เทคนิคการปรับตัว

เทคนิคการปรับตัวเพื่อที่จะมีสุขภาพจิตที่ดี     

          ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล เนื่องจากว่าบุคคลนั้นมีปัญหาและจะต้องแก้ปัญหาเอง เรื่องการแก้ปัญหานี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัวซึ่งแต่ละคนมักจะต้องค้นหาทดลองด้วยตัวเอง คลินิก ผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์ เพื่อน ฯลฯ เป็นแต่เพียงผู้ช่วยเหลือให้เราช่วยแก้ปัญหาด้วยตนเองได้เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดีมาแล้วข้อแนะนำถึงวิธีการปรับตัวที่ถูกต้องเพื่อที่จะมีสุขภาพจิตที่ดีได้ จึงควรติดตามมาเพื่อที่จะได้ทราบถึงวิธีการโดยทั่ว ๆ ไป ที่นิยมปฏิบัติกัน

1. พยายามเข้าใจตนเอง

          คุณลักษณะโดยทั่วไปของผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีและมีการปรับตัวที่ถูกต้องคือผู้ที่กล้าเผชิญความจริงเกี่ยวกับตนเอง ไม่หลอกตัวเอง เขาเป็นผู้ที่ยอมรับและมีความอดทนต่อความวิตกกังกล ความกระวนกระวายใจ โดยเขายอมรับว่าความวิตกกังวล ความกลัว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หากเรากล้าเผชิญความจริงข้อนี้ได้ เราก็จะมีความมั่นคงในจิตใจและสามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจด้วยตนเองได้ ซึ่งต้องพยายามเลี่ยงการใช้กลวิธานในการป้องกันตนเองและพยายามเข้าใจความต้องการของตน ดังจะอธิบายเป็นข้อ ๆ ดังนี้ คือ

                   1.1 พยายามเลี่ยงการใช้กลวิธานในการป้องกันตนเองอย่าใช้มากจนเกินไป คนที่มีความอดทนต่อความวิตกกังวลมักไม่มีความจำเป็นต้องใช้ บุคคลที่มีการปรับตัวดีมักจะรู้สึกตัวก่อนใช้กลวิธานในการป้องกันตนเองและมักจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าตัวเองพยายามจะใช้ ตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่เริ่มต้นบ่นอาจารย์ผู้สอนในการที่ตนได้คะแนนไม่ดีนัก ในที่สุดมักจะรู้สึกว่าตนก็กำลังใช้ เหตุผลซึ่งก็เป็นกลวิธานในการป้องกันตนอีกชนิดหนึ่งแต่โดยสภาพความจริงถ้านักศึกษาผู้นั้นเข้าเรียนสม่ำเสมอ พยายามทำความเข้าใจในเนื้อหา ส่งรายงานอยู่เสมอก็คงไม่ถึงกับได้คะแนนไม่ดี ดังนี้เป็นต้น

                   1.2 เข้าใจความต้องการของตนเอง จุดมุ่งหมายของตนเรา เราต้องรู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไรเช่น นักศึกษาที่บ่นอาจารย์ผู้สอนในการที่ตนได้คะแนนไม่ดี หากนักศึกษาผู้นั้นหันมาถามตนเองว่า “เราต้องการอะไรแน่” เขาก็จะต้องยอมรับกับตนเองว่าคำตอบก็คือต้องการได้คะแนนดีโดยที่ไม่ต้องเข้าชั้นเรียนหนังสือซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเขาก็ต้องตัดสินใจว่าเขาต้องการอะไรแน่ระหว่างคะแนนดีกับการเข้าชั้นเรียนด้วยความสม่ำเสมอ และทำงานมอบหมายส่งทันตามกำหนด

2. เข้าใจจุดมุ่งหมายและเข้าใจความต้องการ

          การเข้าใจจุดมุ่งหมายและเข้าใจความต้องการของตนเองเป็นของดีที่คนเราจะมีจุดมุ่งหมายในชีวิต เช่น ต้องการเป็นแพทย์ วิศวกร เภสัชกร นักส่งเสริมการเกษตร มีอาชีพอิสระ ทำธุรกิจ ฟาร์มโคนม เหล่านี้ล้วนเป็นจุดมุ่งหมายทั้งนั้น แต่จุดมุ่งหมายไม่ใช่ของตายตัวที่อะลุ้มอล่วย ยืดหยุ่นกันไม่ได้เลยการตั้งจุดมุ่งหมายที่สูงเกินระดับความสามารถของเรามากนัก มักก่อให้เกิดความคับข้องใจ ความวิตกกังวลอยู่เสมอ การปรับจุดมุ่งหมายให้พอดีกับระดับที่เราสามารถทำให้สำเร็จจะขจัดความคับข้องใจโดยไม่จำเป็นให้หมดไปได้ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

