ฉลาดปรุง
ปรุงอย่างประหยัด
1.ปรุงอาหารกินเองที่บ้าน : ถ้าสามารถปรุงอาหารกินเองที่บ้านได้ในบางวัน เช่น วันหยุดจะสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณได้และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับครอบครัว
2. ดัดแปลงอาหารที่เหลือเป็นอาหารจานใหม่ เช่น ผัดคะน้า นำมาต้มจับฉ่ายผสมกับผักอื่นๆ เติมเต้าหู้ หรือน้ำแกงส้มที่เหลือสามารถเติมถั่วฝักยาว มะละกอ แครอท ผักบุ้งได้ ผลไม้ที่เหลือหลายชนิดอย่างละเล็กน้อย นำมาทำเป็นสลัดผลไม้ ปลาทูที่เหลือนำมาทำเป็นน้ำพริกปลาทู กินกับผักสด ผักลวกต่างๆ ทำให้ได้อาหารจานใหม่และใช้ประโยชน์จากอาหารได้คุ้มค่า ไม่มีอาหารเหลือทิ้ง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ทำอาหารปริมาณมากกินได้หลายมื้อ : ในการทำอาหารแต่ละครั้งในยุคข้าวยากหมากแพง ไม่ต้องทำหลายอย่าง ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ทำอย่างละมาก ๆ เช่น ต้มไข่พะโล้หนึ่งหม้อใหญ่ กินได้ทั้งวัน อาจเติมหน่อไม้จีนหรือผักอื่นลงไปด้วย หรือกินร่วมกับผักสด เช่น แตงกวา ผักกาดหอม หรือผักกาดขาวหรือผักคะน้ำลวก ก็ดี
4. ใช้เครื่องปรุงรสแต่น้อย เท่าที่จำเป็น : การปรุงอาหารแต่ละครั้งควรเลือกใช้เครื่องปรุงรสพอมีรสชาติเท่านั้น และไม่ควรปรุงอาหารให้มีรสหวานจัด เค็มจัด ซึ่งนอกจากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแล้ว การกินอาหารรสหวานจัด เค็มจัดมากๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกใช้เครื่องปรุงรสที่มีการเติมสารอาหารเช่นเกลือเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีนและธาตุเหล็ก เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่า
5. หุงข้าวผสมข้าวโพด/ถั่ว/เผือก/มัน : ใส่เพื่อเพิ่มวิตามินและยังได้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มด้วย และตอนนี้ข้าวราคาแพงจึงใส่ข้าวโพด ถั่ว เผือก มัน เสริม เข้าไปในข้าว เราก็จะใช้ข้าวในปริมาณน้อยลงอีกด้วย
6. ดัดแปลงเมนูอาหาร : เช่น ไข่พะโล้ปกติใส่หมูกับไข่เท่านั้น ก็เปลี่ยนจากหมู มาเป็นเต้าหู้แทนก็ได้ เช่นกัน และราคายังถูกกว่าอีกด้วย
7. อาหารบางชนิดซื้อถูกกว่าปรุงเอง : แกงเขียวหวาน ถ้าซื้อเป็นถุงก็ 20 – 25 บาท แต่ถ้ามาปรุงกินเองจะมีทั้งค่ากะทิ ไก่ มะเขือเปราะ แถมยังเสียเวลาทำนาน ดังนั้น ควรพิจารณาว่าอาหารชนิดไหนถูกหรือแพงกว่ากัน
