รัฐธรรมนูญนอกจากจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ความพิเศษของรัฐธรรมนูญไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 19 ครั้งยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่นำมาสู่การวิเคราะห์การเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา

เพื่อทำความเข้าใจปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่ปรึกษามองย้อนวิเคราะห์โดยการศึกษาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยในการศึกษาได้กำหนดกรอบระยะเวลานับย้อนจากปัจจุบันไปจนถึง พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รวมระยะเวลาประมาณ 78 ปี ผ่านภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแห่งยุคสมัยจากรัฐธรรมนูญ 19 ฉบับของประเทศ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนอกจากจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ความพิเศษของรัฐธรรมนูญไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 19 ครั้งยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่นำมาสู่การวิเคราะห์การเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา รัฐธรรมนูญจึงถือเป็นเอกสารที่เก็บรวบรวมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน เมื่อวิเคราะห์รัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยจะสามารถแบ่งช่วงเวลาของการเมืองออกได้เป็น 6 ช่วงเวลา ได้แก่ พ.ศ. 2475-2500, พ.ศ. 2502-2516, พ.ศ. 2516-2521, พ.ศ. 2521-2535, พ.ศ. 2540-2550 และ 2550 ถึงปัจจุบัน  

 

ยุคที่ 1 พ.ศ. 2475-2500

ในยุคสมัยนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทย เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของรากฐานปัญหาการเมืองไทยสมัยใหม่ที่ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยการวิเคราะห์การเมืองในยุคดังกล่าวกระทำโดยผ่านการศึกษารัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ การเลือกตั้ง 9 ครั้งและการรัฐประหาร 10 ครั้ง ซึ่งทำให้เห็นการเมืองไทยที่เป็นสนามของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองเพียง 3 กลุ่มได้แก่ คณะราษฎรสายพลเรือน คณะราษฎรสายทหาร และกลุ่มจารีตนิยม โดยที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองไทยน้อยมาก ซึ่งผลลัพธ์ของการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นนำสายต่างๆ นั้นก็คือชัยชนะของกลุ่มจารีตนิยม ซึ่งเปลี่ยนแปลงสถานภาพของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างมาก นับได้ว่าสถาบันกษัตริย์ในขณะนั้นได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำอย่างสูงส่งเมื่อเทียบกับในช่วงรัฐประหารใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2475 จุดเด่นของการเมืองในยุคนี้คือการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง ซึ่งเกิดจากการที่คณะราษฎรซึ่งแต่เดิมก็ไม่ไว้ใจฝ่ายจารีตนิยมอยู่แล้ว

 

ในช่วงหนึ่งปีภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ได้เกิดกบฏบวรเดชขึ้น ซึ่งได้ทำให้คณะราษฎรอาศัยโอกาสนี้ในการจับ คุมขัง และเนรเทศฝ่ายจารีตนิยม และพ่วงมาถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหลายคน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) คณะราษฎร์สายทหารที่ไม่ผูกพันกับฝ่ายจารีตนิยม ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในการชักจูงของนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร์ ซึ่งให้ผลทางอ้อมคือ แม้จะสามารถต่อกรกับฝ่ายจารีตนิยมได้ แต่ก็เป็นการเปิดฉากการเมืองไทยภายใต้เผด็จการทหารต่อมาเป็นระยะเวลานาน

 

ในช่วงแรกของการเป็นนายกของพันเอก หลวงพิบูลสงคราม ท่านได้พยายามสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยขึ้นมาใหม่ภายใต้นโยบายรัฐนิยมหลายประการ เช่นการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามไปเป็นประเทศไทยในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งในกรณีดังกล่าว ดร. ชาญวิทย์ ได้วิเคราะห์ไว้ว่านั่นคือการแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดของระบอบเก่า (จารีตนิยมและชนชั้นนำนิยม) โดยชื่อประเทศใหม่ "ประเทศไทย" นั้นแสดงให้เห็นถึงดินแดนของคนไทยซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ

 

