หลังเที่ยงคืนวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓
สวัสดียามดึกค่ะครู
วันนี้ชีวิตพลิกผัน มีอะไรต้องทำมากมาย ดูเหมือนว่าหนูนอนไม่เต็มอิ่มนัก หลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งพยายามเก็บของด้วยความรู้สึกและสำนึกว่า “เท่าที่มี มันมากเกินจำเป็น” สาย ๆ ไปทำงาน หนูไปตามเรื่องเอกสารปรากฏว่า “พี่หนัวหน้างานสารบรรณ ลาป่วย” น้องเลยต้องจัดการแทน “ในใจหนูพูดออกมาว่า “ว่าแล้ว” หนูจึงยิ้มให้น้องร่วมกันหาทางออก ซึ่งก็ถือว่าโอเค กลับออกจากห้องธุรการ ใจหนˆเป็นตื่น ๆ จึงนั่งลงที่โต๊ะทำงาน เปิด G2K ขึ้นมาเขียนอนุทิน พร้อม ๆ กับ ดูใจที่ตื่นกลัว กับลมหายใจ จนกลับมานิ่งและเบาลง สุดท้ายจึงเตือนตนเอง ด้วยอนุทินถัดมาว่า “ต้องมีสติ โจทย์จริง ๆ มาแล้ว”
แล้วหนูก็แวะออกมาส่งของบางอย่างที่ไปรษณีย์ ณ ขณะที่ทำในแต่ละอย่างก็ทำไป แต่ข้างในเป็นนิ่ง ๆ เฉย ๆ ขณะที่ไปไปรษณีย์เพื่อนจาก สคบ. แวะมาลา แล้วก็เอาของมาให้ แว๊บแรกที่เห็นเพื่อนรู้สึกถึงบางอย่างแม้หน้าเธอจะยิ้ม แต่แววตาเธอไม่ใช่ ทำให้หนูนึกถึงตนเองเมื่อก่อนเป็นบ่อย ๆ ที่เพราะครูคอยทัก เตือนสติ แต่พอได้พูดคุยกับบ้าง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แววตาเพื่อนค่อย ๆ เปลี่ยนไป ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น หนูระลึกถึงครูค่ะ หนูเข้าใจครูแล้วค่ะ ว่าการที่ครูต้องทำหน้าที่ต่าง ๆ ปฏิบัติต่อผู้คนประหนึ่งว่าเป็นหน้าที่ แต่ไม่ใช่อยากทำหรือไม่อยากทำ แต่การปฏิบัติของครูคือการทำหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ให้ดีที่สุดโดยปราศจากอารมณ์ครอบงำ หนูคุยกับเพื่อนอย่างเบาสบายด้วยใจที่สำนึกในพระคุณของครู อย่างน้อยช่วงเวลาที่ได้มาเจอกันก็เป็นช่วงเวลาที่มีรอยยิ้มแล้วก็เอาความสุขในใจมาแบ่งปันกันและกัน
พอเที่ยง ๆ ซื้อกับข้าวมาเลี้ยงป้าอบ ขณะที่ท่านหุงข้าวเหนียวดำที่ให้ไปมาให้ทาน พี่ ๆ มาร่วมชิมหลายคนฝีมือการหุงของท่านดีมาก ข้าวออกมารสชาตดี เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่เรามักจะใช้ร่วมกัน แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ บ่าย หนูมานั่งทำงานต่อ เก็บของไปพลาง ตามความเข้าใจเดิมของหนูคือว่า “หนูเพียงส่งเอกสารประกอบการประเมินแล้วก็กลับ” แต่แล้วไม่ใช่หนูต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จแล้วปิดทุกอย่าง ส่งมอบงานดูท่าทางจะไม่เสร็จสมบูรณ์ก็เลยต้องมาเร่งกันตอนจะเลิกงาน ณ ขณะนั้น ใจติ๋วหนักมาก แล้วส่งผลกระทบมากมายให้ผู้คนรายล้อมรู้สึกถึงความเครียด หนูพูน้อยเงียบตามลมหายใจและความคิด