                    2.1 การลดสภาพความขัดแย้งทางจิตใจและความคับข้องใจ ระบบสังคมของเราในปัจจุบันนี้ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อนมาก และจุดมุ่งหมายของเราก็มีมากมายจนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเกิดมาโดยไม่เคยพบสภาพความขัดแย้งหรือความคับข้องใจได้ ดังนั้นวิธีเดี่ยวที่เราสามารถแก้ได้คือ การลดสภาพความขัดแย้งและความคับข้องใจลงให้น้อยที่สุดด้วยการ

          พยายามหาโอกาสให้ความต้องการได้บำบัดทั่วถึงกันตัวอย่างเช่นนักศึกษาที่ต้องการได้คะแนนดีแต่ในเวลาเดียวกันต้องการได้ชื่อเสียง ความมีหน้ามีตาในการเป็นนักกีฬาด้วย การลดสภาพความขัดกันอาจทำได้โดยพยายามให้ความต้องการทั้งสองอย่างได้บำบัดโดยแบ่งเวลาคืนหนึ่งสำหรับการเรียนและคืนหนึ่งสำหรับฝึกซ้อมกีฬาด้วย

          ฝึกจิตใจให้อดทนต่อความคับข้องใจดังได้กล่าวแล้วว่าคนเราไม่สามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการและในเวลาที่ต้องการเสมอไปหมดได้ การทำใจให้อดทนต่อความข้องคับใจเป็นของฝึกได้โดยฝึกหัดใจให้อดทนในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน เช่น ความข้องคับใจในการคอยรถเมล์ ความอึดอัดในการหาที่ร่มจอดรถไม่ได้ ถ้าในเรื่องเล็ก ๆนี้ เราสามารถอดทนได้ เราก็พร้อมที่จะอดทนต่อความข้องคับใจในเรื่องใหญ่ ๆ ต่อไปได้

          การพูดถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความไม่พอใจ โดยสามารถระงับอารมณ์ได้พอสมควรคนบางคนสามารถพูดถึงสิ่งที่ก่อความระคายใจ เคืองใจได้โดยไม่เสียเพื่อน หรือเสียความนับหน้าถือตา และคนบางคนไม่สามารถพูดหรือระบายความอึดอัดใจได้เลย เทคนิคเหล่านี้เป็นของที่ฝึกหัดได้โดยค่อยทำค่อยไปแล้วจะค่อย ๆ ทำได้เอง

          ทำงานที่เป็นประโยชน์งานที่เป็นประโยชน์ช่วยไม่ให้เราคิดถึงความแย้งมากนักและเมื่อมีงานที่สนใจทำ ความสำเร็จจากการทำงานมักช่วยให้จิตใจสบายขึ้น

                    2.2 ฝึกทำใจให้มีสมาธิ ไม่ยึดติด ยืดหยุ่น รู้จักให้อภัย ไม่อิจฉาริษยา ไม่มุ่งร้ายซึ่งจะทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขาดความสุขในการดำเนินชีวิต

                    2.3 ฝึกคิดในทางที่ดี คิดในทางบวก คิดตลก ๆ เช่น คิดว่าเออดีคิดได้อย่างไร เป็นแนวคิดที่แปลกอีกแบบหนึ่ง คิดได้ไง บางที่เอาสิ่งที่เครียดๆ มาคิดสนุกๆ ความทุกข์ก็ลดลงได้

                    2.4 ลดจุดมุ่งหมายในชีวิตลงบ้าง บางคนตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้สูงเกิน บางทีทางที่จะไปให้ถึงดวงดาวอาจไปไม่ได้ทุกคน แต่เมื่อเราไม่สามารถไปให้ถึงตามความต้องการที่เรามุ่งหวัง เราก็ลดเป้าหมายตัวเราเองลงได้ สำรวจตนเองว่าเราชอบอะไร เราทำอะไรได้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้น