ก จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในประเทศที่ยิ่งมีจำนวนโรงเรียนที่แข่งขันกันเพื่อรับเด็กมาก นักเรียนจะยิ่งมีคะแนนเฉลี่ยของการเรียนสูง. แต่สำหรับประเทศไทยกลับตรงข้ามกล่าวคือ นักเรียนแข่งขันกันเพื่อเข้าโรงเรียน และผลคือนักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา.

ผลการศึกษาวิจัยนี้ให้ข้อคิดอะไรบ้างกับผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายการศึกษาของไทยที่กำหนดให้โรงเรียนยอดนิยมทั้งหลายใช้วิธีการรับนักเรียนโดยการให้นักเรียนสอบแข่งขัน. ระบบ “แอดมิสชั่นส์”ก็ใช้วิธีการเดียวกันคือ “ให้นักเรียนสอบแข่งขัน”ใช่หรือไม่?

3.งบประมาณการศึกษา จากการศึกษาวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือหลายประเทศที่รัฐบาลใช้วิธีแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาด้วยการเพิ่มงบประมาณสนับสนุน, ผลปรากฏตรงข้ามคือนักเรียนมีผลการเรียนแย่ลง. ในประเทศที่ใช้วิธีให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ, มีอิสระในการหาและการตัดสินใจในการใช้งบประมาณ พบว่านักเรียนมีผลการเรียนที่ดีกว่า.

ดังนั้นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาให้กับสถานศึกษาโดยตรงตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 39, นอกจากจะเป็นภาระกิจที่รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่รัฐบาลใหม่ควรจะรีบดำเนินการเพราะไม่ต้องเสียงบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด ใช่หรือไม่?

4.ทรัพยากรของโรงเรียน หมายถึงการมีครูที่เพียงพอ และมีทรัพยากรการเรียน ได้แก่ หนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ. จากการศึกษาค้นพบว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน. ประเทศไทยขาดแคลนครูมากเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่นักเรียนมีผลการเรียนต่ำ. จำนวนนักเรียนต่อครูในประเทศที่นักเรียนมีผลการเรียนดีจะอยู่ที่นักเรียน 10 คนต่อครู 1 คน หรือต่ำกว่านั้น. ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีนักเรียนมากกว่า 20 คนต่อครู 1 คน. ผู้บริหารสถานศึกษาของไทยส่วนใหญ่รานงานว่าขาดแคลนทรัพยากรการศึกษา ยกเว้นโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนเอกชน. ดัชนีทรัพยากรเฉลี่ยของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD มาก.

ข้อมูลดังกล่าวอธิบายได้ดีอยู่แล้วว่าทำไมคุณภาพการศึกษาของไทยจึงได้ตกต่ำ.

กล่าวโดยสรุป การบริหารและการจัดการศึกษาของไทย ยังไม่มีคุณภาพและยังไม่ได้มาตรฐานพอที่จะเตรียมเยาวชนให้สามารถใช้ชีวิตและเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพที่จะผลักดันเศรษฐกิจและการให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในอนาคต. เมื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อคุณภาพการศึกษาก็ได้ข้อมูลว่า รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนทั้งในเรื่องครู, ทรัพยากรการศึกษา และการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาในระบบโรงเรียน.

เปิดผลประเมิน นร.นานาชาติ

เปิดผลประเมิน นร.นานาชาติ PISA2006 เผยเด็กสาธิตผ่านเกณฑ์กลุ่มเดียว ระบุนักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับของไทยเมื่อเทียบกับสมาชิก OECD แล้วยังได้รับการเตรียมตัวไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตและการเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจทำให้แข่งขันได้ในอนาคต เผยการเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ เพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันมาก แนะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องครู ทรัพยากรการเรียนลากรจัดการต่างๆ ในระบบโรงเรียนPISA (Programme for International Student Assessment) เป็นการสำรวจความรู้และทักษะการเรียนของเด็กอายุ 15 ปี ในประเทศสมาชิกขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) และประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ไม่ใช่สมาชิก เรียกว่าประเทศร่วมโครงการ ประเทศไทยก็เป็นประเทศร่วมโครงการมาตั้งแต่ปี 2543 (PISA 2000) โครงการนี้เกิดขึ้นทุกๆ 3 ปี เพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ว่าระบบได้เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่เพียงใด PISA ได้นำผู้มีความรู้ความสามารถจากนานาประเทศ เพื่อร่วมทำให้การศึกษาวิจัยสามารถเปรียบเทียบกันได้ระหว่างประเทศและระหว่างวัฒนธรรม