การเร่งตนเอง เร่งผู้อื่น แล้วพี่ ๆ ก็รอที่จะปิดห้อง สภาวะบีบคั้นปรากฏขึ้น ผลการประเมินตอนแรกก็ออกมาน้อย แม้ในใจหนูจะรู้สึกแย้ง แต่ก็เลือกที่จะไม่เรียกร้อง แต่ก้มหน้าก้มตารับและเคลียร์สิ่งต่าง ๆ ไป ณ ขณะที่ใคร ๆ รอ การที่พี่ได้รอร่วมกัน (แต่ใจหนูปรารถนาการเคลียร์งานคนเดียว แต่ก็รับรู้ได้ว่าทุกคนอยากอยู่ด้วย) ส่วนหนึ่งทำให้ท่านทบทวนว่า เอ......มันมีอะไรที่มากกว่าที่เห็นในผลงานก็คือ กระบวนการของการทำงาน ท่านจึงปรับคะแนนให้ใหม่ แล้วก็ปรับคำอธิบายใหม่ เหมือนใจหนูรู้สึกเบาขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้ลิงโลด เหมือนมันพิจารณาบางอย่างอยู่แล้วก็ตัดสินใจ ณ ขณะที่พี่เดินเข้ามาคุย เสียงข้างในบอกว่าว่า “ควรจะทำให้เสร็จเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นมันจะต้องกลับมาอีก จึงตัดสินใจอยู่อีกวันหนึ่ง โดยโทรไป ยืนยันกับญาติตามความตั้งใจเดิมของท่านที่จะให้หนูขับรถท่านกลับ แล้วค่อยขับมาคืนตอนวันที่ ๒๖ เมษายน ที่หนูจะเข้ามาประชุมอีกครั้ง
พอตัดสินใจแล้วหนูเห็นความตึงในใจค่อย ๆ คลาย แต่ไม่ใช่เบาโล่ง ไม่ใช่ลิงโลด เป็นเพียงความรู้สึกค่อย ๆเบาลงและยอมรับว่า “ต้องอยู่” แล้วป้าอบก็โทรมาเพราะท่านจะแวะมาหาก่อนกลับ กลายเป็นว่าท่านมารออยู่หน้าหอพักแล้ว หนูจึงบอกท่านว่า “เดี๋ยวเจอกัน แล้วก็ออกไป พร้อม ๆ กับพี่ ๆ” ข้างในหนูเป็นนิ่ง ๆ แต่ไม่มีปัญญา เป็นเหมือนเอ๋อ ๆ ปนขำ เป็นความรู้สึกตลกกับวิถีกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่วางแผน แต่ไม่ใช่ความโกรธอย่างรุนแรงเหมือนเมื่อก่อนไม่ใช่ค่ะครู ตอนนี้เป็นลักษณะนึกขึ้นมาได้แล้วจะรู้สึกขำ พอถึงหอพักเอาของไปเก็บจึงไปทานข้าวเย็นร่วมกับป้าอบ วิถีชีวิตวันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “มันไม่แน่ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ” ทำไมความรู้สึกผิดหวังจึงไม่เกิดขึ้นนะ หนูถามตนเอง อืม.....เหมือนหนูเพียงตั้งใจจะกลับบ้าน แต่ไม่ใช่คาดหวังว่าต้องเป็นแบบไหน คือ กลับอย่างไรก็ได้ ตามแต่เหตุและปัจจัย พอต้องอยู่ต่อ ก็ต้องอยู่ต่อ พอเห็นความคิดแบบนี้ก็เลยเข้าใจว่า “อ้อ เพราะไม่ได้คาดหวัง” อย่างนี้รึเปล่าค่ะครูที่ครูสอนหนูเสมอ ๆ ว่า “ก็ทำไป ไม่ต้องคาดหวัง แล้วแต่มันจะเป็นไป” เพราะการกลับบ้านเป็นเป้าหมายที่ปักธงไว้ แต่กลับได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
