ความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงของกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่น,สองความตกลง

            

แก้ไขเพิ่มเติมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงของกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่น เรียบเรียงโดยนางสาวอรอนงค์ นิลธจิตรัตน์ [1]

           หายจากบล็อกไปนาน เจอกันผู้เขียนขอหยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ความตกลงของกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่นมาพูดคุยกันนะคะ เหตุที่หยิบยกขึ้นมานี้ เพราะเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยมากในการปฏิบัติงานเนื่องมาจากผู้นำเข้าขอใช้สิทธิลดภาษีด้วยความตกลงหนึ่ง แต่พอไม่ได้สิทธิหรือมีสินค้าเกินเข้ามา กลับมาขอใช้สิทธิอีกความตกลงหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ก นำสินค้าเข้ามา 45 ใบขน ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีว่าด้วยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าของ อาเซียน-จีน แต่พอเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่มีสิทธิ หรือ มีสินค้าเกินมา 10 ใบขน ผู้นำเข้ากลับบอกว่าตนยังมีสิทธิขอลดภาษีตามความตกลงมาราเกช (WTO) หรือตัวอย่างกรณีที่ประเทศไทยทำความตกลงหลักของการค้าเขตเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับทวิภาคี เช่น กรณีไทยทำความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้ากับญี่ปุ่น (ระดับทวิภาคี)  แล้วไทยยังมาทำความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า อาเซียน –ญี่ปุ่น(ระดับพหุภาคี) ในลักษณะเป็นกลุ่มนอกเหนือจากความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าไทย-ญี่ปุ่นและนอกเหนือจากอาเซียนด้วยกันอีก (CEPT-AFTA ) หรือแม้แต่ในความตกลง (CEPT-AFTA ) ยังมีความตกลงเฉพาะในกลุ่ม AFTA ที่ร่วมมือกันเฉพาะด้านแยกย่อยออกมาอีก เช่นความตกลงแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน CEPT- AFTA  ที่เป็นกฎหมายแม่บท ยังมีความตกลง AICO ที่เป็นความร่วมมือเฉพาะสาขาด้านอุตสาหกรรม แยกออกมาอีก โดยระหว่างความตกลงเช่นว่านี้ มีหลักการและ/หรือข้อกำหนดแตกต่างกัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า แล้วหลักการเหล่านี้จะมีความขัดแย้งกันหรือไม่อย่างไร :

        สำหรับในส่วนที่ผู้ศึกษาทำงาน นั้น มีกรณีเช่นว่านี้เกิดขึ้นเยอะมาก อาทิเช่น ผู้นำเข้าสินค้านำสินค้าเข้ามาโดยขอใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นทางภาษี อาเซียน-จีน แต่พอกรมฯ หรือเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีสินค้าเกินเข้ามาหรือที่แท้จริงแล้วตัวสินค้าไม่มีแหล่งกำเนิดสินค้าจากจีนมาเลยและ/หรือสินค้าที่นำเข้ามานั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะได้แหล่งกำเนิดอาเซียน-จีนแม้สักรายการ  แต่ผู้นำเข้ากลับกล่าวอ้างหรือชี้แจงว่า แม้ผู้นำเข้าไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวแต่ผู้นำเข้ายังมีสิทธิขอลดภาษีตามความตกลงมาราเกช (WTO) อันเป็นความตกลงทั่วไปได้[2]

