สร้างและเติมความมั่นใจให้แก่ลูก

       ปิดภาคเรียนนี้  ลูกๆกลับมาอยู่บ้าน แม่ก็เบาแรงไปหน่อยแต่กลับมีเสียงบ่นมากขึ้นเพราะต้องคอยปลูกลูกให้ตื่น ต้องบอกให้ลูกซักผ้า กำชับให้หุงหาอาหารเพราะเวลาของแม่ไม่มีเหลือเนื่องจากตั้งแต่ตื่นยันล้มตัวลงนอน แม่ต้องทำมาหากิน ยืนหน้าหม้อก๋วยเตี๋ยว หลังตู้กระจกโชว์และหลังโถของหวานทั้งวันไม่ได้นั่ง

อากาศร้อนๆทีไร ผมมักจะเปิดเพลง “น้ำตาแม่”ให้ลูกๆฟังว่า

 “หยาดเหงื่อท่วมตัว ท่วมหัวโทรมกาย

เหงื่อที่รินไหลคือแรงงานที่ทนทำกิน

ส่งเจ้าเล่าเรียน ให้พากเพียร ให้ทุกๆสิ่ง 

ถึงตัวจะกินไม่ค่อยอิ่ม แต่ขอให้ลูกสบาย

ทนหาบขายของเหงื่อท่วมกาย ไม่เคยจะท้อ

ถึงแดดจะเผา จะร้อนเพียงใด ไม่เคยจะล้า

เก็บเงินค่าเทอม ส่งเจ้าเรียนให้มีการศึกษา

ค่าน้ำประปา รวมทั้งค่าไฟ ใกล้มาสิ้นเดือน

>>>>>>>>>> ……………….            ”

         ผมมีน้องเมีย(ผู้ชายนะครับ)เรียนจบปริญญาตรี มีวิชาชีพครู ได้มาเป็นครูสอนอยู่ที่นี่ ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง พอเที่ยงทีไรต้องมากินมาม่าที่ร้านของเมียผม  กินประจำเกือบทุกวัน  นานๆทีถึงจะหายไปก็เพราะไปประชุมบ้าง อบรมบ้าง         ผมเลยไม่อยากให้ลูกของผม ทำอะไรไม่เป็น  จึงต้องสอนให้ลูกทำกับข้าวอย่างง่ายๆ ไม่มีสูตรสำเร็จ  เนื้อหมูเนื้อไก่ใส่ในถังแช่เย็นมีเยอะแยะ ผักต่างๆก็มีมากมาย ลูกๆต้องรู้จักทำกับข้าวกินเอง บางครั้งทำเสร็จเอามารับประทานแล้ว รสชาติไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้ตำหนิอะไร มีแต่ชมว่าพยายามทำให้ดีกว่านี้มันจะดียิ่งๆขึ้น บางทีก็กลืนลงคอด้วยความลำบากแต่ต้องกลืนสิ่งลูกๆทำให้กินเหมือนกับเอร็ดอร่อยมากๆ  เป็นการสร้างและเติมความมั่นใจให้แก่ลูก ให้โอกาสแก่ลูก จากการที่ลูกมักจะไป  ซื้ออาหารสำเร็จจากร้านอื่นมารับประทาน บางครั้งผมมักจะแหย่ให้ลูกไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมารับประทาน ลูกจะย้อนถามมาว่า พ่อหิวมากหรือครับ พ่อมีงานเร่งด่วนต้องทำหรือครับ คอยเดี๋ยวเดียวผมจะทำให้กิน ซึ่งมันเป็นภาพที่เกิดขึ้นได้ยากมาก    ในสมัยนี้ที่ลูกชายวัยเรียนจะเข้าครัวทำอาหารเอง  สังคมและคนในยุคโลกาภิวัตน์คงไม่เข้าใจ แต่ทุกครั้งที่ลูกมีผลงานเป็นอาหารจานโตมาตั้งวางบนโต๊ะ ลูกมักจะยิ้มเชิญชวนให้สมาชิกทุกคนในบ้านลิ้มลองรสชาติ พวกเราลงมือปฏิบัติการรับประทานกันพร้อมหน้าอย่างสนุกสนาน เอร็ดอร่อย  นี่แหล่ะ “ครอบครัวที่อบอุ่น”ที่ผมโหยหาและต้องการที่สุดในชีวิต