ผมนึกย้อนกลับไปถึงการที่หมอจะให้ความรู้กับคนไข้ในปัจจุบันทั้งในเรื่องอุปกรณ์ก็ดีโดยเฉพาะจากเรื่องยาก็ดี ในทุกวันนี้คุณหมอนำ Knowledge มาจากการปฏิบัติงานหรือว่านำมาจาก "คนขายยา"

จากบันทึกเรื่อง  Research to Patience (R2P) : ตาปลา แผลสด และผ้าก๊อตมหัศจรรย์... ทำให้ผมเกิดความสงสัยในที่มาของความรู้ทั้งตัวในบุคคลและที่นำเสนอออกไปใช้กับสาธารณะชนว่ามาได้อย่างไร...?

วันนี้ผมเกิดเอะใจขึ้นมาในระหว่างนั่งทำแผลให้กับตัวเองในเรื่องของ "ผ้าก๊อต" ที่มีคุณหมอท่านหนึ่งซื้อมาจากร้านขายยาบอกว่าเป็น "ผ้าก๊อตฆ่าเชื้อโรค" ตอนแรกที่ผมรับมา (ยังไม่ได้เห็นของภายใน) ผมก็คิดในใจว่าต้องเป็นอะไรที่ไม่ใช่ผ้าก๊อตธรรมดา หรือไม่ก็หน้าตาแปลก ๆ หน่อย แต่พอผมแกะห่อออกมาดูก็แปลกใจ เอ่...หน้าตา (ข้างใน) มันก็เหมือน ๆ กันนี่หน่า!!! แล้วมันแตกต่างกับของเดิมที่ผมใช้ตรงไหน หรือว่าของผมมีเชื้อโรคเยอะกว่า(ของเดิมที่ผมใช้คือในห่อข้างขวา ที่คุณหมอซื้อมาฝากเป็นซองสีเขียว )

ตอนนั้นผมก็สงสัยว่า ไอ้ที่ว่า "ผ้าก๊อตฆ่าเชื้อโรค" นี้ คุณหมอท่านได้ใช้เหตุผลข้อใดในการตัดสินใจ

เพราะท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านจะไปซื้อ "ผ้าก๊อตมหัศจรรย์" (แบบที่เป็นฟองน้ำ) จากร้านขายยาแต่ร้านขายยาไม่มีก็เลยได้มาแต่ "ผ้าก๊อตฆ่าเชื้อโรค" 

ที่ผมสงสัยก็เพราะว่า ผมนึกย้อนกลับไปถึงการที่หมอจะให้ความรู้กับคนไข้ในปัจจุบันทั้งในเรื่องอุปกรณ์ก็ดีโดยเฉพาะจากเรื่องยาก็ดี ในทุกวันนี้คุณหมอนำ Knowledge มาจากการปฏิบัติงานหรือว่านำมาจาก "คนขายยา"

ปัจจุบันธุรกิจยาหรือวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์จัดได้ว่าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างมาก มีเพื่อน ๆ ผมหลายท่านที่จบมาจากเภสัชฯ หรือวิทยาศาสตร์การแพทย์หันเหไปทำงานเป็นเซลล์ขายอุปกรณ์และยาให้กับบริษัทใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมากเพราะรายได้ดี และถ้าหน้าตาดีก็จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ

จากเรื่องนี้ผมก็นึกย้อนไปได้อีกสองเรื่อง เรื่องแรกก็เรื่องของ Packageing ที่ทำให้น้ำตาลธรรมดา ๆ โลละสิบกว่าบาท กลายเป็นน้ำตาลกิโลละหลายร้อยได้เมื่อบรรจุซองเล็ก ๆ แล้วบอกว่า Sugar coffee

เรื่องที่สอง ผมก็นึกย้อนกลับไปถึงชีวิตอาจารย์สมัยก่อนว่า หลาย ๆ ครั้งที่เราต้องจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เข้ามาใช้เกี่ยวกับการเรียนการสอน ทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งในสำนักงานและในชั้นเรียน หรือบางคณะอย่างเช่นนิเทศน์ศาสตร์ก็จะซื้ออุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ กล้องถ่ายรูปก็ดี อุปกรณ์ตัดต่อภาพก็ดี หลาย ๆ ครั้งผมคุยกับเพื่อนอาจารย์แล้วพบว่าความรู้มาจาก "คนขายของ"