     (หมายเหตุ)โดยหลักของ WTO แล้วนั้น จะมีหลักMFN ที่ทุกภาคีจะต้องปฏิบัติต่อคู่ภาคีอย่างเท่าเทียมกันไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่นประประเทศ ก ให้สิทธิภาษีแก่คู่ภาคี ข อย่างไร ประเทศ ก ก็ต้องให้สิทธิแก่คู่ภาคี ค อย่างนั้น โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่ข้อ บท 24 GATT บัญญัติให้ยกเว้นหลัก MFN ได้ถ้าประเทศภาคีใน WTO มีการรวมตัวกลุ่มเศรษฐกิจ โดยการทำความตกลงเขตการค้าเสรีในลักษณะการรวมกลุ่มระดับพหุภาคีหรือทำความตกลงระหว่างทวิภาคีในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นความตกลงเฉพาะแยกออกมาจากความตกลงแม่บทได้ เช่น ความตกลง WTO มีความตกลงว่าด้วยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอยู่แล้ว แต่หากกลุ่มภาคีสมาชิก WTO เห็นว่า การรวมกลุ่มกับภาคีสมาชิกที่มีดินแดนใกล้เคียงกันหรืออยู่ในโซนเดียวกัน มีประโยชน์ในการต่อรองมากว่า กลุ่มภาคีสมาชิกเช่นว่านี้ ก็สามารถมาทำความตกลงเขตการค้าเสรีว่าด้วยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะกลุ่มได้ เช่นอาเซียนเป็นภาคีสมาชิก WTO อยู่แล้ว แต่เพื่อประโยชน์ในการต่อรองทางเศรษฐกิจก็มารวมกลุ่มทำความตกลงอาเซียน-จีนแยกออกมาจากความตกลง WTO (อันเป็นความตกลงหลักหรือความตกลงแม่บทได้อีก)

        ดังนั้น วันนี้ จึงขอนำประเด็นดังกล่าวนี้ มาให้เพื่อน ๆ ร่วมพิจารณาแสดงความเห็นกันว่า หากเกิดปัญหากรณีแบบนี้ พวกท่านจะใช้หลักการใดพิจารณา

            สำหรับผู้ศึกษาเบื้องต้น ขอเสนอว่า การพิจารณาปัญหาในลักษณะที่กล่าวมานี้ควรจะพิจารณาในประเด็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงของกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่น

          การพิจารณาปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงของกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่น   นั้น จากการที่ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาจากเอกสารวิชาการ ได้ข้อสรุปในหลักการพิจารณาว่า ถ้าเราพึงใช้สิทธิหนึ่งไปแล้วจะมาขอใช้สิทธิอีกกรณีหนึ่งอีกได้หรือไม่ นั้น เห็นควรพิจารณาดังนี้

          (1.) ให้ดูว่า ในความตกลงกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น ไม่ว่าจะเป็นความตกลงระดับภูมิภาคหรือ ทวิภาคี มีบทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่นระบุไว้หรือไม่  ถ้าไม่มีในตัวบท ก็อาจจะไปดู ใน ANEX หรือ PREMAIBLE หรือ เอกสาร COMMITMENT, COMMENTARY แล้วแต่กรณี

          (2.) ถ้ามีบทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่นระบุไว้ ให้ดูว่าความตกลงเฉพาะนั้น ระบุไว้อย่างไร บ้าง เช่นกรณี ระบุว่า “สิทธิประโยชน์ใดในความตกลงนี้อาจได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับความตกลงแม่บทหากมีการระบุไว้ในลักษณะนี้ คู่ภาคีก็สามารถใช้สิทธิตามความตกลงเช่นนั้นได้ (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการทั่วไปคือ lex specialis derogat generalisกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป”) ฉะนั้น หากความตกลงเฉพาะที่ถือเป็นกฎหมายพิเศษระบุให้กระทำการใดการหนึ่งได้หรือระบุให้ได้รับสิทธิตามความตกลงทั่วไปคู่ภาคีก็ย่อมต้องปฏิบัติตาม

          ตัวอย่างเช่น ความตกลง CEPT -AFTA เป็นกฎหมายแม่บท ถือเป็นหลักทั่วไป แต่ในความตกลง CEPT -AFTA จะมีความตกลงเฉพาะย่อยออกมาอีก อาจจะเป็นความร่วมมือด้านใดด้านหนึ่ง หรือความตกลงในด้านการค้าบริการ ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง ความตกลงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมหรือเรียกสั้น ๆ ว่า AICO  

          AICO จึงถือเป็นความตกลงเฉพาะที่เกิดจากความตกลง แม่บท CEPT – AFTA ฉะนั้น กรณีนี้  AICO  จึงเป็นกฎหมายพิเศษ  และ CEPT –AFTA  เป็นกฎหมายทั่วไป

