บาดแผลบนความหวังดี
รายการโทรทัศน์ทุกวันนี้ โปรดทบทวนตัวเองว่าเป็นผู้หนึ่งที่ กระหน่ำซ้ำเติมให้บาดแผลทางใจของเด็กๆที่ถูกสัมภาษณ์เปิดกว้างขึ้นหรือไม่ กว่าจะจบกระบวนการตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงจุดให้การช่วยเหลือ เด็กจะถูกเปิดแผลของเหตุการณ์อันเลวร้ายจากการถูกสัมภาษณ์ตลดเวลา ไม่มีเวลา เยียวยา ไม่มีเวลาได้พักรักษาใจ การสัมภาษณ์เด็กส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานของความหวังดีที่ต้องการช่วยเหลือ แต่เราก็ต้องระวังอย่าไปเปิดแผลทางใจอย่างมากมายโดยมิได้ปิดแผลทางใจให้กับเด็กเลย การสัมภาษณ์ในลักษณะเจาะลึกเพื่อให้ได้เนื้อหาให้มากที่สุด ถ้าเป็นการสัมภาษณ์เรื่องราวทางวิชาการ หรือเรื่องราวของสังคมวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ บรรยากาศของการสัมภาษณ์ก็จะดูดีไม่อึดอัดทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์เองก็รู้สึกภูมิใจ ปลื้มใจ รู้สึกเป็นภาพลักษณ์ของตนเองที่ดี รู้สึกเป็นมโนทัศน์ต่อตนเองในด้านดี แต่ถ้าเรื่องที่สัมภาษณ์เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่ต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ถูกสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ในลักษณะเจาะลึกและเน้นก็จะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อึดอัด อึกอัก มีความรู้สึกที่ถูกเปิดแผลทางใจให้กว้างขึ้น ให้ลึกขึ้น ทำให้บาดเจ็บและปวดร้าวมากขึ้น ผลจากการสัมภาษณ์จะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความรู้สึกอับอาย เสียหน้า เสียภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง และรู้สึกเป็นมโนทัศน์ต่อตนเองในด้านลบ บางคนหลังจากถูกสัมภาษณ์แล้วกลับมาต้องหวนคิดทบทวนว่าพูดอะไรไปการสัมภาษณ์จะมีผลกระทบต่อตนเองอย่างไร อาจคิดซ้ำย้ำอีกหลายวัน บางคนหลังจากถูกสัมภาษณ์ก็เกิดภาวะซึมเศร้าท้อถอยไปเลยก็มี ผมคิดว่าถ้าผู้ที่ถูกสัมภาษณ์เป็นผู้ใหญ่ก็คงจะพอทำเนา เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ มิช้ามินานก็สามารถปรับจิตใจได้ แต่ถ้าผู้ที่ถูกสัมภาษณ์เป็น เด็กซึ่งผมพบว่ามีรายการที่สัมภาษณ์เด็กอยู่ประปรายที่สัมภาษณ์เรื่องราวของเด็กหรือเหตุการณ์ที่เคยกระทบกระเทือนจิตใจเด็กมาก่อน เช่น การสัมภาษณ์เด็กที่ถูกกระทำทารุณทางร่างกาย ถูกกระทำทารุณทางเพศ เป็นต้น การสัมภาษณ์เด็กกลุ่มนี้ถ้าไม่ระมัดระวัง และถ้าผู้สัมภาษณ์มุ่งเน้นที่เนื้อหาและเน้นให้ได้อารมณ์ต่อผู้ชมที่อยู่ทาง บ้านจนเกินไป สิ่งนี้จะกระทบจิตใจเด็กมาก เพราะเป็นการตอกย้ำ เป็นการเปิดแผลใจให้มากขึ้นและมีผลกระทบต่อมโนทัศน์ส่วนตนของเด็ก ผมเขียนคำว่า "มโนทัศน์ส่วนตน" หรือมโนทัศน์ของตนเองมาหลายครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนจึงขออธิบายความหมายของคำว่ามโนทัศน์ของตนเองว่ามีความหมายดังนี้คือ เป็นภาพของบุคคลนั้นๆ ถ้าเป็นเด็กก็เป็นภาพของตัวเด็กที่มีอยู่ในใจของตนเอง เช่น ภาพของตนเองว่าเป็นเด็กดี ภาพของตนเองว่าเป็นเด็กเก่งฉลาดหรือภาพของตนเองว่าเป็นเด็กไม่ดีเป็นเด็กที่มีมลทิน เป็นต้น มโนทัศน์เหล่านี้เกิด จากการที่สังคมตอกย้ำและสะท้อนให้เด็กทราบอยู่เรื่อยๆ ว่าตนเป็นอย่างนั้น ถ้าเราย้ำถามแต่เรื่องที่เป็นเหตุการณ์อันเลวร้ายอยู่เรื่อยๆ เช่น เด็กที่ถูกข่มขืน เป็นต้น เช่น ถ้าเด็กต้องถูกซักถามจากตำรวจ ซักถามจากหมอ ซักถามจากสื่อมวลชน ซักถามจากศาลในกระบวนการยุติธรรม กว่าจะจบกระบวนการตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงจุดให้ความช่วยเหลือ เด็กจะถูกเปิดบาดแผลของเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาได้เยียวยา ไม่มีเวลาได้พักรักษาใจ กระบวนการที่เราปฏิบัติต่อเด็กทั้งหมดนี้แม้จะอยู่บนรากฐานของความหวังดี และปรารถนาดีก็ตาม หรือดูประหนึ่งว่าเราเมตตาเด็กก็ตาม กระบวนการเหล่านี้กลับเป็นตัวสอดใส่และยัดเยียดให้เด็กมีมโนทัศน์ของตนเองในด้านติดลบ อาจมีผู้ที่สงสัยว่าเวลาที่จิตแพทย์ให้การรักษาเด็กนั้น จิตแพทย์ก็ต้องถามประวัติและเหตุการณ์โดยละเอียดเหมือนกัน จิตแพทย์ทำได้คนอื่นๆ ก็น่าจะสัมภาษณ์ซักถามเด็กได้เหมือนกันไม่น่าจะทำให้เด็กมีปัญหาอะไร ผมขอเรียนว่างานของจิตแพทย์นั้นมีเป้าหมายเพื่อเยียวยาแก้ไขปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาทางพฤติกรรมเด็ก ไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงเพื่อเปิดเผยเรื่องราวของเด็กกับสังคม เด็กที่พูดคุยกับจิตแพทย์ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับเฉพาะบุคคล เด็กก็รับรู้ด้วยว่าเรื่องที่ได้พูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์นั้นเป็นความลับที่จิตแพทย์ไม่น่าไปเปิดเผย และสำหรับการรักษาทางด้านจิตใจนั้นมีหลายวิธี มีเทคนิคขั้นตอนโดยเฉพาะมีจังหวะอันเหมาะเจาะที่รู้ว่าควรจะถามอะไร ไม่ถามอะไร ควรจะถามเมื่อใดเด็กพร้อมที่จะรับคำถามนั้นหรือไม่ มิใช่ว่าจะถามกันไปเรื่อยๆ และบ่อยครั้งที่จิตแพทย์เห็นว่าเด็กมีแผลทางใจฝังลึกในจิตใจ และแผลนี้เปรียบเสมือนแผลที่กลัดหนอง เป็นการกลัดหนองทางใจ จิตแพทย์ก็จำเป็นต้องเปิดแผลทางใจให้กว้าง กรีดแผลทางใจให้ลึก เป็นการเปิดแผลและกรีดแผลทางใจด้วยความประณีตและมีเทคนิควิธีการ เป็นการเปิดเฉพาะแผลทางใจในเรื่องนั้นๆ ไม่ได้ทำให้เป็นแผลกระจายไป ทั่วทั้งตัว และเมื่อเด็กได้รับการเปิดแผลทางใจจนถึงจุดที่กลัดหนองหรือจุดต้นตอของปัญหาแล้ว เราก็จะวิเคราะห์ร่วมกับเด็กเพื่อหาทางให้เด็กแก้ไขตนเองหรือแก้ไขร่วมกับผู้ใหญ่ หลังจากที่แพทย์ได้เปิดแผลและชำระสิ่งที่เป็นปัญหาแล้วจิตแพทย์ก็ต้องทำหน้าที่ปิดแผลทางใจให้สนิทและมีแผลเป็นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากงานที่ผมดูแลเด็กอย่างเป็นขั้นตอนนี้ทำให้อดเป็นห่วงเด็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ทางสื่อมวลชน หรือเด็กที่ถูกตำหนิหน้าชั้นเรียน ถูกตำหนิหน้าเสาธง หรือเด็กที่ถูกพ่อแม่ตำหนิหรือพูดแต่ในสิ่งที่ไม่ดีให้กับญาติๆ ได้ฟังบ่อยๆ ว่าเด็กเหล่านี้คงได้รับผลกระทบทางจิตใจมากพอสมควรโดยเฉพาะผลกระทบต่อมโนทัศน์ของตัวเด็กเองซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งของพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็ก จริงอยู่การสัมภาษณ์หรือพูดพาดพิงไปที่ตัวเด็กนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานของความหวังดีที่ต้องการช่วยเด็ก แต่ผมก็คิดว่าเราคงต้องระวังอย่าไปเปิดแผลทางใจกับเด็กอย่างมากมายโดยมิได้ปิดแผลหรือลืมปิดแผลทางใจให้กับเด็กด้วย ผมขอเสนอความคิดเห็นว่าการสัมภาษณ์เด็กทางสื่อมวลชนนั้น ควรต้องมีการเตรียมเด็กให้เด็กรู้ว่าจะมีการถามและพูดเรื่องอะไร ควรให้เด็กรู้ว่าเขามีสิทธิที่จะพูดหรือไม่พูดก็ได้ การสัมภาษณ์ควรมีผู้ที่เขาไว้ใจอยู่เป็นเพื่อนด้วยเพื่อความอบอุ่นใจ การสัมภาษณ์เด็กควรถามด้วยท่าทีที่อ่อนโยน เห็นใจให้ความมั่นใจกับเด็กว่ามีผู้ที่พร้อมจะช่วยเหลือเขาได้ ควรบอกวัตถุประสงค์กับเด็กด้วยว่าเราสัมภาษณ์เพื่ออะไรผู้สัมภาษณ์ต้องคอยสังเกตมีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของเด็กถ้าคิดว่า เป็นคำถามที่สร้างความสะเทือนใจมากก็อย่าไปถาม เพราะเมื่อเด็กถูกเปิดแผลทางใจแล้วถ้าผู้สัมภาษณ์ไม่มีทักษะในการปิดแผลทางใจนั้นก็จะเป็นอันตรายต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเรื่องที่สะเทือนใจเหล่านี้ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรมาสัมภาษณ์เด็กโดยตรง แต่อาจจะวาดเป็นภาพของเด็กแล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหรือตัดทอนนำแต่เสียงมาออกอากาศก็ควรจะเพียงพอ และถ้าเป็นไปได้ผู้สัมภาษณ์เด็กควรได้รับการฝึกทักษะมาก่อนบ้างก็จะดี ครับ..บทความนี้มิได้มีจุดมุ่งหมายเชิงตำหนิเลยจริงๆ แต่เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากพื้นฐานของความรู้สึกเป็นห่วงเด็กๆ ที่ต้องถูกเปิดเผย พาดพิง จากผู้หวังดีและมีความปรารถนาดีกับเด็กทุกๆ ท่านที่ไม่ได้ระวังว่ามันอาจมีผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจของเด็กเป็นอย่างยิ่ง จาก รักลูก ที่มาจาก : Momypedia.com
ที่นี่คือศูนย์รวมบทความที่น่าสนใจและให้ความรู้จากทุกมุมโลก เพื่อเป็นแหล่งความรู้สำหรับคนไทยทุกคน
ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องราวดีดี
World Cup Chronograph more soaring also a certain degree of difficulty