อันสงครามนั้น เป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ เป็นแหล่งแห่งความเป็นความตาย เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่หรือดับสูญ จักไม่พินิจ พิเคราะห์มิได้

บทที่ 1 การประมาณสถานการณ์

บทความในกลยุทธเดิม(http://www.thaisamkok.com/Samkok_SunVoo01.shtml)

          อันสงครามนั้น เป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ เป็นแหล่งแห่งความเป็นความตาย เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่หรือดับสูญ จักไม่พินิจ พิเคราะห์มิได้ ฉะนั้น พึงวิเคราะห์จากห้าเรื่อง นำมาเปรียบเทียบเพื่อประเมิน ให้ถ่องแท้ในสภานะการณ์หนึ่งคือคุณธรรม สองคือลมฟ้าอากาศ สามคือภูมิประเทศ สี่คือแม่ทัพ ห้าคือกฎระเบียบ
          ที่ว่าคุณธรรมคือ สิ่งที่ทำให้ทวยราษฎร์และเบื้องบนมีเจตนารมณ์ร่วมกัน ร่วมเป็นก็ได้ ร่วมตายก็ได้ ทวยราษฎร์มิหวั่นอันตราย
          ที่ว่าลมฟ้า ก็คือ สว่างหรือมืด หนาวหรือร้อน ฤดูนี้หรือฤดูนั้น
          ที่ว่าภูมิประเทศ ก็คือ สูงหรือต่ำ ใกล้หรือไกล คับขันหรือราบเรียบ กว้างหรือแคบ เป็นหรือตาย
          ที่ว่าแม่ทัพ ก็คือ สติปัญญา ศรัทธา เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด
          ที่ว่ากฎระเบียบ ก็คือ ระบบจัดกำลัง ระบบยศตำแหน่ง ระบบพลาธิการ

   ทั้งห้าเรื่องนี้ แม่ทัพพึงรู้แจ้ง ผู้รู้จักชนะ ผู้ไม่รู้จักไม่ชนะ ในสถานการณ์ กล่าวคือ เจ้านายมีคุณธรรมหรือไม่? แม่ทัพสามารถหรือไม่? ฟ้าดินอำนวยหรือไม่? วินัยเข้มงวดหรือไม่? กองทัพเข้มเข็งหรือไม่? ทหารฝึกดีหรือไม่? การรางวัลลงโทษแจ่มชัดหรือไม่? เรารู้ฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะได้จากนี้ แม่ทัพใดเชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักชนะ ให้เอาตัวไว้ แม่ทัพใดไม่เชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักแพ้ ให้ปลดออกไป เมื่อการประเมินผลดีเป็นที่รับฟัง ก็ให้สร้างพลานุภาพขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยแผนศึก ที่ว่าพลานุภาพ ก็คือการปฎิบัติการตามสภาพอันจะก่อให้เกิดผลนั่นเอง
          อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย ฉะนั้น รบได้ให้แสดงว่ารบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงว่าไกล ไกลให้แสดงใกล้ ให้ล่อด้วยผลประโยชน์ ให้ชิงเมื่อระส่ำระสาย ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ข้าศึกโกรธง่ายให้ก่อกวน ข้าศึกยโสให้เหิมเกริม ข้าศึกสบายให้เหนื่อยล้า ข้าศึกกลมเกลียวให้แยกสลาย ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวัง ให้รุกรานเมื่อไม่คาดคิด นี้คืออัจฉริยะของนักการทหาร อันจักกำหนดล่วงหน้ามิได้
          การประเมินศึกในศาลเทพารักษ์ก่อนรบบ่งบอกชัยชนะ เพราะคำนวณผลได้มากกว่า การประเมินผลในศาลเทพารักษ์ก่อนรบบ่งบอกไม่ชนะ เพราะคำนวณผลได้น้อยกว่า คำนวณผลได้มีมากก็จะชนะ คำนวณผลได้มีน้อยก็แพ้ ถ้าไม่คำนวณก็จักไม่ปรากฏผล เราพิจารณาจากนี้ ก็ประจักษ์ในชัยชนะหรือพ่ายแพ้แล้ว

 