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์การเมืองก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสมาชิกระดับต้นๆ ของคณะราษฎรหลายคนได้เข้าร่วมต่อต้านญี่ปุ่นและฝ่ายอักษะในนามของเสรีไทย ซึ่งได้ทำให้คณะราษฎรได้ทั้งชื่อเสียง เกียรติภูมิ และอำนาจในทางการเมืองหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้คณะราษฎรสามารถกำจัดจอมพล ป. พิบูลสงครามออกไปได้ แต่เหตุการณ์ต้องพลิกผันหลังจากที่เกิดเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ใน พ.ศ. 2490 ซึ่งได้นำพาไปสู่การปฏิวัติในปีเดียวกัน โดยคณะปฏิวัติได้เชิญจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับเข้ามาเป็นนายก แต่การกลับเข้ามาเป็นนายกครั้งนี้ของ จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นการที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายจารีตนิยม ซึ่งแม้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2490-2500 จอมพล ป. ได้ใช้อำนาจเผด็จการอำนาจนิยมอย่างเต็มที่ แต่ก็โดนต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งเห็นได้จากการเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จอมพล ป. ก็รอดพ้นสถานการณ์ต่างๆ มาได้

 

ในการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองของจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น ท่านไม่ได้มีอำนาจอยู่ในมือเหมือนครั้งแรก แต่เป็นการบริหารอำนาจ โดยยืนอยู่บนดุลแห่งอำนาจระหว่างพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ซึ่งต่อมา พ.ศ. 2500 จอมพล ป. ก็หมดอำนาจทางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิง การเมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์

ยุคที่ 2 2502-2516

ใน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เป็นผู้ที่สามารถหยุดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายทหารและตำรวจได้ ทำให้ให้เขากลายเป็นผู้ปกครองเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม โดยลักษณะสำคัญของจอมพลสฤษดิ์ และนายทหารในยุคนั้นคือ (1) ไม่ได้เป็นนายทหารที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทำให้ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว (2) ความอ่อนแอของภาคประชาสังคมอันเนื่องจากการถูกกดดันในยุคก่อนหน้านั้นนั่นเอง (3) การสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดีแม้จอมพลสฤษดิ์ จะมีอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่ผู้นำทางการทหารในประเทศไทยยุคนั้นไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนัก โดยภายใต้การปกครองนี้ได้ปรากฏกลุ่มทหารอย่างน้อยสามกลุ่มที่มีแข่งขันกันมีอิทธิพลในการเมืองไทย กลุ่มหนึ่งได้แก่จอมพล ป. โดยผู้สนับสนุนกลุ่มนี้คือทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทในการเมืองก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น พลเอกมังกร พรหมโยธี พลตรีประยูร ภมรมนตรี และพลเอกเผ่า เพียรเลิศ เป็นต้น กลุ่มที่สองคือกลุ่มทหารที่นำโดยจอมพลผิณ ชุณหะวัน ซึ่งไม่ได้เคยมีบทบาทในทางการเมืองมาก่อนหน้านี้ แต่ได้เป็นกลุ่มทหารที่มีบทบาทในการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ซึ่งรวมทั้งพลตรีประมาณ อดิเรกสาร พลตรีสิริ สิริโยธิน ร้อยเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และพันเอกเผ่า ศรียานนท์ ภายหลังการปฏิวัติในครั้งนั้น จอมพลผิน ชุณหะวันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพบกจนวันเกษียณอายุ  ทหารกลุ่มที่สามและเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคือกลุ่มของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เองที่ประกอบไปด้วยนายทหารระดับกลางที่คุมกำลังในกองทัพ เช่น พันเอกถนอม กิตติขจร พันโทกฤษณ์ ศรีวะรา พันโทประภาษ จารุเสถียร ซึ่งภายหลังนายทหารเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับตำแหน่งสูงในกองทัพบก และบางคนได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495

 

นอกจากกลุ่มทหารที่มีบทบาททางการเมืองอย่างสูง เช่น สามกลุ่มที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกลุ่มนายทหารเรือ ได้แก่พลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการกองทัพเรือซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองใด ซึ่งในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งดังกล่าว กองทัพเรือไทยได้รับการกล่าวขานและได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง แต่ภายหลังจากความล้มเหลวของกบฏแมนฮัตตัน กองทัพเรือไทยได้ถูกลดบทบาทและงบประมาณเป็นอันมาก เพื่อป้องกันไม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองได้อีก

