มาตรา ๔ วรรคสาม ของ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ระบุนิยามการศึกษาตลอดชีวิตดังนี้ “การศึกษาตลอดชีวิต หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”
ผมมีอคติส่วนตัวว่า การศึกษาตลอดชีวิตต้องตั้งต้นคิดที่ตัวพลเมืองหรือประชาชน ไม่ใช่คิดเริ่มต้นที่ระบบการศึกษา และ การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องอยู่ในที่ทำงานและที่ดำรงชีวิต ดังนั้น ต้องส่งเสริมให้ที่ทำงาน และสังคม/ชุมชนในภาพกว้าง เข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาที่ทำงานและพัฒนาสังคม/ชุมชน นั้นเอง
โดยที่ระบบการศึกษาต้องสร้างนิสัยและทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่พลเมือง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และอยู่ในระบบการศึกษาในระบบ ซึ่งหมายความว่าครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องเป็นบุคคลที่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ต่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งในปัจจุบัน ความเป็นจริงตรงกันข้าม แสดงว่าการแปลทฤษฎีสู่การปฏิบัติมีปัญหา ผมเคยได้ยินครูพูดว่า “เรียนอีกแล้วเหรอ ปวดหัว” “อย่าพูดเรื่องเรียน ปวดหัว” ซึ่งสะท้อนภาพความล้มเหลวของระบบการศึกษาอย่างชัดแจ้ง
ผมมีอคติว่า เครื่องมือที่ดีที่สุดของการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ KM และการก่อตั้ง สคส. ก็เพื่อทำงานรับใช้สังคมไทยในด้านนี้
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.พ. ๕๓