กลศึกการบริหาร Software Project

          เมื่อไคร่ที่ต้องการสร้างสรรค์ Project ขึ้นมานั้น จำเป็นจักต้องใช้สรรพกำลังมากมายในการพัฒนา เมื่อทุ่มเทแลอาจนำมาซึ่งการล้มตายหรืออยู่รอดขององค์กร จะทำโดยพละการมิได้ จะทำโดยความรู้สึกมิได้ และจะทำโดยความประมาทมิได้ ดังนี้แล้วควรนำกฏ 6 ข้อมาเป็นแก่นการพิจารณา ให้ถ่องแท้ ให้เข้าใจ ให้แตกฉาน จนสามารถปรับเปลี่ยนได้ประดุจหนึ่งสัญชาติญาณแห่งสัตว์ หนึ่งคือคุณธรรมจริยธรรม(Ethic) สองคือกาละเวลาลมฟ้าอากาศ(Timing) สามคือภูมิประเทศหรือตลาดที่จะเล่น(Place/Segment) สี่คือบุคลากรและทัพยากร(Resource) ห้าคือกฏระเบียบและกฏหมาย(Regulations/Law) หกคือความสัมพันธ์อันดี(Connection)
          ที่ว่าคุณธรรมจริยธรรม(Ethic) คือการมีจริยธรรมและคุณธรรมกับพนักงานและหุ้นส่วน ใช้ใจซื้อใจ ใช้ความรักซื้อความภักดี ใช้ความเอาใจใส่ซื้อความทุมเท เมื่อทุกคนรวมเป็นหนึ่งแล้วไซร้ จักมีความร่วมคิดร่วมกระทำพัฒนาโครงการอย่างแข็งขัน จักสำเร็จหรือล้มเหลวก็พร้อมร่วมฝ่าฟัน
          ที่ว่ากาละเวลาลมฟ้าอากาศ(Timming)ก็คือ การรู้ช่วงเวลาที่เหมาะสม ว่าถึงช่วงเวลาที่ควรเริ่มโครงการหรือไม่ ไวไปหรือช้าไป ควรเริ่มในเวลานี้ หรือควรเริ่มในกาลหน้า รู้ช่วงเวลาว่าในการพัฒนานั้น ช่วงเวลาใดควรใช้เวลามากใช้เวลาน้อย ในเวลาที่เริ่มจะมีใครสนับสนุนหรือไม่มีคู่แข่งขัน รัฐเปิดทางช่วยเหลือหรือบีบบังคับให้ยากเข็ญ
          ที่ว่าภูมิประเทศหรือตลาดที่จะเล่น(Place/Segment)ก็คือ เป็นตลาดเข้ายากหรือตลาดเข้าง่าย ลูกค้าใกล้หรือลูกค้าใกล การเดินทางคุ้มค่าหรือการเดินทางรังแต่สูญเสีย Infrastructureเหมาะสมหรือติดขัด การSupportทางใกลเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้
          ที่สี่คือบุคลากรและทัพยากร(Resource) ก็คือ  การเงินมีมากการเงินมีน้อย การเงินคล่องหรือการเงินฝืดเคือง แหล่งทุนทรัพย์มีหรือขัดสน อุปกรณ์พร้อมทดลองหรืออุปกรณ์ขาดแคลน ใครเหมาะกับงานใด ใครจริงใจใครสับปรับ ใครเก่งจริงใครเก่งแต่วาจา ใครพร้อมเป็นผู้นำใครพร้อมเป็นผู้ตาม ใครเหมาะทำงานทีมใครเหมาะทำงานเดี่ยว ใครมากประสิทธิภาพใครมากประสิทธิผล ใครทุ่มเทเพื่องานใครทุ่มเทเพื่อผลตอบแทน ใครมุ่งรับแต่ดีใครพร้อมรับทั้งผิดทั้งชอบ ใครควรสั่งการใครควรโน้มน้าว
          ที่ว่ากฏระเบียบและกฏหมาย(Regulations/Law) ก็คือ ต้องมีระบบการลา ระบบการเบิกจ่าย ระบบการแต่งตั้ง ระบบการรับผิดชอบต่อหน้าที่ ระบบการส่งงาน ระบบเอกสาร ระบบการพัฒนาที่ควรยึด ระบบการประสานงาน กฏหมายลิขสิทธิ์ กฏหมายสิทธิบัตร กฏหมายแรงงาน กฏหมายการลงทุน กฏหมาย ICT สิ่งที่ควรมีคือมาตรฐานในการพัฒนา(CMMI ,ITIL,ISO,COBIT..ฯ) โครงสร้างที่ชัดเจน(Sturcture, OOP)เป็นอย่างไร
          ที่ว่าความสัมพันธ์อันดี(Connection) ก็คือ มีคนคอยสนับสนุนหรือไม่มี มีผู้เชี่ยวชาญคอยปรึกษาหรือโดดเดี่ยว เมื่อผิดพลาดจะมีคนช่วยหรืออ้างว้าง รู้จักลูกค้าผิวเผินหรือแนบแน่น รู้จักSupplierที่พร้อมให้เครดิตหรือต้องจ่ายเงินสด