           เมื่อมีความตกลงสองความตกลง ดังกล่าว ก็ต้องดูว่า AICO ระบุไว้หรือไม่ว่า “สินค้าในโครงการตามความตกลงนี้อาจได้รับหรือได้รับสิทธิประโยชน์ได้เช่นเดียวกับสินค้าในรายการลดภาษีของCEPT-AFTA ด้วย ถ้า AICO ระบุไว้ หรือมีวัตถุประสงค์เช่นนี้ ผู้นำเข้าหรือผู้ผลิตก็อาจจะใช้สิทธิเช่นนั้นได้          จากการศึกษาพบว่า [3]ความตกลง AICO มีวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตโดยอาศัยการลดภาษีนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูปและวัตถุดิบ อีกทั้งเพื่อเพิ่มการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและการลงทุนจากภายนอกกลุ่ม รวมทั้งสนับสนุนการแบ่งการผลิตในอาเซียน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอาเซียน เพราะฉะนั้นสินค้าในโครงการนี้อาจได้รับสิทธิประโยชน์ได้เช่นเดียวกับสินค้าในรายการลดภาษีของCEPTด้วย กล่าวคือ

    -          สินค้าที่อยู่ในโครงการ AICO ไม่ว่าจะเป็น สินค้าสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูปและวัตถุดิบที่อยู่ในบัญชีรายการยกเว้นทั่วไป (General Exclusion List – GEL) ตามข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน จะเสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 0-5

     -      สินค้าจะไม่ถูกจำกัดด้วยระบบการจำกัดด้านปริมาณหรือโควต้า (quantitative restrictions) หรือมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆที่มิใช่ภาษีศุลกากร

      ดังนั้นผู้นำเข้าหรือผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่ CEPT กำหนดไว้  อาจได้รับสิทธิทั้งสองสิทธิ        ความในตัวอย่างนี้ผู้ศึกษาได้คัดลอกมาจากมาจากงานวิจัยของอาจารย์ดร.จตุรนต์ ถิรวัตณ์ เสนอต่อเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หน้า 40 …“ความสัมพันธ์ด้านการเคลื่อนย้ายทุนระหว่าง อาเซียน-เกาหลี ......

            (3.) ถ้าไม่มีบทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่นระบุไว้ ผู้ศึกษาเห็นด้วยกับอาจารย์ ดร. จตุรนต์ ถิรวัฒณ์ ว่า ควรพิจารณา ตามหลักกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป lex specialis derogat generalis  [4] กล่าวคือ หากมีกรณีของความตกลงระหว่างประเทศสองความตกลงที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างความตกลงเฉพาะกับกฎหมายแม่บท เช่นกรณีไทยทำความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้ากับญี่ปุ่น( ระดับทวิภาคี) ไทยยังมาทำความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า อาเซียน –ญี่ปุ่น (ระดับพหุภาคี)  ในลักษณะรวมกลุ่ม นอกเหนือจากความตกลงของไทย-ญี่ปุ่นและอาเซียนด้วยกันอีก และถ้าในความตกลงเช่นว่านี้ไม่มีบทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่นระบุไว้ ผู้ศึกษาเห็นว่าควรพิจารณาตามหลักการ ดังนี้

                  พิจารณาตามหลักกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไปlex specialis derogat generalis ดังนั้น ถ้าคู่ภาคีเลือกใช้สิทธิตามความตกลงกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ไทย- ญี่ปุ่นซึ่งเป็นความตกลงเฉพาะแล้วจะกลับมาใช้สิทธิตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า อาเซียน –ญี่ปุ่น (ระดับพหุภาคี) ที่เป็นหลักทั่วไปไม่ได้อีก เพราะ กฎหมายพิเศษยกเว้นหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกกรณีไป เพราะถ้าในความตกลง ไทย-ญี่ปุ่น มีบท     ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงนี้กับความตกลง อาเซียน – ญี่ปุ่น ระบุไว้ว่า “ความตกลง ไทย-ญี่ปุ่น นี้ ให้สามารถใช้สิทธิเช่นเดียวกันกับความตกลงอาเซียน ญี่ปุ่น ได้” ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาตามหลักการ  ใน (1) และ (2)  ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าความตกลง ระหว่างประเทศทางด้านการค้านั้น เจตนารมณ์คือเอื้ออำนวยยืดหยุ่นต่อคู่ภาคีเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าทั้งมาตรการทางภาษีและมิใช่ทางภาษี