ความรู้แบบนี้ถ้าเป็นอาชีพอื่นวงจรความเสียหายก็จะไม่เท่าไหร่ ก็คืออาจจะซื้อของมาใช้แพงหน่อย หรือบางครั้งก็อาจจะไม่ได้ของที่ดีที่สุด แต่ก็จบลงที่แค่นั้น ไม่มีผลเสียต่อมาก

แต่สำหรับอาชีพอาจารย์ บางครั้งเรานำความรู้ที่เซลล์บอกกับเรา แล้วเราหลงเชื่อไปซื้อของเขามาแล้วนั้น ไปบอกต่อกับนักศึกษา ก็คือ นำไปสอนกับนักศึกษาโดยมิได้มีการกลั่นกรอง หรือบางครั้งได้ฟังมาอย่างไรก็สรุปแล้วสอนนักศึกษาไปอย่างนั้นเลย หรือถ้าหนักกว่านั้นก็สรุปออกมาเป็นเอกสารทางวิชาการได้เลย

ตอนนี้ถ้าผมลองแยกระดับความรู้คร่าว ๆ ก็จะมีอยู่ 5 ระดับ ก็คือ

1. ความรู้ที่ได้ "ฟังมา" ใครพูดอย่างไร เชื่อแล้วก็พูดต่อไปอย่างนั้น

2. "อ่านมา" ไปซื้อหาค้นคว้ามาจากหนังสือก็ดีหรือ Internet ก็ดี

3. ไปสอบถามมา คือ ไปหาข้อมูลจากผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ตรง

4. ทำ R2R ก็คือ "ทดลอง" ทำวิจัยศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากสินค้านั้นในระยะเวลาหนึ่งเพื่อใช้ในการตัดสินใจ

5. ใช้ในชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตจริงไม่ใช่การทดลอง

ความรู้ในระดับ 4 กับ 5 จะแตกต่างกัน ดังจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

สมมติว่าเป็นอาชีพหมอ ถ้าหมอทำ R2R เรื่องผ้าก๊อต ก็ใช้การสังเกตุดูจากการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เจอคนไข้ใช้ผ้าก๊อตเมื่อไหร่ก็เก็บข้อมูล เปลี่ยนวิธีการบ้าง แก้ไขทดลองอะไรบ้าง แบบนี้เป็นระดับ 4

แต่ถ้าเป็นระดับ 5 หมอต้องเป็นแผลเอง คือ ต้องได้รับการผ่าตัดเอง แล้วรับรู้อาการเจ็บนั้นเอง ถ้าขาเน่าก็ต้องตัดขาตัวเอง อะไรประมาณนี้ครับ

ความรู้ในระดับ 4 คือ R2R อาจจะต้องใช้ความรู้ 1-3 รวมกันแล้วสรุปได้ออกมาเป็น 4

ความรู้ในระดับ 5 จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ในระดับ 1-4 รวมกันสรุปแล้วเสี่ยงด้วย "ชีวิต"

ดังนั้นถ้าย้อนกลับไปถึงความสงสัยแรก ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าในปัจจุบันความรู้ที่คุณหมอแนะนำคนไข้มาให้ทำโน่น ทำนี่ ท่านเอาความรู้มาจากไหน (ขอถามในฐานะคนป่วยครับ) เพราะสิ่งที่ท่านพูดนั้นหมายถึงชีวิตผม เวลาเจ็บผมก็เจ็บ หมอไม่ได้มาเจ็บกับผมด้วย และถ้าย้อนกลับไปถึงคนขายยาพอเขาได้เงินแล้ว ก็ยิ่งไม่ได้รับความเจ็บปวดร่วมกับคนไข้เลย หรือถ้าคนไข้ตายไปแม้กระทั่งพวงหรีดก็ไม่ได้...