หยิบจากตำรา
ภาษาไทยวิไลกว่าที่คิด
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และมีภาษาไทยคงอยู่คู่ชาติไทย ให้คนไทยในชาติได้ใช้ตลอดมา นับเป็นเอกลักษณ์แสดงความเป็นไทยให้ปรากฏ ภาษาไทยจึงนับเป็นศักดิ์ศรีที่ชาวไทยควรที่จะอนุรักษ์ไว้(สุจริต เพียรชอบ. ๒๕๔๐ : ๒) ความงดงามของภาษาไทยนั้นถ่ายทอดเป็นข้อพึงสังเกตได้จากถ้อยคำที่เรียบเรียงมาจากหัวข้องานเขียนของสุจริต เพียรชอบ (สุจริต เพียรชอบ. ๒๕๔๐ : ๒-๔)ซึ่งได้อธิบายถึงภาษาไทยว่าเป็นศักดิ์ศรีของชาติไทยโดยหัวข้อในงานเขียนนั้นร้อยเรียงเป็นคำประพันธ์ได้ดังนี้
“ ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ
งามพิลาสไพเราะเสนาะแสน
ใช้สื่อสารไปทั่วทั้งดินแดน
แม้นแว่นแคว้นใกล้ไกลก็ใช้กัน
เป็นภาษาราชการงานทุกสิ่ง
ได้พึ่งพิงช่วยให้ไทยสมานฉันท์
เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่สำคัญ
ใช้สืบสานวัฒนธรรมตลอดมา”
จากคำประพันธ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าภาษาไทยย้อมมีความสำคัญทั้งในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นเครื่องมือให้คนในชาติทั้งหลายได้ใช้สื่อสารกันด้วยเหตุนี้ “ภาษาไทยจึงวิไลกว่าที่คิด” คนที่ใช้ภาษาไทย คนที่ได้ยินภาษาไทย เข้าใจว่าภาษาไทยมีความวิไลมากน้อยเพียงใด ในยุคปัจจุบันการกล่าวถึงคุณค่าทางวรรณศิลป์ในงานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองแทบหาความวิไลในด้านศัพท์มิได้เลย ทั้งนี้เนื่องจากศัพท์ภาษาไทยที่เกิดจากการสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นเพียงเพื่ออนุโลมให้ถ้อยคำสวยงาม ไพเราะในด้านเสียงและความหมายที่เรียกกันว่า “กวียานุโลม”
ภาษาไทยนั้นฉายแสงประกายความงดงามวิไลตามานับตั้งแต่กำเนิดลายสือไทยเป็นปฐม ด้วยเหตุที่มีมหาราชทรงพระนามว่า พ่อขุนรามคำแหง ได้ประดิษฐ์อักษรและสลักบันทึกไว้ในศิลาทราย ภาษาไทยก็เริ่มถือกำเนิดในรูปของอักษรแต่นั้นมา
ความงดงามของภาษาไทยมิใช่อยู่ที่การใช้ศัพท์ยาก หรือการบรรจงเลือกเฟ้นคำมาอธิบายความให้ลึกซึ่งกินใจเพียงเท่านั้น ภาษาไทยแสดงความวิไลออกมาทั้งในด้านรูปแบบคำประพันธ์ ศักดิ์ของคำ น้ำเสียง การเปรียบเทียบ กล่าวคือ วรรณกรรมไทยส่วนใหญ่ต้องอาศัยปัจจัยดังกล่าวเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานเขียน
“โสนเกลื่อนน้ำก็ช้ำกลีบเฉา สะแกต้นเก่าก็แตกกิ่งกอ
พระพือลมกราวจะหนาวแล้วหนอ วะหวิวขลุ่ยคลอประเลงเพลงรัก
กระเองไม้ขอนกระดอนตำข้าว เขย่งตำข้าวกระตึกตึกตัก
เพราะแรงสาวเหยียบขยันเยื้องยัก สะเทิ้นคำทักสิหนักใจสาว
กระดังวงเดือนก็เกลื่อนข้าวกอง กระต่ายหมายปองประคองฝัดข้าว
ระรื่นรื่นลมประพรมพัดพร้าว สิหนาวสู้หนาวมิผลักสองแขน
กระไอข้าวหอมก็หอมยิ่งนัก เพราะแรงสาวรักเพราะแรงสาวแหน
เมล็ดข้าวเอ๋ยมิเคยขาดแคลน มิมีใครแม้นมิเหมือนเจ้าเลย”
( เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
จากบทประพันธ์ข้างต้นเราจะได้เห็นความอ่อนละมุนของภาษาไทยที่ถ่ายทอดกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านผ่านคำประพันธ์ประเภทฉันท์(เปษณนาทฉันท์) ซึ่งคำประพันธ์
ประเภทฉันท์เป็นลักษณะคำประพันธ์ที่มีกฏเกณฑ์เคร่งครัดยิ่งนัก ยากที่จะรังสรรค์ให้อ่อนหวานงดงามได้ ด้วยเพราะฉันเป็นคำประพันธ์ที่มีที่มาจากบทสวดในศาสนา แต่เมื่อ “ฉันท์” ซึ่งรับอิทธิพลจากประเทศอินเดียมาสู่อารยธรรมไทย ภาษาไทยก็สามารถใช้คำเพื่อให้เกิดความงดงามมากกว่าความน่าเกรงขาม ทั้งยังแสดงถึงความสามารถของกวีอีกด้วย
ความวิไลของภาษาไทยยังมีงานเขียน การพูด การอ่าน การออกเสียง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นข้ออธิบายความงดงามของภาษาไทยได้อย่างไม่น่าแปลกใจเลย ด้วยความงดงามเช่นนี้คนไทยจึงมีจิตใจที่ดีงามและพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรมมาแต่โบราณและจะยังคงเป็นเช่นนั้นสืบต่อไป