ชีวิตมนุษย์จำนวนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่ของโลก ในปัจจุบัน ดูจะมีสิ่งยึดเหนี่ยวน้อยลง    เพราะความปลอดภัยก็ดีขึ้นมาก   อะไรๆ ก็มีให้กินให้ใช้   หรือผลิตได้เกินพอ   ไม่ต้องกังวลกับความอดอยาก    ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตแบบเลื่อนลอย ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว    เป็นชีวิตที่ไร้สาระ

 
          ผมคิดว่า “สาระแห่งชีวิต” ที่คนเราแต่ละคนกำหนดให้แก่ตนเอง เป็นเรื่องใหญ่มากในการกำหนดวิถีชีวิตของแต่ละคน

 
          เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ก.พ. ๕๓ ผมอ่าน นสพ. มติชนสุดสัปดาห์   คอลัมน์ คนแคระบนบ่ายักษ์ โดยแพทย์ พิจิตร เรื่อง วิกฤตการเมืองการปกครองสมัยใหม่ (๒)    เล่าเรื่องของฝรั่ง ที่เดิมยกอำนาจของผู้ปกครอง ว่าได้รับมาจากพระเจ้า    พอพระเจ้าโดนกาลิเลโอสั่นคลอนอำนาจ   ก็มี Thomas Hobbes เสนอทฤษฎีใหม่ ว่าอำนาจของผู้ปกครองมาจากการมอบโดยปวงประชามหาชน

 
          คือมนุษย์ต้องการผู้ปกครอง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพื่อทำให้สังคมยึดโยงอยู่ด้วยกัน   ปกป้องสังคมจากการรุกรานภายนอก   และเพื่อความสงบสุขภายใน   ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงยอมให้ผู้ปกครองกำหนดวิถีชีวิตของตน   แต่นั่นคือแนวคิดของปราชญ์ทางการเมืองสมัยเกือบ ๔๐๐ ปีมาแล้ว

 
          สาระแห่งชีวิตของผมไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจปกครองบ้านเมือง    ไม่ต้องการตำแหน่งการเมืองหรือตำแหน่งราชการ    แต่อยู่ที่การมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้น ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น   เน้นที่บทบาทของคนเล็กคนน้อย   เน้นที่การเรียนรู้ และการจัดระบบ

          ผมไม่เชื่อในระบบที่มอบอำนาจปกครองบ้านเมืองให้คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างถาวร    เพราะจะทำให้เกิดการหลงตัวหลงอำนาจ และสร้างระบบการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง คนใกล้ชิด หรือเฉพาะกลุ่ม ได้ง่าย 

          แม้จะมอบอำนาจชั่วคราว ผมก็เชื่อว่าพลเมืองต้องหมั่นตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครอง    และคอยส่งเสียงเตือนหรือบอกความต้องการของตน   ผมทำหน้าที่นี้ใน บล็อก http://gotoknow.org/blog/thai-politics

          ในหนังสือ What the Dog Saw เรื่อง Million-Dollar Murray ผมได้ความคิดเรื่องแรงยึดเหนี่ยวทางใจของคน   ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตวิทยา   เป็นเรื่องของสมองของสัตว์ที่มีสมองส่วนหน้า (Neocortex) พัฒนามาก   จึงมีมิติเชิงอารมณ์ที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ   ในเรื่องนี้ คุณ Murray พระเอกของเรื่อง เป็นคนไร้บ้าน   ที่ก่อปัญหาทางการแพทย์ ต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินเป็นประจำ ก่อความสิ้นเปลืองปีละเกือบล้านดอลล่าร์   แต่แกเป็นคนอัธยาศัยไมตรีดีมาก   และถ้ามีคนมาบงการชีวิตของแก แกก็จะประพฤติตน ทำมาหากินอย่างรับผิดชอบ และงดดื่มสุราได้   แต่เมื่อแกมีอิสระ ก็จะกลับไปหาสุราอีก จนเสียงานและตกงานอีก เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป      

          ใครโชคดี ได้พัฒนาจิตตปัญญา และวินัยในตนให้เข้มแข็ง จนตนเองเป็นเครี่องยึดเหนี่ยวของตนเอง   คือพึ่งตนเองทางใจ หรือทางอารมณ์ได้   ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก ไม่ว่าระบบการเมืองการปกครอง หรือระบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของขลัง คนเช่นนั้นถือว่าโชคดีในชีวิต   แต่คนแบบนั้นเอง ก็ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ดี ในนามของความเป็น “โพธิสัตว์”   หรือการดำรงชีวิตเพื่อความหลุดพ้น   ชีวิตของโพธิสัตว์ คือชีวิตของการทำดีเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน 

          เมื่อเช้า ผมขับรถไปส่งลูกสาวและป้าที่ดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางไปเชียงใหม่ ไปเยี่ยมลูกชายที่ป่วยเป็นไข้สูงหนาวสั่น ไปเข้ารับการรักษาที่ รพ. มหาราชนครเชียงใหม่   ทางคณะแพทยศาสตร์ มช. เขาช่วยเหลืออย่างดียิ่งเป็นที่ประทับใจ   ผมอธิบายให้ครอบครัวฟังว่า    ความช่วยเหลือระดับ ๕ ดาวนี้ ไม่ได้มาจากความ “ยิ่งใหญ่” เชิงอำนาจ   แต่มาจากความยิ่งใหญ่ของไมตรี   เพราะในช่วงเวลา ๕ – ๖ ปีมานี้ ผมได้อาวุธวิเศษประจำกาย (ที่จริงประจำใจมากกว่า)    คือ AI – Appreciative Inquiry เอาไว้ให้กำลังใจคนทำงาน และทำความดี   โดยผมใช้อาวุธนี้อย่างแยกแยะ   คือถ้าไม่ดีจริง หรือดีหลอกๆ ดีแบบผักชีโรยหน้า ผมก็ไม่ชม  

          เท่ากับสาระแห่งชีวิตในตอนนี้ของผม คือการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” จัดการความรู้ของสังคมไทย ตามกำลังความสามารถเท่าที่ทำได้  

          ตรงกันข้ามกับแนวคิดด้านการเมืองการปกครอง ที่ส่งพลังมาจากข้างบน   แต่ “คุณอำนวย” ส่งพลังจากข้างล่าง   แต่ให้ผลที่ความมั่นคงวัฒนาถาวรของบ้านเมืองเหมือนกัน  

 

 
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.พ. ๕๓