          (ดูได้จากเอกสารแนบวิจัยของอาจารย์ดร.จตุรนต์ ถิรวัตณ์ และ ดร. วิสูตร ตุวะยานนท์ ที่เสนอต่อกรมการค้าต่างประเทศหน้า 217 ข้อ 9  และบทความสรุปวิจัยเรื่อง ปัญหาหลักของเขตการค้าเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคีที่ประเทศไทยร่วมเป็นรัฐสมาชิก โดยศาสตราจารย์ ดร. จตุรนต์ ถิระวัฒน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้อ ค )

                อนึ่ง กรณีนี้ กล่าวถึงหลักการในแง่นิติศาสตร์ ตามหลักหลัก lex specialis derogat generalis กฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป เท่านั้น ส่วนเรื่องเจตนาหลีกเลี่ยงลักลอบหรือไม่นั้นก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป  แต่โดยหลักการของกฎหมายแล้วเป็นไปตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

                          บทสรุป หากมีปัญหาความตกลงระหว่างประเทศ กรณีการเลือกใช้สิทธิใดสิทธิหนึ่งในความ    ตกลงสองความตกลงที่มีความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงกฎหมายแม่บทและความตกลงอื่น โดยหลักการแล้วควรพิจารณาดังนี้

                          1 ดูว่า ความตกลงเฉพาะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความตกลงระดับภูมิภาคหรือทวิภาคี มีบทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่นระบุไว้หรือไม่  ถ้ามี ก็พิจารณาไปตามหลักการที่ระบุไว้เช่นนั้น  ตามที่ได้นำเสนอไว้ใน (1) และ (2)

                          2 (ถ้าไม่มี)บทว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงแม่บทและความตกลงอื่น เห็นควรพิจารณาตามกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป lex specialis derogat generalis

