วิจัยเรื่องที่ 5 แล้วค่ะ

ชื่อเรื่อง  กรณี:พฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวิทยาราษฎร์รังสรรค์  อำเภอบ้านโพธิ์  จังหวัดฉะเชิงเทรา

ผู้วิจัย     ลลิตา  ตันติวัฒน์

ปีที่วิจัย  มีนาคม 2546

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  เพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน  โดยใช้กรณีศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนวิทยาราษฎร์รังสรรค์  อำเภอบ้านโพธิ์  จังหวัดฉะเชิงเทรา

2.  เพื่อสามารถช่วยเหลือนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงโดยการให้คำปรึกษา

วิธีการวิจัย

วิธีการ    เป็นวิจัยเชิงสำรวจ

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร  ได้แก่  นักเรียนชายและหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีการศึกษา  2544  โรงเรียนวิทยาราษฎร์รังสรรค์  อำเภอบ้านโพธิ์  จังหวัดฉะเชิงเทรา  จำนวน  303  คน  เป็นนักเรียนชาย  161  คน  และนักเรียนหญิง  142  คน

โดยให้ทำแบบประเมินตนเอง  SDQ  ของกรมสุขภาพจิต  จำนวน  2  ชุด  คือ

1.  ชุดที่นักเรียนประเมินตนเอง  1  ชุด

2.  ชุดที่ครูเป็นผู้ประเมินนักเรียน  1  ชุด

เมื่อมีการแปลผลแล้วชุดที่นักเรียนประเมินตนเองจะถือว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง  คือจะมีคะแนน  17-40  ส่วนชุดที่ครูเป็นผู้ประเมินนักเรียนจะถือว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง  คือ  จะมีคะแนน  16-40  ได้นักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง  17  คน  จากการใช้แบบประเมินทั้ง  2  ชุดตรงกัน

กลุ่มตัวอย่าง  ได้จากประชากรพฤติกรรมเสี่ยง  17  คน  จากนั้นถามความสมัครใจได้นักเรียนจำนวน  6  คน  ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายมา  3  คน  เพื่อนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างเนื่องจากเป็นการศึกษาในแนวลึกและใช้เวลานาน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล

แบบประเมินตนเอง  SDQ (the  strengths  and difficulties  questionnaire) ไม่ได้เป็นแบบวัดหรือแบบทดสอบแต่เป็นเครื่องมือสำหรับการคัดกรองนักเรียนด้านพฤติกรรมที่มีผลเกี่ยวเนื่องจากสภาพจิต  ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมิน  2  ชุด  คือ

1.  ชุดที่นักเรียนประเมินตนเอง  1  ชุด

2.  ชุดที่ครูเป็นผู้ประเมินนักเรียน  1  ชุด

แบบประเมินทั้ง  2  ชุดสามารถจัดกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยงได้  5 ด้าน  ได้แก่

ด้านที่  1  ด้านอารมณ์ หมายถึง  พฤติกรรมการบ่น  กังวลใจ  ความเครียด  ขาดความมั่นใจในตนเอง  ขี้กลัวด้านที่  2  ด้านความประพฤติและเกเร หมายถึง  พฤติกรรมโมโหร้าย  ไม่เชื่อฟัง  ทะเลาะวิวาทรังแกผู้อื่น  โกหก  ขี้โกง  ขโมย

  ด้านที่  3  ด้านพฤติกรรมไม่อยู่นิ่งและสมาธิสั้น หมายถึง    พฤติกรรมการไม่อยู่นิ่ง  นั่งนิ่งๆไม่ได้  อยู่ไม่สุข  วุ่นวาย  วอกแวก  ทำงานไม่เสร็จ  ไม่มีความตั้งใจในการทำงาน

ด้านที่  4  ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน  หมายถึง  พฤติกรรมค่อนข้างแยกตัว  ไม่มีเพื่อนสนิท  เพื่อนไม่ชื่นชอบ  ถูกล้อเลียน  ถูกรังแก