ในปี ค.ศ.2006 (PISA 2000) โครงการได้ประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี จาก 57 ประเทศ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งเกือบ 90% ของเศรษฐกิจโลก นักเรียนมากกว่าสี่แสนคนร่วมโครงการครั้งนี้ จุดเน้นคือการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีการประเมินเพื่อติดตามแนวโน้มของการอ่านและคณิตศาสตร์ร่วมด้วยและมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านตัวของนักเรียน ครอบครัว และสถาบันการศึกษาเพื่ออธิบายผลการประเมินที่แตกต่างกัน

ผลการประเมินชี้ว่านักเรียนไทยมีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีผลการประเมินทุกด้านที่มีผลเทียมทันกับนักเรียนจากประเทศกลุ่มสมาชิก OECD นั่นคือนักเรียนจากโรงเรียนสาธิต ส่วนกลุ่มอื่นๆ อยู่ในระดับอ่อนมาก โดยเฉลี่ยคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนไทยอยู่ในระดับที่ต้องการดูแลจากทุกฝ่ายเพื่อยกระดับอย่างเร่งด่วน
-ผลการประเมินหลักๆ สรุปได้ดังนี้

หลายประเทศมีผลการประเมินสูงขึ้น นับตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เช่น เกาหลี มีคะแนนการอ่านเพิ่มสูงขึ้นมาก และเป็นการเพิ่มให้นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง ทำให้ช่องว่างระหว่างนักเรียนเก่งกับนักเรียนอ่อนยิ่งกว้างออกไป โปแลนด์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นมาก และเป็นการเพิ่มในกลุ่มนักเรียนที่เป็นกลุ่มอ่อน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาของโปแลนด์ แต่สำหรับนักเรียนไทยมีคะแนนที่ลดลง ทั้งๆ ที่มีการปฏิรูปการศึกษาเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจาก PISA 2000 - PISA 2006 ค่าเฉลี่ยการอ่านในประเทศสมาชิก OECD ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสำหรับนักเรียนประถมและมัธยม จากปี 1995 ถึง 2004 ที่เพิ่มขึ้นถึง 39% แล้วถือว่าเป็นเรื่องต้องพิจารณา
ใน PISA 2006 เกาหลีมีคะแนนการอ่านเป็นอันดับหนึ่ง ฟินแลนด์ซึ่งเคยมีคะแนนการอ่านเป็นอันดับหนึ่งใน PISA 2000 คราวนี้มีอันดับสอง และตามด้วยจีน-ฮ่องกง แคนาดา นิวซีแลนด์ เป็นอันดับ 5 ประเทศที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เรียงตามลำดับได้แก่ ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย โปแลนด์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศร่วมโครงการได้แก่ ลิกเตนสไตน์ เอสโทเนีย และสโลวีเนีย สำหรับประเทศไทยมีคะแนนค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD (อยู่ในอันดับ ประมาณ 41-42 จาก 57 ประเทศ)

PISA 2006 เน้นการประเมินสมรรถนะการเรียนรู้ของนักเรียนในด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในขณะที่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลการประเมินชี้ว่านักเรียนแต่ละประเทศรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันมาก นักเรียนจากฟินแลนด์มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยจีน-ฮ่องกง แคนาดา จีน-ไทเป เอสโทเนีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ประเทศที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เรียงตามลำดับได้แก่ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เกาหลี เยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก สวิตเชอร์แลนด์ ออสเตรีย เบลเยี่ยม และไอร์แลนด์ ประเทศร่วมโครงการที่มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ได้แก่ ลิกเตนสไตน์ สโลวีเนีย และ(เขตเศรษฐกิจ) จีน-มาเก๊า แต่ประเทศร่วมโครงการอื่นๆ นอกนั้นมีคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ย รวมทั้งประเทศไทยด้วยคะแนนวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับคะแนนการประเมินผลครั้งก่อนๆ ได้

