“เอาประชาชน เป็นศูนย์กลาง”
“เอาประชาชน เป็นศูนย์กลาง”มันเป็นเพียงคำพร่ำหรูๆที่เรายกมาอ้างบ่อยๆ แต่จริงๆแล้ว ทุกวันนี้เราจมปรักอยู่ในกองเอกสารและสลบคากองข้อมูลที่เราใช้เวลาส่วนมากทุ่มเทในสิ่งเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงเพราะเราและนักวิชาการทั้งหลายและผู้บริหาร สร้างขึ้นมาเพื่อวัดระดับ ความเป็นมนุษย์เงินเดือน มันจึงเกิดปัญหาเป็นคำถามคาใจผู้ปฏิบัตินับไม่ถ้วน เพราะคนทำงานไม่ได้คิด เนื่องจากคนคิดไม่ได้ทำงาน ส่วนหนึ่งในความเป็นจริงที่มีอยู่ คนทำงานจริงๆไม่มีเวลาสนใจว่า แต่ละเวลาในแต่ละวัน ตนเองทำอะไรไปบ้าง คนทำงานจริงๆไม่สนใจอย่างจดจ่อว่า สิ้นปีงบประมาณ ตนเองจะได้เลื่อนเงินเดือนเท่าไหร่? คนทำงาน จริงๆนั้น ต้องทำด้วยใจรักและมีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า ผลตอบแทนที่ได้คือ “ศรัทธา”แม้มันตีค่าเป็นเงินไม่ได้ มีแต่รอยยิ้มที่กลั่นกรองมาจากสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ หรือผู้มีส่วนร่วม ด้วยกัน
ทุกวันนี้ วิปริตกันไปใหญ่ มากคนหวังว่าระบบราชการใหม่จะทำให้คุณภาพบุคลากรดีขึ้น มีระเบียบดีขึ้น แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้ายนิดๆเพื่อเผื่อเตือนใจในขณะที่ยังไม่สายเกินไปว่า คิดผิด คิดใหม่ ได้นะ คิดเผื่อไว้วันนี้ดีกว่า เพราะที่แท้ ระบบแท่งเงินเดือนนั้น มันก็คือ วรรณะ แนวตั้ง ดีๆนี่เอง สังเกตได้จากบุคลากรสาธารณสุขระดับผู้บริหารหน่วยงานระดับตำบล ดิ้นรนเข้าแท่งวิชาการ ทั้งๆที่บางคนเรียนจบวิชาเอกเจ้าหน้าที่บริหารสาธารณสุข ไม่ได้เรียนจบเอกวิชาการสาธารณสุข แท่งทั่วไป กับแท่งวิชาการ จึง แตกต่างกัน แตกต่างกันจริงๆไม่มีใครเถียง ใครไม่เข้าใจแต่ผมเข้าใจดีว่าเพราะอะไร? เพราะอะไร? วกกลับมาถึงเรื่องการประเมินผลงาน ไม่มีเลย ไม่มีเลยจริงๆ ไม่มีตัวชี้วัดใดๆที่เป็นการให้ผู้รับริการหรือผู้รับประโยชน์ เป็นผู้ประเมิน บางคนทำงานจนสำนักงาน สวยสุดยอดไม่มีที่ติ แต่ชาวบ้านกลับไม่รู้จัก
แสดงว่า ชาวบ้านอาจไม่ชอบ หรือ เขาอาจไม่เคยเอาเท้าไปเหยียบดิน ผลงานเยี่ยมเพราะเอกสารเพียบ ขณะที่คนเปื้อนฝุ่นที่ทำงานแต่ขี้เกียจเขียนๆๆๆๆ นั้นมีค่าเท่ากับ 0 ราชการจึงมีแต่ 0 และ สูญ อยู่ที่ว่าคนแต่ละคน จะเลือกข้างไหน ระหว่าง สร้างภูเขาเอกสาร หรือ เคียงข้างกับประชาชน