            มิฉะนั้นถ้าไม่มีการพิจารณาตามหลักเช่นว่านี้ โดยกรมฯ หรือเจ้าหน้าที่ให้ทุกกรณี เมื่อใช้สิทธิหนึ่งไม่ได้ก็มาขอใช้อีกสิทธิหนึ่ง ทั้งที่ข้อเท็จจริง อาจจะปรากฏว่า สินค้าที่เกินเข้ามานั้น ผู้นำข้ามีการลักลอบหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยง หรือเจตนาใด ๆ ก็ตามที่ไม่สุจริตเพื่อเสียภาษีให้น้อยลงหรือไม่เสียภาษีเลย อย่างนี้เห็นว่าไม่ควรจะให้ยกเว้นภาษี เพราะผู้นำเข้าเลือกใช้ความตกลงเฉพาะไปแล้ว จึงเป็นไปตามหลักกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป lex specialis derogat generalis  เพราะหากผู้นำเข้ามีเจตนาสุจริตควรจะแจ้งจำนวนรายการสินค้าให้ครบ และ เชื่อได้ว่าก่อนที่ผู้นำเข้าขอใช้สิทธิย่อมศึกษามาแล้วว่าสิทธิอันใดตนได้รับประโยชน์มากกว่าแต่ด้วยเจตนาที่ทุจริตจะหลีกเลี่ยงหรือลักลอบ พอไม่ได้สิทธิในสินค้าที่เกินมาหรือตรวจพบว่ามีสินค้าเกินมา กลับมาอ้างหรือขอใช้อีกสิทธิหนึ่ง หากพิจารณาตามหลักของกฎหมายพิเศษย่อมมีอันดับศักดิ์เหนือกว่ากฎหมายทั่วไป  lex specialis derogat generalis ย่อมไม่ชอบแน่นอน (แต่ทั้งนี้ต้องดูข้อเท็จจริงพฤติการณ์และประกอบด้วยไม่ใช่พิจารณาโดยไม่มีหลักกฎหมายระเบียบใดมากล่าวอ้างเพียงแต่พิจารณาบนความเห็นว่าควรจะได้เพราะ......ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ อย่างนี้ทำให้รัฐสูญเสียภาษีที่ควรจะได้รับเป็นสิบล้านร้อยล้านถือเป็นความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง) เจ้าหน้าที่กรมฯจึงควรตีความไปในทางสุจริต เช่นผู้นำเข้าแสดงรายการสินค้าทั้งหมดตั้งแต่ต้นโดยขอใช้สิทธิ AICO เพียงแต่ปรากฎว่าในรายการสินค้าทั้งหมดนั้นมีส่วนเกินหรือบางส่วนที่มีคุณสมบัติไม่ได้รับสิทธิตาม AICO แต่สินค้าที่สำแดงนั้นไปตรงกับคุณสมบัติที่ผู้นำเข้าจะได้รับสิทธิตามความตกลง CEPT ดังนั้นผู้นำเข้าหรือผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่ CEPT กำหนดไว้  อาจได้รับสิทธิทั้งสองสิทธิ (ซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าสิทธิที่อาจจะได้รับเช่นเดียวกันกับ CEPT -AFTA นั้น ต้องเป็นสินค้ารายการที่ได้แจ้งไว้ตามใบขนที่นำเข้าหากมิได้แจ้งไว้ตั้งแต่แรกก็ถือว่าประสงค์จะใช้ความตกลงAICO เฉพาะรายการที่แจ้งไว้ ถ้ากรณีใบขนที่เกินหรือมิได้แจ้งก็เข้าหลักกฎหมายพิเศษยกเว้นหลักกฎหมายทั่วไป)      แต่อย่างไรก็ดีหากผู้นำเข้ามีการแจ้งรายการสินค้าและแสดงรายการสินค้าครบเพียงแต่อาจมีส่วนที่เกินหรือส่วนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับความตกลงที่ได้ยื่นหากแต่ไปตรงกับความตกลงอื่นที่กฎหมายกำหนดให้รับสิทธิ เจ้าหน้าที่ก็ต้องอนุโลมให้เขาใช้สิทธิตามที่เขาพึงได้รับตามกฎหมายโดยจะไปตัดสิทธิเขาเพียงเพราะว่าปฎิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายภายในย่อมกระทำไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดพันธกรณี เพราะเมื่อไทยเป็นภาคีสมาชิกก็ต้องปฎิบัติตามพันธกรณีอย่างสุจริตตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญา หรือ Pacta sunt Servenda โดยจะกล่าวอ้างกฎหมายภายในมาเพื่อไม่ปฎิบัติตามไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะตัดสิทธิที่ผู้นำเข้ามีตามกฎหมายไม่ได้ ต้องกรณีมิใช่ผู้นำเข้าไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่การปฎิบัติตามกฎหมายของผู้นำเข้าไม่ถูกต้องตรงตามกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใช้กฎหมายจะไปลงโทษคนที่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้แต่ต้องแจ้งให้เขาใช้สิทธิและปฎิบัติให้ถูกต้องตามหลักการแค่นั้นเอง

           อนึ่ง อย่าลืมว่าการตีความกฎแหล่งกำเนิดสินค้านั้นทุกประเทศต้องตีความเข้าข้างตนเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ควรปกป้องสิทธิที่ตนควรจะได้รับภาษีเป็นจำนวนมหาศาลโดยต้องดูหลักกฎหมายระหว่างประทศให้รอบคอบไม่ใช่ดูกฎหมายภายในระเบียบภายในเป็นหลัก เพราะหากไทยเข้าเป็นภาคีแล้วย่อมจะต้องผูกพันตามพันธกรณีแล้วจะอ้างกฎหมายภายในประเทศมาใชับังคับมิได้ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเวียนนาคอนเวนชั่นอันเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกใช้ปรับเวลาเกิดปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่กรมฯต้องตีความไปในทางสุจริตดังกล่าวมาแล้วโดยเวียนนาคอนเวนชั่นระบุชัดว่า

