ครั้งละหนึ่งหยวน แนวคิดในการดำเนินงานมูลนิธิหนึ่งของเจ็ต ลีนั้นง่าย จนไม่น่าเชื่อ สรุป คือ “เงินเล็กคิดการใหญ่”

เจ็ต  ลี  

ซูเปอร์ สตาร์ ผู้สร้างปาฏิหาริย์ผ่านเงินหนึ่งหยวน

................................

 

                  ในโลกนี้ มีใครกี่คนที่ไม่อยากรวยเป็นมหาเศรษฐี แต่เมื่อรวยล้นฟ้าเป็นมหาเศรษฐีแล้ว มีมหาเศรษฐีกี่คนที่มีความสุข มีเกียรติคุณ  มีชีวิตซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนร่วมยุคสมัย คนรุ่นหลัง  ตลอดถึงเป็นที่จดจำ เล่าขาน กลายเป็นตำนานที่คนทั้งชื่นชมและเอ่ยอ้างถึงได้อย่างภาคภูมิใจข้ามกาลเวลา

                  ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ มีมหาเศรษฐีเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้วมากมาย แต่มหาเศรษฐีที่ได้รับการจดจำกลับมีเพียงไม่กี่ราย เช่น

                  อัลเฟรด  โนเบล        ผู้สละเงินก้อนมหาศาลก่อตั้งรางวัลโนเบลจนกลายเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับมนุษยชาติ

                  แอนดรู  คาร์เนกี       ผู้สละสินทรัพย์หลายพันล้านสร้างห้องสมุดกว่า ๒๐๐ แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา จนมีชื่อปรากฏอยู่ในสารานุกรมระดับโลกแทบทุกฉบับในฐานะเป็นพระผู้ให้แสงสว่างแก่อนุชน

                  จอร์ห์น  ดี  ร็อกกี  เฟลเลอร์,บิล  เก็ตส์,วอเร็น  บัฟเฟ็ต,  บรูโน,แบร็ต พิต,แองเจลิน่า โจลี  ฯลฯ   เขาเหล่านี้ล้วนเป็นมหาเศรษฐี  ที่โลกเป็นหนี้บุญคุณ  และกำลังถูกจับตามองด้วยสายตาชื่นชมในวิธีปฏิบัติต่อทรัพย์สินอันมหาศาลของตนอย่างชาญฉลาด    

                  น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในบรรดารายชื่อของมหาเศรษฐีผู้เป็นคนรวย จนเกินกว่าที่ชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่งจะต้องกิน  จะต้องใช้ จะต้องสะสม  ทว่ายังคงมี “หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์”  ระดับโลกทั้งหลาย  เริ่มมีรายชื่อของมหาเศรษฐีใหม่คนหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างโดดเด่น  เจิดจรัส  เป็นที่จับตามองด้วยความรู้สึกชื่นชม  โมทนา  และน่ายินดียิ่งไปกว่านั้นตรงที่เขาเป็นคนเอเชียซึ่งเราคนไทยรู้จักเขาเป็นอย่างดีมาค่อนข้างยาวนาน  เป็นความยาวนานจนมากพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นคน “บ้านใกล้เรือนเคียง” กับเรานี่เอง

                  มหาเศรษฐีผู้มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์คนนั้นชื่อ “เจ็ต ลี”

                  เขาคือ “เจ็ต ลี” ซูเปอร์สตาร์นักบู๊ชาวจีน  ผู้ฝากผลงานไว้ในโลกภาพยนต์จนกลายเป็นบุคคลระดับตำนานทั้งฝั่งเอเชียและฝั่งตะวันตกอย่างฮอลลีวู้ดไม่น้อยไปกว่าซูเปอร์สตาร์รุ่นพี่ เช่น  บรู๊ซ  ลี, เฉินหลง,โจว เหวิน ฟะ,กงลี่  เขาเหล่านี้คือดาวค้างฟ้าในวงการบันเทิงโลก แต่เจ็ท ลี ไปไกลกว่านั้น นั่นคือ  เขากำลังมีโอกาสเป็น “ดวงดาวแห่งแรงบันดาลใจ” ที่อาจสุกสกาวอยู่ในใจของใครต่อใครอีกหลายคนในระยะยาว และไม่ใช่แค่ในเอเชียเท่านั้น  แต่อาจหมายถึงในระดับสากลทั่วโลก