 

ยุคที่ 3 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517-2519

ในยุคดังกล่าวรูปแบบของรัฐบาลเผด็จการที่เคยควบคุมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป โดยภาคประชาสังคมนั้นได้เกิดการเคลื่อนไหวของนักศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องให้ประชาชนต่อสู้กับเผด็จการ ส่งผลทำให้ทหารได้เรียนรู้บทเรียนหลายประการจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนสามารถเอาชนะกองทัพได้ และที่สำคัญเป็นการพิสูจน์ว่า ยุคแห่งการมีส่วนร่วมทางการเมืองกำลังมาถึงแล้ว การตื่นตัวทางการเมืองของนักศึกษาในครั้งนั้นมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในสังคมเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่นโยบายการพัฒนาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และการที่บ้านเมืองได้พัฒนาไปหลากหลายยิ่งขึ้นจนมีความแตกต่างในสังคม รวมทั้งการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ มีมากขึ้น จึงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการพัฒนาทางการศึกษา นอกจากนั้นยังได้พิสูจน์ว่า เผด็จการอำนาจนิยมหรือเบ็ดเสร็จนิยมไม่สามารถปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ โดยมีการเคลื่อนไหวของประชาชนและความต้องการการมีส่วนร่วมทางการเมือง

 

อย่างไรก็ดียุคแห่งประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องสิ้นสุดไปในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและได้นำมาสู่การหยุดยั้งการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.  2517 และนอกเหนือจากนั้นที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ก็คือ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายใต้เครื่องแบบทหาร ภายใต้อำนาจของจอมพลประภาส จารุเสถียร ทหารได้แบ่งเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 7 หรือ จปร.7 ซึ่งได้รวมตัวทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง จัดตั้งเป็นกลุ่มทางการทหารที่มีอิทธิพลในชื่อยังเติร์ก (Young Turks) ซึ่งทหารกลุ่มนี้เกิดจากความไม่พึงพอใจในการรวมอำนาจและการเห็นแก่ตัวของนายทหารบางกลุ่มที่ทำให้เกิดความเสียชื่อเสียงต่อกองทัพ โดยกลุ่มยังเติร์กนี้มีผู้นำได้แก่พันเอกมนูญ รูปขจร และ พันเอกจำลอง ศรีเมือง

 

ต่อมาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นายทหารกลุ่มนี้สนับสนุนการรัฐประหารต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งของพลเรือน โดยแนวคิดที่ทหารกลุ่มนี้ใช้กล่าวกับสังคมคือ พวกเขาต้องการสร้างโครงสร้างทางการทหารใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพ ปราศจากอิทธิพลของทุนนิยมและการเมือง ทั้งนี้โดยการมีผู้นำที่ดี มีความรับผิดชอบ และมีความมุ่งมั่นที่จะนำเกียรติภูมิของทหารกลับคืนสู่กองทัพ ทหารกลุ่มนี้ต่อต้านนายธานินทร์ ไกรวิเชียร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และพยายามสนับสนุนนายทหารของกลุ่มเขาคือ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อย่างไรก็ดีการพ่ายแพ้ของทหารกลุ่มนี้ในเหตุการณ์กบฎ 1 เมษายน 2524 หรือกบฎเมษาฮาวาย ทำให้บทบาทและอิทธิพลของพวกเขาลดลง

 