   1.  สนธิสัญญาทุกฉบับที่มีผลบังคับใช้แล้ว ย่อมผูกพันภาคีของสนธิสัญญานั้นๆ และภาคีทั้งปวงต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นๆ โดยสุจริต และบทบัญญัติของสนธิสัญญาย่อมมีผลบังคับที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

    2.   การตีความสนธิสัญญานั้น ให้ตีความด้วยด้วยความสุจริต (Good Faith) เป็นไปตามความหมายปกติธรรมดาแห่งถ้อยคำของสนธิสัญญาในบริบทของสนธิสัญญาโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของสนธิสัญญานั้นด้วย

      หลักทั่วไปในการตีความสนธิสัญญา ตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา      ค.ศ. 1969 ได้วางหลักเกณฑ์ในการตีความสนธิสัญญา โดยยึดหลักการตีความโดยสุจริต ตามตัวอักษร โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญา ทั้งนี้ได้พิจารณาจากบริบทแห่งถ้อยคำ ความสอดคล้องของข้อบทแห่งสนธิสัญญา ตลอดจนพิจารณาจากเอกสารเกี่ยวกับการทำสนธิสัญญาและทางปฏิบัติของรัฐประกอบด้วยเป็นวิธีเสริมในการตีความสนธิสัญญา โดยสรุปหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ 5 ประการคือ

1)            หลักการตีความตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์ของภาคี ซึ่งได้บัญญัติไว้ในสนธิสัญญา หรือตามที่รัฐภาคีได้ตกลงกันไว้

2)            หลักการตีความตามวัตถุประสงค์ และความมุ่งหมายของสนธิสัญญา

3)            หลักการตีความตามหลักเหตุผลและความสอดคล้องของถ้อยคำ และเนื้อหาของสนธิ สัญญา

4)       หลักการตีความตามความเป็นมาของสนธิสัญญา โดยศึกษาจากหลักฐานต่างๆ

5)            หลักการตีความตามหลักประสิทธิผล เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีผลที่เหมาะสมตามความมุ่งหมายของสนธิสัญญา

 3.              สนธิสัญญาที่กระทำขึ้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลความผูกพัน หรือก่อสิทธิใดๆ ต่อรัฐที่สาม โดยปราศจากความยินยอมของรัฐที่สามนั้น ดังนั้นความผูกพันต่อ หรือสิทธิที่จะให้แก่รัฐที่สามจะบังเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสนธิสัญญานั้นมีบทบัญญัติกำหนดไว้เช่นนั้นโดยภาคีของสนธิสัญญาประสงค์ให้มีผลเช่นว่านั้น และรัฐที่สามได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ารับความผูกพันนั้น

          ผลบังคับของสนธิสัญญาต่อคู่ภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีหลักการว่าสนธิสัญญาทุกฉบับที่มีผลบังคับใช้แล้ว ย่อมผูกพันภาคีของสนธิสัญญานั้นๆ และภาคีทั้งปวงต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นๆ โดยสุจริต “Good Faith” รัฐนั้นย่อมต้องผูกพันตามที่ได้ตกลงกันตามหลักการพื้นฐานของหลัก “Pacta Sunt Servanda” นอกจากนั้นการมีผลบังคับในตัวเองของสนธิสัญญาตามกฎหมายจารีตประเพณี ตามหลักที่ว่า “สัญญาย่อมผูกพันรัฐผู้กระทำ”  ทำให้สัญญามีผลบังคับ ความผูกพันตามสนธิสัญญาต่อรัฐดังนี้ เป็นความผูกพันที่มีอยู่เหนือดินแดนทั้งหมดของรัฐ และสนธิสัญญาไม่มีผลย้อนหลัง ยิ่งกว่านั้นรัฐภาคีที่ต้องผูกพันตามสนธิสัญญาจะต้องอนุวัติการตามผลบังคับของสนธิสัญญาโดยจะกล่าวอ้างกฎหมายภายในเพื่อไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่ได้ หากไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาย่อมก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และโดยหลักทั่วไปสนธิสัญญาย่อมผูกพันเฉพาะต่อรัฐภาคีไม่ผูกพันต่อรัฐที่สาม เว้นแต่ในสนธิสัญญา หรือรัฐภาคีจะกำหนดไว้ และรัฐที่สามต้องยินยอมที่จะผูกพันตามสนธิสัญญาด้วย