          ทั้งหกเรื่องนี้ผู้นำและProject Managerควรรู้แจ้ง จักมีทางชนะ หากรู้น้อยจักสุ่มเสี่ยง หากมิรู้เลยจักพ่ายแพ้ รู้มากจะเริ่มกลยุทธต่อไปอย่างมีชั้นเชิง รู้น้อยต้องอาศัยชะตาช่วยในการทำงาน หากมิรู้เลยถึงเริ่มได้ก็จักล่มสลาย
          อันการสร้างสรรค์ผลงานด้าน IT นั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งลูกล่อลูกชน ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการชนะใจลูกค้า คู่ค้าหรือแม้กระทั่งคู่แข่งขัน เมื่อจะเริ่ม Project นั้น เมื่อเรารู้มากให้แสร้งถ่อมตัวเพื่อดูท่าที เรารู้น้อยให้ศึกษาและแสร้งมั่นใจ เอาผลประโยชน์เข้าล่อลูกค้าว่าเพิ่มกำไรหรือลดต้นทุนอย่างไร Compare ระหว่างระบบเรากับระบบเก่า 
          อันการจัดการคนคุมงานฝ่ายลูกค้า(Project Manager ฝ่ายลูกค้า)นั้น หากรู้มากให้เตรียมหาข้อมูล หากรู้น้อยให้ป้อนข้อมูลตามเรา หากมีทีมที่เก่งกว่าให้หลีกเลี่ยง หากชอบรื่นเริงให้กำนัลด้วยสังสรรค์ หากจริงจังเวลางานให้จัดการนอกรอบ หากไม่คุยกับชายก็ส่งหญิงสาว หากไม่คุยกับหญิงสาวให้ส่งชายหนุ่ม พึงศึกษาอุปนิสัยส่วนตัวคนคุมงานให้มาก แล้วหาจุดเข้าตีเพื่อครองใจ ที่พอใช้คือสร้างความรู้สึกสนิทสนม ที่ดีคือสร้างความรู้สึกเป็นเพื่อน ที่ยอดเยี่ยมให้สร้างความรู้สึกแบบพี่น้อง ที่ดีที่สุดคือให้เขารู็สึกนับถือศรัทธาดุจครูอาจารย์ ซึ่งดังที่กล่าวมาล้วนเป็นศักยภาพที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการ จักกำหนดแบบแผนตายตัวได้ยาก ผู้ทำไม่ได้สมควรศึกษา ผู้ทำได้ดุจมีพรสวรรค์คอยหนุนส่ง
          ประการสุดท้ายการประเมินลูกค้า คู่แข่ง คู่ค้า บนห้องประชุมก่อนเป็นเรื่องสมควรทำ ผู้เป็นกบในกะลาคิดว่าตัวเองเก่งองค์กรดี เสมือนหนึ่งเสียปรียบแล้วกึ่งหนึ่ง ผู้เปรียบตัวเองกับภายนอกอย่างเปิดใจ เสมือนชนะแล้วกึ่งหนึ่ง ผู้ไม่ประเมินเลยจักมิเห็นลู่ทาง ผู้ประเมินยิ่งรู้รอบด้านยิ่งเห็นทางได้มาก ผู้มิประเมินเลยก็ต้องฝากความหวังไว้กับโชคชะตา