กลุ่มนายทหารกลุ่มที่สองประกอบด้วยนายทหารระดับสูงในกองทัพ ซึ่งถึงแม้พวกเขาจะมียศทางการทหารในระดับสูง แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญแต่ปราศจากกำลัง และกำลังค่อยๆ สูญสลายอำนาจของตนเอง โดยกลุ่มนายทหารสำคัญในที่นี้ ได้แก่ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ พลเอกยศ เทพหัสดินทร์ฯ และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กลุ่มนายทหารกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกับพวกยังเติร์ก และไม่ได้ต้องการสร้างเกียรติภูมิของทหาร แต่ต้องการสร้างการพัฒนาทางการเมืองในฐานะเป็นการพัฒนาของประเทศ ผู้นำของกลุ่มนี้เช่น พลเอกระวี วันเพ็ญ พันเอกชวัช วิสุทธิพันธุ์ และพันเอกทรงศักดิ์ สุยานนท์ นายทหารกลุ่มนี้เห็นว่าประเทศชาติควรจะดำเนินไปด้วยประชาธิปไตยที่แท้จริง และได้พบปะหลายครั้งกับนายประเสิรฐ ทรัพย์สุนทร อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่กลุ่มนายทหารกลุ่มนี้ได้สลายตัวใน พ.ศ. 2524 จากความกดดันของนายทหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งคือคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 66/2523 ที่ได้เปลี่ยนแปลงหน้าตาการเมืองไทยโดยอย่างสิ้นเชิง  กลุ่มทางการเมืองกลุ่มสุดท้ายที่เป็นปรปักษ์กับนายทหารกลุ่มยังเติร์กได้นั้นประกอบไปด้วยนายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 5 โดยมีผู้นำคือ พันเอกสุจินดา คราประยูร พันเอกอิสรพงศ์ หนุนภักดี ซึ่งได้มีบทบาทต่อต้านนายทหารกลุ่มยังเติร์กมาโดยตลอด และส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายครั้งในเวลาต่อมา

 

ยุคที่ 4 พ.ศ. 2521-2535

การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่อีกครั้งเมื่อนายเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เผชิญหน้ากับการรัฐประหารในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 โดยกลุ่มยังเติร์กซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารกล่าวอ้างว่าเป็นไปเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 4 ปีเป็นจำนวน 3 ครั้ง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช้าจนเกินไป คณะรัฐประหารต้องการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในหนึ่งปีหลังการรัฐประหาร และแต่งตั้งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารบกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในเวลาต่อมานายทหารกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนไปสนับสนุนพลเอกเปรม ตินสูลานนท์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

 

อย่างไรก็ตามใน พ.ศ. 2524 นายทหารกลุ่มนี้ก็พยายามยึดอำนาจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 1 เมษายน 2524 โดยผู้นำคือ พลเอกสันต์ จิตปฏิมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในปีถัดมาคือในวันที่ 9 กันยายน 2525 ก็ได้เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เดินทางอยู่นอกประเทศ โดยผู้นำการรัฐประหารคือ พลเอกเสริม ณ นคร และพันเอกมนูญ รูปขจร ซึ่งเป็นการยึดอำนาจที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งหลังจากได้รับการต่อต้านโดยพลเอกเธียรชัย สิริสัมพันธ์

 

ในวันที่ 29 เมษายน 2531 พลเอกเปรม ปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง จึงเปิดโอกาสให้พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคที่ไดรับคะแนนเสียงมากที่สุด แต่ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะปฏิวัตินำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ยึดอำนาจของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน และได้แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักธุรกิจและนักการทูตเป็นนายกรัฐมนตรี

 

 

ยุคที่ 5 พ.ศ. 2540-2550

หลังจากที่ประเทศไทยต้องผ่านเหตุการณ์ล้มลุกคลุกคลานทางการเมืองหลายครั้ง เกิดเหตุการณ์รัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง เกิดการไร้เสถียรภาพในการบริหารงานของรัฐบาล มีการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างข้าราชการการเมือง และข้าราชการประจำ และมีการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ในที่สุดจึงได้มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองโดยการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปสร้างโครงสร้างการเมืองที่มีความเหมาะสม โดยในระหว่างการที่มีการร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ได้มีการให้การศึกษาทางการเมืองและกระตุ้นให้ประชาชนมีความสนใจทางการเมือง ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนเขียนเอกสารแสดงความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญไปให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และในการร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเลือกตั้งผู้แทนของแต่ละจังหวัดให้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ในที่สุดรัฐธรรมนูญนี้จึงได้รับการขนานนามว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