         หมายเหตุ ประมวลหลักเกณฑ์ในการทำสนธิสัญญาไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วย กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับความหมาย ขั้นตอน ผลของสนธิสัญญาการใช้ การตีความ และการสิ้นผลของสนธิสัญญา อันเป็นแนวปฏิบัติ สำหรับการทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐ

        อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ.1969ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคีหรือทวิภาคี แต่ขอให้เป็นรัฐระหว่างรัฐ ต่อมาในปี ค.ศ.1986 จึงได้มีการจัดทำอนุสัญญาอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศด้วยกันขอบเขตของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ได้กำหนดและวางหลักเกณฑ์ เป็นกฎหมายใช้สำหรับการจัดทำ และขั้นตอนต่างๆในการทำสนธิสัญญา รวมทั้งการมีผลบังคับ การสิ้นผลบังคับ หรือการสิ้นสุดของสนธิสัญญาอย่างไรก็ตาม อนุสัญญาฉบับดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึง หรือปรับใช้กับสนธิสัญญาทุกฉบับ แต่จำกัดเพียงสนธิสัญญาที่กระทำระหว่างรัฐเท่านั้น (ขอขอบคุณข้อมูลจาก งานนำเสนอของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ลาวัณย์ถนัดศิลปกุล)

 

                  


[1] นิติศาสตร์มหาบัณฑิต รามคำแหง สาขากฎหมายระหว่างประเทศ

[2]  โดยหลักของ WTO แล้วนั้น จะมีหลักMFN ที่ทุกภาคีจะต้องปฏิบัติต่อคู่ภาคีอย่างเท่าเทียมกันไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่นประประเทศ ก ให้สิทธิภาษีแก่คู่ภาคี ข อย่างไร ประเทศ ก ก็ต้องให้สิทธิแก่คู่ภาคี ค อย่างนั้น โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่ข้อ บท 24 GATT บัญญัติให้ ยกเว้นหลัก MFN ได้ถ้าประเทศภาคีในWTO มีการรวมตัวกลุ่มเศรษฐกิจ โดยการทำความตกลงเขตการค้าเสรีในลักษณะการรวมกลุ่มระดับพหุภาคีหรือทำความตกลงระหว่างทวิภาคีในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นความตกลงฉพาะแยกออกมาได้จากความตกลงแม่บท เช่น ความตกลง WTO มีความตกลงว่าด้วยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอยู่แล้ว แต่หากกลุ่มภาคีสมาชิก WTO เห็นว่า การรวมกลุ่มกับภาคีสมาชิกที่มีดินแดนใกล้เคียงกันหรืออยู่ในโซนเดียวกัน มีประโยชน์ในการต่อรองมากว่า กลุ่มภาคีสมาชิกเช่นว่านี้ ก็สามารถมาทำความตกลงเขตการค้าเสรีว่าด้วยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะกลุ่มได้ เช่นอาเซียนเป็นภาคีสมาชิ WTO อยู่แล้วมีกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าอยู่แล้ แต่เพื่อประโยชน์ต่อการต่อรองทางเศรษฐกิจมารวมกลุ่มทำความตกลงอาเซียน-จีนแยกออกมาจากความตกลง WTO ซึ่งเป็นความตกลงหลักได้อีก

                [3] ความสัมพันธ์ด้านการเคลื่อนย้ายทุนระหว่าง อาเซียน-เกาหลี ...... ดร. จตุรนต์ ถิระวัฒน์เสนอต่อ     กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หน้า 40

 [4] ผู้ศึกษาอ้างอิงมาจากวิจัยของอาจารย์ดร.จตุรนต์ ถิรวัตณ์ ที่เสนอต่อกรมการค้าต่างประเทศหน้า 217 ข้อ 9  และบทความสรุปวิจัยเรื่อง “ปัญหาหลักของเขตการค้าเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคีที่ประเทศไทยร่วมเป็นรัฐสมาชิก โดยศาสตราจารย์ ดร. จตุรนต์ ถิระวัฒน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้อ ค )