                  นิตยสารรีดเดอร์  ไดเจสท์ (Readers Digest) ซึ่งมีผู้อ่านทั่วโลกไม่น้อยไปกว่านิตยสารชื่อดังอย่างแนชัลนัล จีโอกราฟฟิค  หรือไทม์   ฉบับเดือนมกราคม    ยกย่องให้เจ็ต  ลี  เป็น  “บุคคลแห่งเอเชีย ประจำปี ๒๕๕๒”

                  ทำไมซูเปอร์สตาร์อย่างเจ็ต ลี จึงกลายเป็นบุคคลแห่งปีของเอเชียในสายตาของรีดเดอร์ ไดเจสท์  รายงานพิเศษจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดย  “ซอนยา  โคเลสนิคอฟ-เจสซอพ”  บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา พร้อมทั้งบทบาทใหม่ของซูเปอร์สตาร์ใจบุญคนใหม่ของโลกดังต่อไปนี้

 

                  “ขณะประคองร่างของเจน  ลูกสาววัยสี่ขวบให้ลอยตัวอยู่เหนือคลื่นยักษ์  เจ็ต ลี ตะโกนให้คนมาช่วยพี่เลี้ยงซึ่งกำลังอุ้มเจดา  ลูกสาววัยหนึ่งขวบของเขา  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์บู๊ระทึกใจ  แต่เป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดกับประชาชนหลายล้านคนทั่วเอเชียรวมทั้ง เจ๊ต ลี จากมหันตภัยสึนามิเมื่อวันที่  ๒๖  ธันวาคม  ๒๕๔๗

      นักแสดงบู๊ชื่อดังได้ไปพักผ่อนที่เกาะมัลดีฟส์พร้อมภรรยา และลูกสาวสองคน  ตลอดจนพี่เลี้ยงเด็ก  เช้าวันอาทิตย์  เวลา  ๑๐.๐๐ น. เศษขณะเจ็ต ลี  ยืนอยู่ริมสระน้ำที่โรงแรมโฟร์ซีซันพร้อมจะพาลูกสาวตัวน้อยวิ่งถลาลงสู่ทะเลด้วยความตื่นเต้น  ทันใดนั้น  เขาสังเกตเห็นน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ทันทีที่เขากับพี่เลี้ยงรีบคว้าตัวเจนกับเจดา  และหันหลังวิ่งกลับไปที่โรงแรม  ตอนนี้  ระดับน้ำท่วมหลังเท้าแล้ว  พริบตาเดียวน้ำสูงขึ้นมาถึงเอวและระดับคางในที่สุด

      เจ็ต ลียกร่างเจนขึ้นใส่บ่า  แต่ด้วยความชุลมุนทำให้เจดากับฟี่เลี้ยงพลัดหลุดมือขณะทั้งสี่ถูกกระแสน้ำซัดเข้าสู่อาคารโรงแรม  เขาตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างไม่คิดชีวิต  ผู้เห็นเหตุการณ์สี่คน กระโดดลงไปคว้าร่างเจดากับพี่เลี้ยงไว้ได้ก่อนจะถูกกระแสน้ำกลืนหายไป  จากนั้นเจ็ต ลี รวบรวมเรี่ยวแรงเดินกลับเข้าโรงแรมเพื่อไปหาภรรยา        ซึ่งปลอดภัยอยู่ในห้องพัก

      “เมื่อคลื่นยักสลาย  ทุกอย่างก็เลวร้าย” เจ๊ต ลีกล่าว “ไฟดับ  การติดต่อสื่อสารใช้การไม่ได้  ยกเว้นโทรศัพท์ระบบดาวเทียมของโรงแรม  เจ้าหน้าที่ประกาศว่าเรามีน้ำดื่มเพียงพอสำหรับห้าวันและอาหารแค่สามวัน”

