ขอปลูกต้นไม้จากเมล็ด ถึงแม้นจะช้า กว่าจะให้ดอก ออกผลใช้เวลานาน แต่ผมก็ขอมี “รากแก้วทางปัญญา” ที่ผมสร้างและทะนุถนอมด้วยตัวของตัวเอง

หลังจากที่ได้อ่าน ได้ศึกษาทั้งบทความ ผลงานทางวิชาการของนักวิชาการท่านต่าง ๆ มามากพอสมควรแล้วก็รู้สึกว่าเราเป็น “นักวิชาการที่ไม่ดี...”

นักวิชาการที่ดีในปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร...?
นักวิชาการที่ดีมักจะเขียนอะไรต่ออะไรออกมาเป็นข้อ ๆ หรือไม่ก็ทำ Power Point แสดงไดอะแกรมออกมาอย่างซับซ้อนและวิจิตร พิศดาร จากนั้นนักวิชาการก็มีหน้าที่มานั่งบรรยาย ยืนบรรยายไดอะแกรมต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะถ้าไม่บรรยายก็ไม่มีใครสามารถที่จะดูแล้วรู้เรื่องได้

ส่วนตัวผมเองจัดอยู่ในพวกนักวิชาการที่ไม่ดี ไม่ค่อยได้เรื่อง หรือก็อาจจะไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่ม “นักวิชาการ” ได้
ก็คือทำอะไรแตกเหล่าแตกกอเขาเรื่อย ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นความมีปัญญาน้อยของผมเองซึ่งไม่สามารถเขียนไดอะแกรมต่าง ๆ ให้เลิศหรู อลังการณ์ และที่สำคัญไม่มีโอกาสที่จะเดินทางไปบรรยายไดอะแกรมที่เขียนให้ใครต่อใครอ่านแล้วไม่เข้าใจให้ฟังโดยทั่วไปได้

ดังนั้นจึงจะต้องพยายามเขียนอะไรต่ออะไรออกมาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อน จากนั้นถ้ามีเวลาหรือมีโอกาสก็จึงจะค่อยสรุปออกมาเป็นไดอะแกรมทีหลัง

นักวิชาการส่วนใหญ่ เขียนไดอะแกรมก่อนแล้วจึงค่อยบรรยายออกมาตามไดอะแกรมนั้น
ส่วนนักวิชาการที่ไม่ได้เรื่องอย่างผม บรรยายก่อน บรรยายให้เต็มที่เลย เมื่อคิด เมื่อเขียนบรรยายจนพอใจ จนมาถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วจึงค่อย ๆ สรุปสิ่งที่บรรยายออกมาเป็นไดอะแกรม

อุปนิสัยของผมที่ไม่ค่อยเป็นนักวิชาการที่ดีอีกหนึ่งอย่างคือ ไม่ค่อยชอบศึกษาทฤษฎีอะไรต่ออะไรที่นักวิชาการเขียนสรุปมาเป็นข้อ ๆ ตอน ๆ หรือไม่ค่อย “ปิ๊ง” สักเท่าไหร่กับทฤษฎีที่ใครต่อใครในโลกเขายอมรับกัน

ดังนั้นเวลาจะคิดอะไร ก็เลยไม่มีทฤษฎี หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ตีกรอบไว้ก่อน ว่าตอนนี้เราอยู่ขั้นที่หนึ่ง เราทำขั้นที่หนึ่งหรือยัง ตอนนี้น่าจะถึงขั้นที่สองของทฤษฎีแล้วนะ เราจะทำอย่างนั้นเลยไหม
ในส่วนตัวของผม ตอนแรกจะอ่านแค่หัวข้อ คือ อ่านแค่ชื่อทฤษฎี แล้วพยายามมาตีความตามทฤษฎีนั้น แล้วจากนั้นถ้าเห็นว่าชื่อทฤษฎีนั้น “เจ๋ง” หรืออ่านหลักการของทฤษฎีแล้ว “สุดยอด” ก็จะทำเลย ส่วนขั้นตอนนั้นจะมาอ่านอีกทีก็ตอนที่ทดลองหรือทำอะไรไปได้สักพักหนึ่งแล้ว

หรือแม้แต่หลักของธรรมะ พละ 5 อินทรีย์ 5 อริยสัจ 4 อะไรต่ออะไร ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไรบ้าง ในแต่ละหลักการมีอะไร อะไรเรียงกันหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แต่พอผมรับหน้าที่ทำอะไร ผมก็ทำไป ทำไปอย่างนั้นให้ดีที่สุด
พอทำเสร็จแล้วก็มีคนมาสะกิดบอกว่า ผมเป็นคนที่ทำงานแบบมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ผมก็ครับ ครับ ครับ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าแต่ละตัวนั้นแปลว่าอะไร หรือใครต่อใครเขานิยามกันมาว่าอย่างไร...? และที่สำคัญผมก็ไม่สนใจในความหมายของคำแต่ละคำอีกต่างหาก

สิ่งนี้ทำให้ผมเป็นนักวิชาการที่ไม่ค่อยดีนัก หรืออาจจะเรียกว่า “นอกคอก” ก็ได้ คือ มักจะพูด คุยอะไรตามภาษานักวิชาการกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง มิหนำซ้ำยิ่งเจอทับศัพท์ทางทฤษฎีที่เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็เรียกว่า “เซ่อ” ไปเลย อันนี้เขาแปลว่าอะไรหว่า...?