ด้านที่  5  ด้านสัมพันธภาพทางสังคม  หมายถึง  พฤติกรรมไม่ห่วงใยคนอื่น  ไม่ชอบช่วยเหลือคนอื่น

มีจำนวน  25  ข้อ  โดยแบ่งออกเป็นด้านด้านละ 5  ข้อ  เป็นเครื่องมือที่กรมสุขภาพจิตเป็นผู้จัดทำขึ้นโดยแพทย์หญิงพรรณพิมล  หล่อตระกูล  โดยพัฒนามาจากประเทศเยอรมนี  เพราะมีความเที่ยงและความตรง  จำนวนข้อไม่มากนัก  ตลอดจนวิเคราะห์ค่าความเที่ยงและความตรงของแบบประเมินและหาเกณฑ์มาตรฐานของเด็กไทย 

วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

1.  บันทึกข้อความถึงผู้บริหารโรงเรียน  เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการทำวิจัย

2.  โดยการศึกษารายกรณี  โดยใช้เครื่องมือการสังเกต  การสัมภาษณ์  อัตตชีวประวัติ  สังคมมิติ  แบบสอบถาม

3.  นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อไป

วิธีวิเคราะห์ผล

ศึกษาเป็นรายกรณี  โดยใช้ข้อมูลจากแบบสังเกต  แบบสัมภาษณ์  อัตตชีวประวัติ  สังคมมิติ  แบบสอบถาม

ผลการวิจัยพบว่า

นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนวิทยาราษฎร์รังสรรค์  อำเภอบ้านโพธิ์  จังหวัดฉะเชิงเทรา  มีพฤติกรรมเสี่ยงทั้ง  3  คน  มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนให้คำปรึกษาทั้ง  4  ด้าน  คือ  ด้านที่ 1  พฤติกรรมด้านอารมณ์  ด้านที่  2 คือ  พฤติกรรมด้านความประพฤติ  เกเร  ด้านที่  3  คือ  พฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง  สมาธิสั้น  และด้านที่  4  คือ  พฤติกรรมด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน  ส่วนด้านที่  5  คือสัมพันธภาพทางสังคม พบว่า  กรณีศึกษาที่  1  และ  3  เป็นจุดแข็ง  กรณีศึกษาที่  2  ไม่เป็นจุดแข็ง  ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  ไม่สนใจเรียน  มีปัญหาด้านการปรับตัวกับเพื่อนและครอบครัว  มีปัญหาด้านพฤติกรรม  เช่น  แต่งกายผิดระเบียบ  พูดน้อย  เงียบขรึม  หลังจากให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง  ซึ่งพบว่าพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับความรู้สึกซึ่งเกิดกับบุคคลที่ไม่มีความเชื่อมั่น  มีความเชื่อว่าบิดา  มารดา  ไม่รักตน  โดยผู้วิจัยได้ให้คำปรึกษาใช้ทฤษฎีให้คำปรึกษาเชิงศูนย์กลางที่บุคคล  ของคาร์ล  อาร์  รอเจอร์  ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับพฤติกรรมนั้นได้ใช้ทฤษฎีการให้คำปรึกษาเชิงพฤติกรรม  โดยการเสริมแรงทางบวก  เช่น  การให้รางวัล  ในกรณีที่กรณีศึกษาแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์  และการเสริมแรงทางลบ  เช่น การลงโทษโดยการตำหนิ  ว่ากล่าว  เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์  เช่น  รังแกเพื่อน  ล้อเลียนเพื่อน  หลังจากให้คำปรึกษาพบว่ากรณีศึกษาไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทั้ง  4  ด้าน  ส่วนด้านที่  5  คือ  สัมพันธภาพทางสังคม  พบว่ากรณีศึกษาทั้ง  3  คน  เป็นจุดแข็ง