                  ครอบครัวของนักแสดงชื่อดังกับแขกคนอื่นๆ ที่เสียขวัญพอกัน  ต้องนอนรวมกันในห้องรับแขกของโรงแรม  ขณะภรรยากับลูกนอนหลับ  เขาลุกขึ้นนั่งและตรึกตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

                  “ตลอด ๔๑ ปีที่ผ่านมา  ผมคิดแต่เรื่องสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง  เจ็ต ลี ต้องเป็นที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ ผมเริ่มคิด  ต่อให้มีอำนาจหรือชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน  บางครั้งก็ช่วยอะไรเราไม่ได้  ผมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตรวมทั้งสิ่งที่ผมต้องการทำ”

 

 

วันที่  ๑๙  พฤษภาคม  ๒๕๕๑

อิงฮวาเป็นหนึ่งในหลายเมืองมณฑลเสฉวน ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด  ๘.๐  ริกเตอร์  ผู้เสียชีวิตเกือบ  ๗๐.๐๐๐  คน  ที่อิงฮวา  อาคารแทบทั้งหมดพังระเนระนาด  หลังเกิดเหตุภัยพิบัติหกวัน   วันนี้ตามท้องถนนเต็มไปด้วยทหารอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย  และบรรดาผู้รอดชีวิตที่จิตใจย่ำแย่  เจ็ต ลี  ซึ่งสวมหมวกแก็ปสีกรมท่าปิดหน้าไว้อย่างหมิ่นเหม่ช่วยขนกล่องสิ่งของบรรเทาทุกข์ลงจากหลังรถบรรทุก  ในกล่องเหลานั้นมีนมผง  เสื้อผ้า  ยา  เต็นท์ ฯลฯ  นักแสดงหนุ่มใหญ่แต่งตัวเหมือนอาศาสมัครอีกหลายคน คือ  สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวของมูลนิธิหนึ่ง  ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปคนยิ้มกว้างและจมูกเป็นเลขหนึ่งอารบิก  เขาทำงานเพื่อจุดประสงค์เดียวกับทุกคนที่นี่  คือมุ่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเป็นหลัก  โดยไม่ได้ถือตัวว่าเป็นดาราหนังซึ่งจะต้องได้รับการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ

 

              ชายผู้เปลี่ยนไป

      ตั้งแต่เกิดเหตุสึนามิไปถึงแผ่นดินไหวที่เสฉวน  เจ็ต ลี  เปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างมาก  เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่กับการช่วยเหลือเหยื่อที่ประสบภัยพิบัติและคนยากไร้  แทนที่จะบริจาคเงินแล้วจบไป  เขาตัดสินใจก่อตั้งองค์กรเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม  พร้อมกับระดมพลังของประชาชนทั่วโลกให้ช่วยกันทำงานนี้ให้สำเร็จ

หลังเหตุการณ์เฉียดตายที่หมู่เกาะมัลดีฟส์  เจ็ต ลี   กลับไปบ้านที่ฮ่องกงและเริ่มลงมือทำตามปณิธาน  เขาบอกภรรยาว่า 

“ผมต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวนี้”  และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมูลนิธิหนึ่ง

วันที่  ๒  มกราคม  ๒๕๔๘  เจ็ต  ลี   ประกาศบริจาคเงิน  ๕๐๐,๐๐๐  หยวน  หรือราว ๒,๕๕๐,๐๐๐  บาท   เพื่อช่วยเหลือเหยื่อสึนามิและอีก  ๕๐๐,๐๐๐  หยวน   เป็นทุนก่อตั้งมูลนิธิแต่กว่ามูลนิธิหนึ่ง  (One  Foundation)  จะสำเร็จเป็นรูปร่างใช้เวลากว่าสองปี  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาทุ่มเทให้แก่การแสดงภาพยนตร์ตามที่เซ็นสัญญาไว้  อีกเหตุผลหนึ่งคือเจ็ต ลี   สารภาพว่าไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน

ช่วงว่างจากการแสดง  เขาไปคุยกับนักวิชาการทั่วโลกและดูงานตามองค์กรการกุศลทั้งหลาย เช่น มูลนิธิร็อกกี เฟลเลอร์ เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานและการจัดการขององค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไรที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย

“งานด้านนี้เปรียบเสมือนโลกใหม่สำหรับผม  ชั่วชีวิตผมรู้จักแต่โลกภาพยนตร์  แต่จู่ๆ ต้องก้าวมาศึกษาโลกการทำงานขององค์กรการกุศล  แน่นอนว่าผมต้องใช้เวลาพอสมควร  สิ่งที่ผมเรียนรู้คือการดำเนินงานต้องโปร่งใส”  นั่นคือหากจะบริจาคสนับสนุนองค์กรการกุศลสักแห่ง  เราย่อมต้องการความมั่นใจว่าเงินที่ออกจากกระเป๋าจะไปถึงมือผู้ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

ในที่สุด  เขาเปิดตัว  “มูลนิธิหนึ่ง”  ของเจ๊ต  ลี    ในสังกัดสภากาชาดในประเทศจีน แต่การสังกัดอยู่ภายใต้องค์กรนี้ทำให้มูลนิธิของเจ็ต  ลี   มีสิทธิ์จัดกิจกรรมระดมทุนในประเทศจีน  ทั้งยังให้มูลนิธิฯ เห็นภาพความเสียหายและผลกระทบของหายนะภัยต่างๆ  ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

      ครั้งละหนึ่งหยวน

      แนวคิดในการดำเนินงานมูลนิธิหนึ่งของเจ็ต  ลีนั้นง่าย  จนไม่น่าเชื่อ  สรุป คือ  “เงินเล็กคิดการใหญ่”  เขาเริ่มจากประเทศจีน   โดยตั้งใจจะกระตุ้นให้ประชาชนบริจาคคนละหนึ่งหยวนหรือราวห้าบาทต่อเดือนเขาเปรียบเทียบว่าเหมือนคนในครอบครัวใหญ่ที่คอยเกื้อกูลกัน

      “เรามักเห็นหลายคนเฝ้าหวังว่า จะมีคนนำเงินมาหย่อนใส่กระเป๋าให้” เจ็ต ลี  กล่าว  คนเหล่านี้มักโทษรัฐบาล หรือเรียกร้องบริษัทใหญ่ที่มีกำไรมากให้บริจาคเพื่อสังคมมากกว่านี้

                  “ผมเชื่อว่าการช่วยเหลือในสังคมควรเริ่มจากแต่ละคนเพราะการให้เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว  แต่ถ้าคนบริจาคแค่หนึ่งหยวนต่อเดือน  ยอดเงินที่ได้ต้องมากมายนับพันๆล้านเหรียญ”

      มูลนิธิของเจ็ต ลี    ร่วมกับภาคของเอกชนเพื่อทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นจริง  เช่น  แจ็ก  หม่า  มหาเศรษฐีชาวจีน  ยินดีให้มูลนิธิหนึ่งใช้ระบบจ่ายเงินออนไลน์ของบริษัทเขาโดยไม่คิดมูลค่า  ถือเป็นการสนับสนุนที่มีค่ายิ่ง  เพราะเท่ากับเงินบริจาคจำนวนเล็กน้อยจะไม่ถูกดำเนินการกลืนหายไปจนหมด

      เจ็ต ลี    กับทีมงานยังคงพยายามขอความร่วมมือจากบริษัทรับจ่ายเงินออนไลน์นอกประเทศจีนให้สนับสนุนมูลนิธิของเขาแบบเดียวกับมหาเศรษฐีหม่า เพื่อให้แนวคิดเรื่องเงินบริจาคหนึ่งหยวนแพร่หลายไปทั่วโลก

      ในช่วงเวลา  ๑๘  เดือนเศษ  มูลนิธิหนึ่งสามารถระดมเงินบริจาคได้ประมาณ  ๕๖๐  ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องหนึ่งหยวน  ของเจ็ต ลี   นั้นมีพลังหมาศาล  มูลนิธิหนึ่งช่วยบรรเทาสาธารณภัยไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวในมณฑลยูนานและพายุหิมะถล่มภาคใต้ของจีนจนเป็นอัมพาตไปหลายเดือนเมื่อต้นปี  ๒๕๕๑