เมื่อวิเคราะห์เป็นระดับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยกำหนดให้ ระดับ 1 (ต่ำสุด) ถึงระดับ 6 (สูงสุด) และระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐาน ปรากฏว่า ออสเตรเลีย แคนาดา ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ จีน-ฮ่องกง และจีน-ไทเป มีนักเรียนประมาณหนึ่งในเจ็ด รู้วิทยาศาสตร์ที่ระดับสูง(ระดับ 5 และระดับ 6) ตรงกันข้ามกับนักเรียนจากกรีซ อิตาลี เม็กซิโก โปรตุเกส สเปน และตุรกี มีไม่ถึงหนึ่งในยี่สิบคน ในขณะที่ไทยมีนักเรียนต่ำกว่าหนึ่งในร้อยที่รู้วิทยาศาสตร์ในระดับสูง
สำหรับประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในกลุ่มต่ำทางด้านท้ายของตาราง (ประมาณอันดับ 44-47 จาก 57 ประเทศ) นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตกลุ่มเดียวที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD กลุ่มรองลงมาคือนักเรียนจากกลุ่มของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กลุ่มที่เคยสังกัดกรมสามัญเดิม) แม้กระนั้นก็ตามช่องว่างระหว่างสองกลุ่มนี้ยังกว้างมาก โดยแตกต่างมากกว่าระดับหนึ่ง และนักเรียนไทยมีถึง 47% ที่รู้วิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ OECD 19%)
PISA ได้สำรวจความสนใจในประเด็นอื่นๆ ด้วย พบว่าทั่วไปนักเรียนตระหนักดีถึงสิ่งแวดล้อม เช่นประเด็นการทำลายป่า ก๊าซเรือนกระจก แต่นักเรียนแสดงว่ามองเห็นอนาคตในทางร้ายว่าจะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ในอนาคต นักเรียนกลุ่มคะแนนสูงมีการตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่า และมองอนาคตในทางร้ายมากกว่ากลุ่มคะแนนต่ำ
ความสนใจวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์ หรือมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคะแนนนักเรียนในประเทศที่มีกลุ่มคะแนนสูงไม่แสดงว่าจนใจในวิทยาศาสตร์ แต่นักเรียนประเทศคะแนนต่ำแสดงความสนใจสูงมาก โดยเฉพาะนักเรียนไทย ค่าดัชนีความสนใจเกือบเป็นที่หนึ่งแต่คะแนนกลับอยู่ในกลุ่มต่ำ
--ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบคุณภาพการศึกษา

ความแปรปรวนระหว่างโรงเรียน ค่าเฉลี่ย OECD ผลการประเมิน 33% อธิบายได้ด้วยความแปรปรวนระหว่างโรงเรียน บางประเทศก็มีสูงกว่ามาก แต่บางประเทศก็มีต่ำมาก เช่น ฟินแลนด์มีต่ำกว่า 5% เท่านั้น ข้อมูลนัยว่าในฟินแลนด์ พ่อแม่ไม่ต้องพบปัญหาการเลือกโรงเรียนให้ลูกเข้าเรียนเพราะโรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกัน สำหรับประเทศไทยมีถึง 37% ดังนั้น การเลือกโรงเรียนจึงเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ เพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันมาก

ระดับการให้งบประมาณจากรัฐ มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคะแนน ข้อมูลนานาชาติชี้ว่า การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้น 10% คะแนนนักเรียนลดลง 3.2 คะแนน ในประเทศที่โดยทั่วไปโรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสระในการหาและการตัดสินใจในการใช้งบประมาณ นักเรียนมักมีผลการประเมินเฉลี่ยสูงกว่า แม้ว่าจะอธิบายด้วยตัวแปรอื่นๆ แล้วก็ตาม

การแข่งขันของโรงเรียนเพื่อรับนักเรียน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนน ยิ่งในประเทศที่มีจำนวนโรงเรียนที่แข่งขันกันมาก นักเรียนยิ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูง แต่สำหรับประเทศไทยกลับตรงกันข้าม นักเรียนแข่งขันกันเพื่อเข้าโรงเรียนและประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา
ทรัพยากรโรงเรียน การมีครูที่พอเพียง มีทรัพยากรการเรียนที่มีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลการเรียนรู้ ประเทศกลุ่มคะแนนสูง เกาหลี ญี่ปุ่น โปแลนด์ สเปน ฮังการี ไม่มีปัญหาการขาดแคลนครู ส่วนประเทศไทยมีการขาดครูมากเช่นเดียวกับประเทศกลุ่มคะแนนต่ำอื่นๆ หลายประเทศ จำนวนครูต่อนักเรียนในหลายประเทศมีนักเรียนเพียง 10 หรือต่ำกว่าครูหนึ่งคน ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีนักเรียนมากกว่า 20 คนต่อครู 1 คน

