แผ่นดินอีสานถึงสิแห่งแล้งปานได๋ กะบ่เคยลืมบุญบ้านเฮาดอก

ช่วงนี้หน้าร้อนเดือนมีนาคม มีงานที่ทุกคนรู้ดีคืองานบุญผะเหวด

ครับ ผมก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากครับ เพราะว่าบ้านผมเป็นบ้านที่เล็กๆ ไม่ได้จัดงานบุญผะเหวดเหมือนกับบ้านอื่นๆ พอได้มาเห็นงานบุญผะเหวดผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้พบเจอมีทั้งขบวนแห่ผะเหวด แห่พระเวสสันดรเข้าเมือง มีการเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ต่างๆ บนศาลาทำดอกไม้ประดับ เห็นมีดอกสะแบงมาร้อยเป็นพวงพุ่มระย้า สวยงามมาก ผมไม่ได้ถามผู้รู้ว่าคืออะไร แต่สิ่งที่ได้เจอรู้สึกว่าบ้านตัวเองน่าจะทำบ้าง คงสนุกน่าดูเหมือนกับงานที่ผมได้เห็น

มีการแห่ข้าวพันก้อนตอนตี 3 ตี 4 แล้วขึ้นบนศาลา ผมไม่อยากเขียนอะไรมากมายครับเพราะผมไม่มีความรู้จริงๆ เอาเป็นว่าผมอยากให้บ้านของผมมีงานบุญผะเหวดบ้างคงสนุกน่าดูครับ

การหาอยู่หากินของคนอีสาน ในหน้าร้อน คงหนีไม่พ้นการหาแหย่ไข่มดแดง  แล้วแกงใส่ผักหวาน

"แซบหลาย"

ผมได้ออกไปข้างนอก ไปตามทุ่งนาหน้าแล้ง เห็นความแห้งแล้งของแผ่นดินอีสาน

เสียงนกกาเหว้า ร้องเรียกหากัน แว่วเสียงอันแหลมบาดหู ฝ่าความแห้งแล้งมาแต่ไกลๆ ไม่นานอีกตัวก็ร้องตอบกลับมา นกเอี้ยง นกกระจอก นกกระจาบ ร้องหยอกล้อกันบนต้นไม้โดยไม่ได้แยแสต่ออากาศที่ร้อนเลย แดดเต้นเป็นตัวๆ มันช่างตัดกับสีของฟางข้าวที่ตายแล้วเป็นสีน้ำตาลไหม้ เหมือนว่าเป็นบ้านของแดด จนแทบมองออกไปไม่ได้ต้องหรี่ตาลง เพราะไม่อาจสู้แสงแดด ที่กำลังสนุกสนานอยู่ตามท้องทุ่งได้

เด็ก 2 คน ขี่จักรยาน ผ่านไป ไปจอดที่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ ไม่นานเขาก็เดินดุ่มๆ ฝ่าความแห้งแล้งไป ไม่รู้ว่าที่หมายคืออะไร ลมหัวกุดพัดมาแต่ไกล หาบเอาความแห้งแล้งผ่านไป ผ่านท้องนาที่โดนเผา สีของลมหัวกุดก็เปลี่ยนไปจากสีขาวเป็นสีดำ แล้วเลยผ่านไปทางลูกรัง สีของมันก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฝุ่น แล้วหายลับไปทางทุ่งกว้าง

"คือแห่งแล้งแท้น้อ" เสียงหนึ่งบ่นกับตัวเอง

ทุ่งนาแห้งแตกเหิบ ดูไร้สิ่งมีชีวิต  แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆอยู่ นั่นคือ "จิ่งหรีด" มันอาศัยอยู่ตามท้องนาหน้าแล้ง

ลมแล้งพัดมาอีกคราว หอบเอาทั้งความเย็นร้อนกระทบใบหน้า ไม่รู้ว่าจะสดชื่นดีหรือเปล่า

"โป่ง โล่ง  โป่ง โล่ง " เสียง งัวของเด็กน้อย 2 คนเดินมาแล้ว เด็กน้อย 2 คน มา "เขี่ยนงัว" นั่นเอง ผมจะให้ความหมายของคำว่า "เขี่ยนงัว" ว่าอย่างไรดี มันเป็นภาษาอีสาน ถ้าแปลเป็นภาษาไทย คงคล้ายๆ กับว่า ไปดูแลวัว ที่เลี้ยงไว้ไปเอาน้ำให้กิน แล้วเปลี่ยนที่เลี้ยงใหม่ เพราะวัวมันกินอยู่ที่เดิมหญ้ามันหมดแล้ว

เด็กน้อยพางัวของตัวเองไปกินน้ำทางหนองใหญ่ เสียงนกกาเหว้า นกเอี้ยงยังไม่ได้หยุดร้อง มันยังคงร้องทักกันแล้วหยอกล้อกันสนุกสนาน หญิงหนึ่งยังคงแบกไม้แหย่ไข่มดแดงไปตามต้นไม้ใหญ่เรื่อยๆ ทั้งที่ต้นไม้ก็ไม่เหลือใบแล้ว

งัว ของเด็กน้อยไม่รู้ว่าจะกินอะไร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ ความแห้งแล้งสีน้ำตาลไหม้ ไม่เห็นมีส่วนไหนที่เป็นสีเขียวเลย

"คิดฮอดบ้านแท้ๆ ถ้าบ้านเฮามีงานบุญผะเหวด คือสิหม่วนแท้"

"สงกรานต์ ต้องกลับบ้านไป ไหว้พระ พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ให้ได่"

ใครสักคนบอกกับตัวเอง

แผ่นดินอีสานแห้งแล้งปาดใด๋ กะบ่เคยลืมงานบุญบ้านเฮาดอก