      นอกจากนี้  มูลนิธิหนึ่งยังมีโครงการระยะยาวอีกหลายอย่าง  เช่น  “โครงการฟ้าใสในใจคุณ”  ซึ่งมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตและศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศจีนตลอดจนการจัดสัมมนาและฝึกอบรมในมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ

     ต้องรวดเร็วฉับไว

      มูลนิธิหนึ่งยังเป็นพันธมิตรกับธุรกิจใหญ่ๆหลายแห่งเช่น  สายการบินต่างๆ  ทำให้สามารถนำความช่วยเหลือเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยได้รวดเร็วมาก

      “ผมคิดว่า  บ่อยครั้งที่เกิดเหตุร้าย  มีคนตาย  พอเราเห็นภาพเหล่านั้นจึงเกิดการจะดมเงินบริจาค  แต่ว่าเงินไปไม่ถึงผู้ประสบภัย ก็เสียเวลาอย่างน้อยสองหรือสามวัน   บางครั้ง  เราไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าเงินบริจาคจะถึงมือผู้ประสบภัยหรือปล่าว”  เจ็ต  ลี   กล่าว

      ความต้องการของเจ็ต  ลี   ที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว  สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุดหลังเหตุแผ่นดินไหวในแสฉวน  ทันทีที่ทราบว่าเกิดภัยพิบัติเมื่อวันที่  ๑๒  พฤษภาคม  ๒๕๕๐  เขารู้ว่าต้องรีบดำเนินการโดยด่วน มูลนิธิหนึ่งเปิดรับบริจาคทันที  ภายในเจ็ดวัน  ยอดบริจาคสูงถึง  ๒๕๗  ล้านบาท  เงินจำนวนนี้นำไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าในหลายเมืองรวมทั้งเมืองอิงฮวา และการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนต่างๆ ด้วย

      นอกจากนี้มูลนิธิหนึ่ง  ยังร่วมกับพันธมิตรอีกหลายหน่วยงานในการจัดตั้งทีมงานเล็กๆ ขึ้นในเมืองเฉิงตู  เมื่อวันที่  ๑๕  พฤษภาคม  เพื่อสำรวจความต้องการของผู้ประสบภัยโดยตรง  อีกสองวันต่อมา  เจ็ต  ลี   ควบคุมการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปถึงจุดภัยพิบัติด้วยตัวเอง  และเพื่อรับประกันว่า กระบวนการช่วยเหลือทั้งหมดดำเนินการด้วยความโปร่งใส  ดีลอยต์  บริษัทบัญชีระดับนานาชาติจึงจัดตั้งทีมงานตรวจสอบบัญชีขึ้น  โดยกำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นชื่อรับรองในเอกสารว่าได้รับของบรรเทาทุกข์ไว้จริง

      “เราเร็วกว่ารัฐบาลในแง่การกระตุ้นให้ประชาชนบริจาคและนำความช่วยเหลือไปให้”  เจ็ต  ลีกล่าว    “และเนื่องจากเราร่วมมือกับกาชาดเป็นอย่างดี เราจึงได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว”

      หวาง  ซื่อตง   แห่งสภากาชาดจีนชื่นชมการทำงานที่รวดเร็วและความคล่องตัวของมูลนิธิหนึ่งหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้น  

      “เจ็ต  ลี   และทีมอาศาสมัครไม่ยอมเสียเวลาและรีบเข้าไปช่วยมอบสิ่งบรรเทาทุกข์ในเขตที่ประสบภัยหนัก”  เธอกล่าว 

      “นอกจากนี้  มูลนิธิหนึ่ง   ยังบริจาคเงินสองล้านหยวนให้แก่สภากาชาดจีนเพื่อสร้างโรงเรียนและที่ทำการสาธารณสุขในเขตประสบภัย”