แต่นั่นเป็นปัญหาในชีวิตไหม...?
ไม่นะ ชีวิตก็สนุกดี ได้ทดลองทำอะไรไปเรื่อย ไม่ต้องติดกรอบ ไม่ต้องมี “ความกลัว” ว่า เอ่...สิ่งที่เราทำนี้มันตรงตามทฤษฎีหรือหลักการเขาไหม
บางครั้ง บางคนก็อาจจะดูว่า “บ้า” คือไม่ค่อยทำอะไรเหมือนชาวบ้านเขา เช่น เขาบอกให้ปลูกต้นไม้แบบนี้ คือ เขาทดลองมาแล้วว่าดี แต่ผมทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ก็คือ ทำอย่างที่เขาบอกด้วย แล้วก็ไปทดลองทำอย่างอื่นด้วยทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิดหรือไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด ผมก็ทำ ซึ่งนักวิชาการเขาจะเรียกการกระทำแบบนี้ว่า “โง่” เพราะคนอื่นเขาลองมาแล้ว ทำไมยังจะต้องโง่ไปลองอีก

อันนี้ผมก็ตอบไม่ถูก คงจะเป็นอุปนิสัยส่วนตัว หรือ “สันดาน” ของผมเอง
อย่างเช่น อาจารย์ผมบอกว่าต้นมะปรางที่ดีที่สุดคือ “สุวรรณบาต” ถ้าเป็นคนอื่นก็จะปลูกสุวรรณบาตเลย ส่วนข้อเสียจากต้นอื่น ๆ ก็ค่อยไปอ่านหนังสือหรืองานเขียนจากงานวิจัยของอาจารย์เอา
แต่ผมคงจะไม่ทำอย่างนั้น ผมก็คงจะต้องเริ่มต้นที่ “ศูนย์” แบบอาจารย์ ก็คือ เอาพันธุ์มะปรางที่มีอยู่มาปลูกให้หมด แล้วค่อย ๆ ปลูกทีละต้น ทีละอย่าง จากนั้นก็ค่อย ๆ ศึกษาเอาเองทีละต้น ทีละต้น

ถ้ามัวแต่ทำแบบนี้เขาจะว่าไม่รู้จัก “ต่อยอด” ก็คือ ไม่รู้จักนำความรู้ที่คนอื่นทดลองแล้วไปต่อยอดเลย มัวแต่ทำงานซ้ำไป ซ้ำมา
ถูกต้องครับ ถูกต้องที่สุด...
ผมยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิเลย เพราะผมไม่รู้จะไปต่อยอดตรงไหน ก็ด้วยผมยังไม่มี “ต้นแม่” เลย แล้วผมจะไปเอาต้นแม่มาจากใคร
อ่านหนังสือเอาเหรอ  หรือว่าไปถามคนต่าง ๆ เอา ผมก็คงจะไม่เชื่อครับ เพราะผมเป็นคนเชื่อคนยาก ไม่ค่อยเชื่อความรู้ของใคร ถ้าไม่ได้ทำเอง ผมก็ไม่เชื่อ ถ้าจะให้ไป “ลักไก่” ต่อยอดความรู้ของคนอื่น ผมก็ไม่เอา

ดังนั้นผมจึงพยายามวนอยู่จุดเดิม จุดหลัก จุดพื้น จุดฐานให้แน่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ผมต้องการมีต้นแม่ของผมเอง ต้นแม่ที่สามารถต่อยอดความรู้ตามสไตล์ของผม
ถึงแม้ว่าต้นแม่นี้จะไม่สวยงามเท่านักวิชาการท่านอื่นที่ต่างเห็นว่าสวยแล้วไปรุมกันต่อยอด ผมก็ภูมิใจในตนแม่ของผมที่ได้สร้างมากับผม ค่อย ๆ เพาะ ค่อย ๆ ปลูก ถึงแม้นจะช้าแต่ก็ “มั่นคง”
ผมจึงขอยึดมั่นในการเป็นนักวิชาการที่ไม่ดีเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ขอเป็นเต่า แทนที่จะเป็นกระต่าย
ขอปลูกต้นไม้จากเมล็ด ถึงแม้นจะช้า กว่าจะให้ดอก ออกผลใช้เวลานาน แต่ผมก็ขอมี “รากแก้วทางปัญญา” ที่ผมสร้างและทะนุถนอมด้วยตัวของตัวเอง

จุดมุ่งหมายสำคัญในการชีวิตของผมซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็คงไม่ใช่อยู่ที่ต้นใครจะสูงกว่ากัน ดอกจะสวย หรือผลจะใหญ่กว่าใคร แต่ผมขอมีจุดยืนอยู่ที่ความมั่นคง สามารถยืนทะนงต่อพายุและเมฆฝนที่เข้ามาโถมกระหน่ำ
ผมขอมีชีวิตอยู่ด้วย “รากแก้ว” ของต้นไม้เตี้ย ๆ ที่มั่นคง ดีกว่าที่จะยืนต้นสูงแล้วถูกล้มลงได้โดยง่าย…

ถึงแม้จะไม่สวย ไม่รวย ไม่เร็ว ไม่หรู แต่ก็ขอให้ยืนอยู่ได้อย่าง "มั่นคง..."