ในขณะที่กลุ่มประเทศคะแนนสูง เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน-ฮ่องกง และจีน-ไทเป ครูใหญ่รายงานว่าไม่ขาดแคลนทรัพยากรการเรียนที่มีคุณภาพ(ดัชนีทรัพยากรสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD) ส่วนครูใหญ่ของไทยส่วนใหญ่รายงานว่าขาดทรัพยากรการศึกษา ยกเว้นโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนเอกชน(ดัชนีทรัพยากรเฉลี่ยของประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD มาก)
เวลาที่ใช้เรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเรียนรู้ โรงเรียนที่มีเวลาเรียนมากกว่าเวลาเฉลี่ย OECD 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นักเรียนมีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงขึ้น 8.8 คะแนน

ภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคม เป็นตัวแปรที่สำคัญ นักเรียนจากครอบครัวที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ-สังคมมักแสดงความสนใจวิทยาศาสตร์มากกว่า โดยเฉลี่ยนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนมีผลการประเมินสูงกว่า แต่เมื่ออธิบายด้วยตัวแปรทางเศรษฐกิจสังคมแล้ว ผลกลับกัน กล่าวคือผลการที่นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเป็นเพราะตัวแปรภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมของนักเรียนมากกว่าผลจากโรงเรียน ในประเทศไทยโรงเรียนเอกชนที่เป็นอิสระ มีคะแนนสูงกว่าโรงเรียนของรัฐ แต่เมื่ออธิบายด้วยตัวแปรทางเศรษฐกิจสังคมแล้ว โรงเรียนของรัฐมีคะแนนสูงกว่า
การแยกสายวิชาเรียนหรือแยกสถาบันการเรียน ยิ่งแยกเล็กเท่าไหร่ จะยิ่งเพิ่มอิทธิพลตัวแปรภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคมที่มีต่อการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น โรงเรียนที่แยกชั้นนักเรียนตามความสามารถมีแนวโน้มนักเรียนมีผลการประเมินโดยเฉลี่ยต่ำ

-สรุป

เมื่อมองผลการประเมินจากมุมของประเทศไทย นักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับของไท เมื่อเทียบกับสมาชิก OECD แล้วยังได้รับการเตรียมตัวไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตและการเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจทำให้แข่งขันได้ในอนาคต ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน-ฮ่องกงและจีน-ไทเป ต่างมีผลการประเมินอยู่ในกลุ่มสูง เมื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ได้ข้อมูลว่า ไทยยังต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องครู ทรัพยากรการเรียนลากรจัดการต่างๆ ในระบบโรงเรียน

ระบบอุปถัมภ์

ระบบอุปถัมภ์ นั่นหรือ คือ ระบบความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน ที่มีสถานภาพทางสังคม ที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ร่วมกัน ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน หรือ มีความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างกัน ผู้อุปถัมภ์ (ผู้ให้) ซึ่งมี ทรัพย์สิน เงินทอง หรือ อำนาจ มากกว่า จะเป็น ฝ่ายอุปการะ คุ้มครอง เพื่อให้ ผู้รับการอุปถัมภ์ (ผู้รับ) ให้รอดพ้นจากการถูกกดขี่ อันตรายต่างๆ จากผู้อื่น … ผู้รับ เอง ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยม ให้ข่าวสาร หรือ แผนการร้ายของผู้อื่น ฯลฯ  ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว ระบบอุปถัมภ์ จะเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ “ผู้ให้” มีคุณธรรม และ “ผู้รับ” ยินยอมมอบความภักดี(ด้วยใจ)   ต่อมา เมื่อระบบตลาด แทรกเข้ามาในสังคมมากขึ้น การซื้อขายแลกเปลี่ยน มีกฏกติกาชัดเจน แม้เป็น คนแปลกหน้า ก็สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้ ระบบอุปถัมภ์ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป … ไม่ใช่ ระบบความสัมพันธ์ส่วนตัว เหมือนในอดีต (เช่น การซื้อขายเสียง)   ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่าง นายกับไพร่ แต่กลายเป็น ความสัมพันธ์ระหว่าง เจ้าขุนมูลนาย(ผู้ใหญ่) กับ ผู้น้อย   ในระบบราชการ “ผู้ใหญ่” หวังการสนับสนุน หรือ การช่วยเหลือต่างๆ จาก “ผู้น้อย” และ “ผู้น้อย” ก็หวังเลื่อนยศ ตำแหน่ง เงินเดือนสูงขึ้น หรือ ได้รับการสนับสนุนอื่นๆ … นี่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ “ผู้ใหญ่” ต้องหารายได้พิเศษ! 