หนูทานข้าวเสร็จประมาณทุ่มกว่า ๆ เกือบ ๆ สองทุ่มแวะมาเจอน้องที่เฝ้าหอแทนเจ้าของหอพัก แจ้งว่าอาจจะต้องอยู่ต่ออีกคืนหนึ่ง จากเดิมที่แจ้งไปว่าจะออกจากหอประมาณหกโมงเย็นก็ต้องกลายเป็นพรุ่งนี้ ส่วนเกินก่อนหน้านี้เจ้าของหอให้อยู่แบบไม่คิดตังค์ แต่เราต้องอยู่เกินจึงแจ้งว่าให้คิดเพิ่ม แต่น้องบอกว่า “ถือว่าแถมแล้วกัน” ที่สำคัญพอน้องทราบว่าหนูไม่มีผ้าห่มสำหรับคืนนี้ จึงรีบไปหยิบให้แล้วเอามาส่งให้ถึงห้อง เป็นความตั้งใจดี ๆ พอเข้ามาในห้องหนูจึงพยายามใช้ไฟให้น้อย รู้สึกง่วง ๆ เพลีย ๆ จึงงีบหลับไปประมาณสองทุ่ม หนูตื่นขึ้นมาอีกทีประมาณเที่ยงคืน จึงจัดแจงอาบน้ำแล้วมาเขียนจดหมายถึงครูค่ะ
ศีล
ข้อ ๑ วันนี้หนูเห็นตนเองเครียด แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน แต่ช่วงเวลานั้นส่งผลกระทบกับคนรอบข้างให้เครียดตามไปด้วย เหมือนเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน การที่หนูนิ่ง เงียบ เครียด ทำให้คนอื่นอึดอัด แต่เป็นขณะที่หนูนั้งดูความกดดันภายในอย่างอดทน แล้วก็ค่อย ๆ แก้ปัญหาไป ไม่ใช่โวยวาย ไม่ใช่ห้ามโมโห แต่หายใจ ดูมัน พร้อม ๆ กับทำกิจกรรมภายนอกที่พึงทำ จนเจอทางออก ขออโหสิกรรมให้หนูด้วยนะคะทุกคน ความโกรธยังปรากฏอยู่และก็แผ่กระจายจากใจนี้อยู่ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนนั้นก็ถือว่าสั้นลง เบาลง แต่ยังไม่หมดไป เป็นเหมือนสถานการณ์เข้ามาสอบอารมณ์ของใจ ครานี้แม้หนูจะสอบไม่ผ่าน แต่หนูก็ทำคะแนนได้ดีมากขึ้นค่ะครู
ข้อ ๒ ณ ขณะที่ทำงานเร่งด่วน หนูเห็นใจตนเองที่แข็งกระด้างมาก ง่ายที่จะหยิบจัดของที่แม้จะเป็นของส่วนกลางก็รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความไม่อ่อนโยน ทั้ง ๆ ที่เคยเอ่ยขออนุญาตก่อนใช้เกือบทุกครั้ง แต่ ณ ขณะที่เห็น ใจหนูอ่อนลงนิดหนึ่ง แล้วพอมีความกดดันก็เป็นหนัก ๆ แข็งขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ค่ะ ความกดดันทำให้เห็นชัดขึ้นว่าการหยิบใช้ของส่วนกลางแบบไม่เอ่ยอะไรเกิดได้ง่าย แม้จะไม่ใช่การขโมยแต่ศีลข้อนี้ทำให้หนูเห็นใจตนเองชัดขึ้นค่ะ
ข้อ ๓ อืมข้อนี้ ความอยากในกามไม่ค่อยมีปรากฏ เพราะจดจ่ออยู่กับเรื่องหรือ กิจกรรมที่ต้องทำค่ะ
ข้อ ๔ เรื่องวาจา วันนี้ใจหนูบางทีเป็นแข็ง ๆ คำพูดที่ออกมาแม้จะเป็นคนที่สุภาพที่รุ้สึกได้ว่า สะท้อนถึงใจที่กระด้าง ไม่ค่อยอ่อนโยน เคลียร์ตนเองตามเวลาที่ตั้งใจไม่ได้ แต่หนูก็ทำดีที่สุด เต็มที่ ๆ สุด อืม.....หนูไม่รู้สึกเสียใจนะคะครู เป็นความรู้สึกว่าเพราะยังทำเหตุไม่พอ เลยต้องอยู่เพื่อทำให้พอค่ะ
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่หลาย ๆ อย่างที่ต้องทำ ง่ายมากที่ความขุ่นจะเกิดขึ้น อืม แต่มันสั้นค่ะครู มันแรงแต่มันแป๊บเดียว หนูรู้สึกว่า วันนี้สติดี แต่เรื่องราวเกิดขึ้นมากมายค่ะ