 

รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการวางรากฐานธรรมาภิบาลของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางการเมืองการปกครองที่เป็นแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง รวมถึงขานรับแนวคิดเรื่อง “ธรรมาภิบาล” (Good Governance)  อันเนื่องมาจากกระแสจากภายนอกประเทศที่เชื่อว่า วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 หรือ ที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการที่ไม่ดี โดยสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายสำคัญที่จะวางรากฐานของสังคมให้เข้มแข็ง ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ โดยจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ วางโครงสร้างทางการเมืองของไทยให้เข้มแข็ง โดยให้การจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ไปจนถึงการวางรากฐานธรรมาภิบาลการบริหารจัดการประเทศ ด้วยการปรับโครงสร้างระบบราชการให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดบริการสาธารณะให้ประชาชนในท้องถิ่น (อุวรรณโณ, การสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในสังคมไทย 2542)

 

          แต่ผลของรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมให้ภาคการเมืองเข้มแข็ง ส่งผลให้ภาคราชการเริ่มลดบทบาทลง และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลถูกแทรกแซง นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงของประชาชน แม้ว่าการบริหารจัดการประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ลดความไม่สมดุลในหลายเรื่อง อาทิ การลดขนาดภาคราชการ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ และคำนึงถึงความต้องการของประชาชนผู้รับบริการมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ทำให้ภาคการเมืองมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพเป็นอย่างมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการจัดตั้งรัฐบาลในการบริหารประเทศโดยพรรคเดียว ขณะที่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีปัญหาการถูกแทรกแซงจนทำให้ปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้น มีมูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้าน จนทำให้หลายภาคส่วนในสังคมเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยประชาชนหลายกลุ่มอาชีพได้รวมตัวและชุมนุมยืดเยื้อ และได้ขยายระดับความรุนแรงมากขึ้นจากการชุมนุมในสถานที่สาธารณะไปสู่การปิดถนนและสถานที่ราชการ ความขัดแย้งขยายวงกว้างกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนในสังคม และนำมาสู่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2550) ในที่สุด

 

ยุคที่ 6 พ.ศ. 2550 ถึงปัจจุบัน

ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้เกิดการรัฐประหารโดยหัวหน้าคณะรัฐประหาร คือ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน โดยอ้างจากเหตุการณ์ความแตกแยกทางการเมืองในขณะนั้น อย่างไรก็ตามการรัฐประหารครั้งนี้ก็มิสามารถหยุดยั้งหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขความแตกแยกทางการเมืองได้ แต่ได้ไปสร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับการเมืองในประเทศไทย จนส่งผลกระทบไปถึงสถาบันการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร รัฐธรรมนูญ สถาบันตุลาการ และในที่สุดแล้วก็คือสถาบันองคมนตรีซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความรุนแรงและความละเอียดอ่อนดังที่ปรากฎในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ดี แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 จะได้เปิดพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ตามเจตนาที่ตั้งไว้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง เพื่อลดเงื่อนไขและเปิดโอกาสการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่ภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้น แต่ภายหลังจากการประกาศใช้ และมีการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ผลการเลือกตั้งไม่สามารถลดปัญหาความขัดแย้งลงได้ เนื่องจากกลุ่มคนในสังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองก็ดำเนินไปเช่นเดียวกับช่วงก่อนการรัฐประหาร สถานการณ์ความขัดแย้งและการแบ่งฝักฝ่ายในสังคมในช่วงปี 2551-2552 มีความชัดเจนและขยายวงกว้างไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และขยายลึกไปถึงระดับครอบครัวและชุมชน รัฐบาลไทยในขณะนั้นพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น รัฐสภา ตุลาการ แต่ความรุนแรงยังเกิดต่อเนื่องจนกระทั้งส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ มีความล่าช้า ด้อยประสิทธิภาพลง ตลอดจนสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจหลายครั้งหลายหนรวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมที่มีความเครียด ความวิตกกังวล และหวาดระแวงเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ความสุขของคนในสังคมลดลง รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศที่ถดถอยลงอีกด้วย