เมื่อระบบตลาดขยายตัวมากขึ้น นักธุรกิจมีอำนาจเงินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ เกิด “ระบบอุปถัมภ์แบบกลับด้าน” ซึ่งหมายถึง นักธุรกิจกลายเป็น ผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่ “ผู้ใหญ่”(ไร้คุณธรรม) ในระบบราชการ เป็น ฝ่ายรับ   การลดความเข้มข้นของระบบอุปถัมภ์ เป็นเรื่องเดียวกับ การลดช่องว่างสถานภาพทางสังคม ไม่ใช่ การเติมช่องว่าง ด้วยการ “ให้เปล่า” เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ ผู้รับ กลายเป็น “ผู้แบมือขอ” หรือ “ผู้รับบริจาค” … ซึ่งจะแย่กว่า ระบบอุปถัมภ์ เสียอีก

ก่อนที่จะบอกว่าระบบอุปถัมภ์มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไรนั้นนั้น เราก้ต้องมาทำความรู้จักกับระบบอุปถัมภ์ก่อน

ระบบอุปถัมภ์คืออะไร

โดยกว้างๆ กล่าวได้ว่าระบบนี้เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นเพื่อนระหว่างกันอยู่ด้วย

ในการนี้ ฝ่ายผู้อุปถัมภ์มีทรัพยากรในครอบครองมากกว่า เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อำนาจ มากกว่า จึงสามารถให้การอุปการะและคุ้มครองแก่ผู้รับการอุปถัมภ์จากการถูกกดขี่จากผู้อื่น และจากอันตรายต่างๆ ได้ ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยมชมชอบ ให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับแผนการร้ายของผู้อื่น และเป็นฐานที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อผู้อุปถัมภ์

ความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนเพราะมีคุณธรรมของผู้ให้ และความภักดีของผู้รับเป็นตัวสนับสนุน

นี่เป็นการมองของนักมานุษยวิทยา ซึ่งมองระบบนี้ในความสัมพันธ์ทุกด้านระหว่างบุคคลในสังคม

ต่อมาเมื่อมีการซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินตราผ่านระบบตลาดในสังคมมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบอุปถัมภ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ในระบบตลาดความสัมพันธ์ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร และมีกฎกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้คนที่แปลกหน้ากันสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกันและกันได้

แต่คนไทยเราได้นำเอาระบบอุปถัมภ์มาประยุกต์ เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าและบริการบางอย่างหรือทุกอย่างที่ปกติไม่มีการซื้อขายกัน หรือห้ามซื้อขายกันในระบบตลาด ตัวอย่างสิ่งที่นำมาซื้อขายกันโดยใช้ระบบอุปถัมภ์เคลือบไว้ คือการซื้อขายคะแนนเสียง

นักรัฐศาสตร์เอาคำว่าระบบอุปถัมภ์มาใช้เฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการเมืองและการบริหารราชการ สำหรับนักรัฐศาสตร์ระบบอุปถัมภ์คือ วิถีการหรือช่องทางที่นักการเมืองจัดสรรตำแหน่งงาน หรือสิ่งอื่นใด อันเป็นของรัฐ และทรัพยากรของส่วนรวมให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพรรคของตนในการได้คะแนนเสียง

ระบบอุปถัมภ์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ในที่นี่แยกวิเคราะห์เป็นสามเรื่องด้วยกันคือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั่วๆ ไป ระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ และระบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ

ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครอง ระบบอุปถัมภ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม คือพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม การให้ยศตำแหน่งหน้าที่แก่ขุนนางจึงควบคู่ไปกับคุณธรรม และมีระบบอุปถัมภ์เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อคานกับความโน้มเอียงที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะกดขี่ขูดรีดไพร่ผู้อยู่ในอำนาจ`

นอกจากนี้ระบบสังคมยังเป็นตัวที่ทำให้คนต้องหาผู้ที่มีอำนาจมากกว่าตนมาคอยคุ้มครองตน เป็นไปตามทฤษฎีความกลัวของจอส์นล็อค ที่ว่าผู้มีอำนาจหรือผู้ปกครองนั้นจะทำให้ผู้อยู่ภายใต้การปกครองกลัว กลัวว่าตนจะไม่ได้รับความปลอดภัยหรือไม่ได้รับประโยชน์ จนต้องทำให้ผู้ใต้ปกครองแสวงหาผู้ปกครองใหญ่แล้ว ผู้ปกครองก็จะทำให้ผู้ใต้ปกครองรู้ว่าไม่มีใครที่จะปกครองพวกตนได้ดีไปกว่าผู้ปกครองเอง จึงทำให้ผู้ใต้ปกครองต้องเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองอยากจริงใจ ก็เหมือนกับสภาพสังคมในประเทศ ที่ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าย่อมต้องหาผู้ที่มีอำนาจสูกกว่ามาคอยปกป้องคุ้มครอง และอนุเคราะห์แก่ตัว จนเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ติดแน่กับนิสัยของคนในประเทศเราจนในเวลาต่อมา

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ระบบอุปถัมภ์ในเชิงของนักมานุษยวิทยาก็ยังคงอยู่ในสังคม เช่นในกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ไม่ใช่ระหว่างไพร่กับนาย แต่เป็นระหว่างผู้มีอำนาจ คือเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ กับผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง ความสัมพันธ์ในทำนองนี้ แม้จะมีตัวอย่างไม่มากนัก แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างผู้ให้ที่มีความเมตตาปรานีเป็นฐาน และผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ที่ตอบแทนด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี

ความสัมพันธ์ในระบบราชการ เป็นเรื่องที่ผู้น้อยเอาใจผู้ใหญ่เพราะหวังการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง การได้เงินเดือนที่สูงขึ้น ส่วนเจ้านายหวังการสนับสนุนช่วยเหลือการงานพิเศษและบริการอื่นๆ การที่ต้องเลี้ยงลูกน้องเช่นนี้ทำให้ผู้ให้การอุปถัมภ์ต้องมีรายได้พิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือนข้าราชการ ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นหรือวิธีการหารายได้แบบอื่นๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ ที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคือ ในสมัยโบราณ คนจีนอพยพต้องพึ่งความคุ้มครองของขุนนาง ต่อมาในสมัยพัฒนาการเศรษฐกิจ นักธุรกิจต้องพึ่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือในเรื่องสัมปทาน หรือให้ได้งานจากภาครัฐ เช่นการรับเหมาก่อสร้าง นับว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ เพราะมีพื้นฐานอยู่ที่ความเอื้ออาทร และความกตัญญู ข้าราชการผู้ให้การอุปถัมภ์ยังเลือกที่จะรับหรือไม่รับสิ่งที่ผู้รับการอุปถัมภ์หยิบยื่นมาให้

เมื่อระบบตลาดขยายตัวมากขึ้น นักธุรกิจมีอำนาจทางการเงินสูงขึ้น ความมั่งคั่งเริ่มกลายเป็นที่มาของอำนาจ และถึงเวลานั้นระบบอุปถัมภ์ก็เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือ พ่อค้านักธุรกิจซึ่งเคยเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ชนชั้นนำในวงราการ และเป็นหัวคะแนนให้ ส.ส.เท่ากับว่าเป็นผู้ถืออำนาจอธิไตย โดยมีข้าราชการและนักการเมืองจำนวนหนึ่งเป็นผู้แทนได้

