ความสุข หมายถึง ความอยู่ดีมีสุขเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ |
คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะคิดว่า ในที่สุดแล้วบุคคลย่อมคำนึงถึงหรือแสวงหาความสุข
ถ้าเช่นนั้น มีคำถามว่า ความอยู่ดีมีสุขจะสามารถวัดจากระดับความสุขของประชาชนได้หรือไม่
คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะความอยู่ดีมีสุขไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสุข
แต่ละบุคคลอาจจะรู้สึกมีความสุข หรือไม่มีความสุข โดยไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่า
เขาใช้ชีวิตอย่างไร บุคคลผู้ที่มีความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ มีการศึกษาดี อาจไม่มี
ความสุข ทั้งๆ ที่เขาหรือเธอผู้นั้นมีความเพียบพร้อมทุกด้าน มีมาตรฐานการดำรงชีวิตในระดับสูง
ในทางตรงกันข้าม ตัวอย่างในประเทศอินเดีย คนเป็นจำนวนมากมีชีวิตอยู่อย่างยากเข็ญไม่สามารถเข้าถึงบริการความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตใดๆได้ แต่เขาเหล่านั้นอาจจะมีความสุข เนื่องจากมีความเชื่อทางศาสนาว่าจะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าในชาติหน้าได้ จึงยอมทนทุกข์ทรมานในชาตินี้
เพื่อบำเพ็ญบุญกุศลให้กับชีวิตที่ดีกว่าในชาติหน้า ความเชื่อทางศาสนาเช่นนี้ อาจช่วยให้ประชาชนสามารถทนทุกข์ทรมานอยู่ได้อย่างมีความสุขในชาตินี้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ประชาชนเหล่านี้มีระดับ “ความอยู่ดีมีสุข” ที่ต่ำมาก ดำรงชีวิตอย่างไร้เกียรติภูมิ และไม่ได้รับการยอมรับในสังคม
“ความอยู่ดีมีสุข” คือ เครื่องชี้วัด “ภารกิจ” ที่บุคคลจะสามารถกระทำได้และหรือ
“สมรรถภาพ” ที่บุคคลมีอยู่ รัฐมีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องปรับปรุง ยกระดับมาตรฐาน “ความอยู่ดีมีสุข” ของประชาชน โดยการจัดบริการหรือจัดหาเครื่องมือต่างๆในอันที่จะสนับสนุนการพัฒนายกระดับความสามารถ และศักยภาพของประชาชน อาทิ การสนองตอบความต้องการด้านโภชนาการที่
เหมาะสม การป้องกันและกำจัดโรคภัยไข้เจ็บ การเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชาชน เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ความสำเร็จในการยกระดับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน จะทำให้ประชาชนมีความสุขเพิ่มขึ้นไปด้วยเสมอไป
คงจะไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน ถ้าหากจะ ระบุเพียงว่าการมีความสุขหรือไม่มีความสุข
เป็นเพียงความคิดคำนึง (person’s state of mind) ของปัจเจกบุคคล ประชาชนอาจมีความรู้สึกไม่มีความสุขร่วมกัน เมื่อมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในสังคมที่ส่งผลกระทบถึงคนหมู่มาก เช่น
ในกรณีที่มีเหตุหยุดยั้งการประกอบภารกิจ หรือบั่นทอนความสามารถของบุคคล ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความสุข ย่อมจะชี้ให้เห็นว่ามีสถานการณ์ที่ผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งรัฐต้องให้ความสนใจติดตามสาเหตุและแก้ไข ฉะนั้น ในบางกรณี ระดับความสุขหรือการไม่มีความสุข อาจจะใช้เป็นเครื่องชี้วัด ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนได้ในบางสถานการณ์ แต่ต้อง
เข้าใจว่า “ความสุข” เป็นคนละเรื่องกับ “ความอยู่ดีมีสุข” นอกจากนี้ การวัดความสุขยังขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิด (perception) ของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น จึงไม่ใช่เครื่องชี้วัดที่ได้มาตรฐาน เพราะระดับความสุขอาจเปลี่ยนแปลงไปได้โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับความเป็นอยู่ของประชาชนเลย ฉะนั้นเมื่อพิจารณาโดยเอกเทศ ความสุขจึงไม่ใช่เครื่องชี้วัดที่เหมาะสมในการวัดความอยู่ดีมีสุข ยกเว้นในบางกรณีดังที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น