ระบบที่อำนาจเงินเป็นอำนาจสูงสุดเช่นนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาดมากกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่ที่คุณธรรม คือความเมตตา และความเอื้ออาทรของฝ่ายผู้ให้ แต่เป็นความโลภ ความต้องการร่ำรวย และการหวังประโยชน์โดยตรงเช่นต้องการความสะดวก ต้องการอำนาจผูกขาด เป็นต้น ส่วนผู้รับก็ไม่ได้มีความความภักดีหรือความกตัญญูตอบแทนให้ แต่ตกอยู่ในภาวะจำยอมด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ด้วยความจำเป็นด้านการเงิน หรือด้วยความกลัวเป็นต้น

มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ในความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่เคลือบมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่กล่าวมานี้ ถ้าหากว่าผู้รับการอุปถัมภ์ไม่ได้ประพฤติหรือปฏิบัติตนให้ตรงตามข้อตกลง เช่น ลูกไร่บอกว่าไม่กล้าขายผลผลิตให้กับผู้อื่น เพราะกลัวตาย เจ้าพ่อในต่างจังหวัดก็ใช้วิธีรุนแรงเพื่อกำจัดคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งชิงสิ่งที่ตนเคยมีอำนาจและอิทธิพลแต่ผู้เดียว

ถึงตรงนี้ก็พอจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างระบบอุปถัมภ์ ระบบตลาด และระบบอุปถัมภ์แบบนักรัฐศาสตร์ออกจากกันได้ และเมื่อย้อนกลับมามองปรากฏการณ์สังคมในระยะนี้ก็จะเข้าใจมากขึ้น

เราจะเห็นว่า ในช่วงเวลาไม่นานมานี้เรามีนายกรัฐมนตรีที่รู้จักใช้ระบบอุปถัมภ์อย่างยิ่ง

เราจะเห็นว่า อำนาจเปลี่ยนมืออีกครั้งจากนายทุนนักธุรกิจที่เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางผู้ใหญ่และอยู่เบื้องหลังนักการเมือง กลับมาสู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินในยุคประชาธิปไตย คือคณะรัฐบาลอีกครั้ง เป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งดังเดิมในอดีตที่ผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือผู้น้อย เป็นผู้ให้คุณให้โทษกับผู้น้อยทั้งในระบบราชการและในกลุ่มธุรกิจ

สังคมการเมืองในปัจจุบัน เป็นระบบอุปถัมภ์แบบรัฐศาสตร์ที่ก้าวไกลยิ่งขึ้น คือผู้ให้การอุปถัมภ์ไม่ได้ให้เฉพาะตำแหน่งหน้าที่แก่ผู้ที่มุ่งหวังให้กระทำการตอบแทนเท่านั้น ผู้อุปถัมภ์ใช้อำนาจที่เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ เช่น การอนุมัติงบประมาณเพื่อกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่ได้ผลประโยชน์ตรงกับกลุ่มคนบางกลุ่มตามที่ประสงค์

ถ้าหากวิธีการที่ใช้ เลยไปถึงว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่ชัดเจนแบบหมูไปไก่มา และไม่ใช่การแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ปกติมีการซื้อขายกันในท้องตลาด หรือไม่ได้ซื้อขายกันตรงๆ อย่างเปิดเผย ก็คงจะต้องเรียกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์แต่เปลือกหรือระบบนายทุนที่แฝงมาในคราบของระบบอุปถัมภ์มากกว่า

นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นเจ้านาย ขุนนางหรือผู้อุปถัมภ์แบบพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณที่ปกครองโดยธรรมก็ได้ หรือนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น "เจ้าพ่อ" ในความหมายของระบบอุปถัมภ์ยุคเริ่มเบี่ยงเบน คือเจ้าพ่อซึ่งใช้อำนาจและอิทธิพลทุกประการทั้งในที่ลับที่แจ้ง ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพื่อเรียกร้องความภักดีต่อหน้า(คือความกลัวที่ถูกเคลือบแฝงไว้) เพื่อรักษาและสร้างสถานะแห่งความเป็นเจ้าพ่อผู้มีอำนาจผูกขาด ไม่มีเจ้าพ่ออื่นเป็นคู่แข่งหรือเข้ามาเทียบรัศมีการเป็นเจ้าพ่อ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแห่งศีลธรรมและแรงจูงใจที่กระทำ

ปัญหาระบบอุปถัมภ์ส่งผลต่อการเมืองไทยในแง่ของการที่ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้นมาแล้วก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน อีกประการการที่ข้าราชการและนักการเมืองอุปถัมภ์กันและกันทำให้ตำแหน่งบางตำแหน่งถูกนักการเมืองสามารถใช้อำนาจมาให้คุณให้โทษ แต่งตั้งพรรคพวกตนมาอยู่ในตำแหน่ง หรือจะเอาคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเองออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ การทำงานของนักการเมืองเป็นไปในรูปของอำนาจที่แทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จเด็จขาดทั้งๆที่ระบบการเมืองยังเรียกตัวเองว่า ประชาธิปไตยอยู่หาใช่เผด็จการไม่ ถ้าจะพิจารณาในสมัยของนายกรัฐมนตรีที่มีการโยกย้ายข้าราชการประจำ เลื่อนขึ้นเลื่อนตำแหน่ง แต่งตั้ง ข้าราชการประจำมากๆนั้น ที่สุดแล้วมักจะตามมาด้วยปัญหาคอร์รัปชั่นเสมอๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้มีตำแหน่งสูงๆที่มีอำนาจดังกล่าวกระทำดังนั้น แม้นช่วงแรกจะมีผู้ต่อต้าน แต่ก็หาสามารถต่อต้านได้ เพราะ นักการเมืองได้เขียนกฎหมายให้ตนเองสามารถมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการได้อย่างเต็มที่ ในที่สุดข้าราชการก็ต้องกระทำตามคำสั่งและตกอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพล และสำหรับผู้ที่ไม่ยอมเข้าเป็นพวกแล้ว ก็อาจถูกโยกย้าย แล้วก็แต่ตั้งผู้ที่อยู่ในกลุ่มหรือพวกเดียวกันเข้ามาแทน ดังที่เคยเห็นในสถานการณ์ช่วงที่ผ่านมา การที่เอาคนที่เคยถูกสั่งย้ายกลับมาในตำแหน่งเดิม หรือแต่งตั้งพวกหรือพรรคพวกตนเองเข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล ก็คือส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์อีกนั่นเอง การที่นำเอาพวกพ้องตนเองเข้ามาทำงานด้วยเยอะๆนั้น ในที่สุดก็จะส่งผลให้เกิดลู่ทางแห่งการโกงกินเพิ่มขึ้น การคอรัปชั่นต่างๆก็จึงตามมา นอกจากการที่ระบบอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการแล้ว การอุปถัมภ์ระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมืองและข้าราชการประจำก็ส่งผลกระทบต่อประเทศด้วย เพราะไม่ว่านักธุรกิจจะเป็นผู้อุปถัมภ์หรือถูกอุปถัมภ์ก็ตาม นักธุรกิจก็จะต้องทำงาน งานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือการกระทำอย่างไรก็ได้เพื่อเพิ่มผลผลิตและกำไร ผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญ แม้นนักธุรกิจบางคนจะมีคุณธรรมก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรผลกำไรก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อนักธุรกิจอยู่ดี ดังนั้นเมื่อมีการลงทุนก็ต้องมีการถอนทุนเป็นธรรมดา ปัญหาการฮั้วประมูลต่างๆ จึงตามมา ส่งผลต่อบ้านเมืองที่ต้องสูญเสียเงินงบประมาณต่างๆมากกว่าปรกติ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นผลมาจากระบบอุปถัมภ์ แต่ในที่นี้ผู้เขียน(จริงๆผมว่าน่าจะเรียกว่าผู้พิมพ์)ก็มีความคิดที่ว่า หากระบบอุปถัมภ์ประกอบไปด้วยแนวทางที่สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ก็น่าจะนำมาสู่การพัฒนาของบ้านเมืองได้เพราะ การที่พวกเดียวกันมาทำงานด้วยกันย่อมง่ายต่อการประสานงานและ สั่งการ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับระบบคุณธรรมของตัวบุคคลด้วย คนที่อุปถัมภ์ผู้อื่นก็ต้องมีคุณธรรมและเห็นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง  รับคนดีเข้ามาในตำแหน่งที่เหมาะสมไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากไปกว่าประโยชน์ส่วนรวม หากเป็นดังนี้ผมคิดว่าแม้นเป็นระบบอุปถัมภ์ก็จะไม่ส่งผลกระทบในแง่ที่ไม่ดีต่อประเทศชาติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแ