
แหล่งวิตามินจากผลไม้
วิตามิน เอ = องุ่น แอปเปิ้ล แอพริคอต พีช แคนตาลูป กล้วย มะละกอ มะม่วง
วิตามิน บี = กล้วย แคนตาลูป แครอท มะนาว มะเขือเทศ ลูกเกด ลูกพรุน สับปะรด
วิตามิน ซี = องุ่น แอปเปิ้ล สาลี่ ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ สับปะรด กีวี่ แคนตาลูป มะเขือเทศ มะละกอ มะนาว (ผลไม้ตระกูลส้ม)
วิตามีน ดี = กล้วย มะละกอ ฝรั่งหวาน
วิตามิน อี = อโวคาโด ลูกนัท มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม
วิตามิน เค = น้ำคั้นจากผักสีเขียว และผลไม้เปลือกเขียว ผลโอ๊ค ถั่วเหลือง
วิตามินจากพืชและผลไม้เป็นแหล่งที่อุดมด้วยวิตามินที่ดีที่สุดที่เราสามารถหาบริโภคได้ง่ายและสะดวก ในขณะเดียวกันผลไม้ที่มีประโยชน์เหล่านี้ ได้ถูกนำมาวิจัยโดยผ่านขบวนการ Bio Ionic จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ถนอมผิว Phannachat ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ในการดูแล ปกป้อง บำรุงผิว ที่ท่านห่วงใย อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปริมาณส่วนที่รับประทาน 100 กรัม พบว่า
ผลไม้ที่พบสารเบต้าแคโรทีน (สารต้านมะเร็ง) มากที่สุด 10 อันดับแรก คือ
- มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 873 ไมโครกรัม
- รองลงมา ได้แก่ มะเขือเทศราชินี 639 ไมโครกรัม
- มะละกอสุก 532 ไมโครกรัม
- แคนตาลูปเหลือง 217 ไมโครกรัม
- มะปรางหวาน 230 ไมโครกรัม
- มะยงชิด 207 ไมโครกรัม
- สับปะรดภูเก็ต 150 ไมโครกรัม
- แตงโม 122 ไมโครกรัม
- ส้มสายน้ำผึ้ง 101 ไมโครกรัม
- และลูกพลับ 93 ไมโครกรัม

สำหรับผลไม้ที่มีวิตามินอีสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
- ขนุนหนัง 2.38 มิลลิกรัม
- มะขามเทศ 2.29 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยดิบ 1.52 มิลลิกรัม
- มะเขือเทศราชินี 1.34 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยสุก 1.23 มิลลิกรัม
- มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 1.1 มิลลิกรัม
- มะม่วงยายกล่ำสุก 0.97 มิลลิกรัม
- กล้วยไข่ 0.47 มิลลิกรัม
- แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 0.59 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่มี 0.54 มิลลิกรัม

ส่วนผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ
- ฝรั่งกลมสาลี่ 187 มิลลิกรัม
- ฝรั่งไร้เมล็ด 151 มิลลิกรัม
- มะขามป้อม 111 มิลลิกรัม
- มะขามเทศ 97 มิลลิกรัม
- เงาะโรงเรียน 76 มิลลิกรัม
- ลูกพลับ 73 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่ 66 มิลลิกรัม
- มะละกอแขกดำสุก 55 มิลลิกรัม
- พุทราแอปเปิ้ล 47 มิลลิกรัม
- ส้มโอขาวแตงกวา 48 มิลลิกรัม

จากการศึกษากล้วยต่างๆ 24 สายพันธุ์ พบว่า
- กล้วยไข่พม่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงสุด 528 ไมโครกรัม
- รองลงมาคือ กล้วยงาช้าง 520 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่โนนสูง 397 ไมโครกรัม
- กล้วยนางพญา 393 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่ 271 ไมโครกรัม
- กล้วยหักมุกนวล 270 ไมโครกรัม

ซึ่งปกติเราจะได้รับสารอาหารทั้ง 3 ชนิดจากการรับประทานอาหารโดยทั่วไปน้อย
เพราะถูกทำลายได้ง่ายจากความร้อน จึงต้องเพิ่มการรับประทานผลไม้และผักสดด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิดและให้ได้สัดส่วนตามโภชนาการ
โดยใน 1 วันคนเราควรบริโภคผลไม้ ให้ได้วันละ 4 ส่วน โดย 1 ส่วนของผลไม้ หากเป็นผลไม้ขนาดเล็ก เช่น องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย เท่ากับ 6-8 ผล, ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วย น้อยหน่า เท่ากับ 1-2 ผล
ส่วนผลไม้ขนาดใหญ่เช่น แตงโม สับปะรด มะละกอ จะเท่ากับ 6-8 ชิ้นพอคำ
ในกลุ่มที่ต้องคุมปริมาณน้ำตาล
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจต้องเลือกผลไม้ที่รสไม่หวาน ในอเมริกาได้แนะนำให้ผู้ชายบริโภคแคโรทีนอยด์วันละ 6 มิลลิกรัม
ในคนไทยแนะนำให้บริโภควิตามินอีวันละ 6-15 มิลลิกรัม และวิตามินซีวันละ 40-90 มิลลิกรัม
.....ที่มา: ไทยรัฐ
ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ มีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม และประโยชน์เฉพาะในการป้องกันโรคสำคัญ ๆ อันที่จริงประโยชน์ชของผลไม้ที่ช่วยป้องกันโรคบางอย่างได้นั้น เป็นที่รู้และปฏิบัติกันมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แต่การค้นพบวิตามินอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง เช่นกองทัพเรืออังกฤษได้ใช้ส้มและมะนาวป้องกันโรคลักปิดลักเปิดในหมู่กะลาสีเรือมาเป็นเวลากว่าร้อยปีก่อนการค้นพบวิตามินซีในมะนาวในปี ค.ศ. 1928 อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาหมุนเปลี่ยน โรคอันเนื่องมาจากการขาดวิตามินเป็นปัญหาน้อยลงไปมาก ความสำคัญของผลไม้ในการป้องกันโรคจึงลดลงไปด้วย ต่อเมื่อค้นพบว่าวิตามินและแร่ธาตุสามารถทำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน อันเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญสุดของชาวตะวันตก และผู้มีอันจะกินในตะวันออกนี่แหละ ความสนใจในความสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้ จึงกลับลุกโหมเป็นไฟขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว
-
ผลไม้ ชะลอความแก่ เสริมความงาม คนเราจะแก่เร็วหรือช้าขึ้นกับสภาพการทำงานของระบบการสร้างเซลล์ และระบบภูติต้านทาน (immune system) สองระบบนี้ช่วยกันทำงาน ต่อสูความเจ็บป่วย โรมรันกับสารพิษและเชื้อโรคแปลกปลอมที่เข้าสู่ในร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือถูกทำลาย อีกทั้งสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อใหม่เมื่อระบบเซลล์และระบบภูมิต้านทานทำงานได้ดี การแก่ตัวจะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่โดยทั่วไป ความแปรปรวนของชีวเคมีในร่างกายอันเนื่องจากความเครียด สารพิษจากสิ่งแวดล้อมการใช้แรงกายที่หนักหักโหมเกินกำลัง รวมทั้งอาหารที่กิน มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ระบบทั้งสองเสื่อมโทรมลง ส่งผลให้แก่เร็วขึ้น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์โภชนาการพบว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม สามารถต้านความชราภาพได้ด้วย แอนติออกซิแดนท์เหล่านี้ช่วยป้องกันและลดความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ธำรงความแข็งแรงของระบบเซลล์ไว้ได้นาน ดังนี้ ผลไม้ที่สารต้านอนุมุลอิสราจึงช่วยชะลอความแก่ ผลไม้ยังช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง ก็เท่ากับรักษาระบบภูมิต้านทานให้ไม่ต้องถูกใช้งานหนัก ก็เท่ากับช่วยชะลอความแก่ไปโดยปริยาย คนกินผลไม้มาก ๆจะเห็นผลทันตา ผิวหนังจะเต่งตึงความเหี่ยวย่นจะปลาสนาการไป รูปหน้าที่สวยจริงก็จะปรากฎไม่ถูกบดบังทำอัปลักษณ์ใบหน้ากางด้วยน้ำและไขมัน รอยย่นจะบางเบา นัยน์ตาจะใสและแจ่มจรัส ผลไม้มิได้ชะลอความแก่แต่ระดับผิว (เผิน) เท่านั้น เพราะผิวเป็นเพียงตัวบ่งบอกสุขภาพคนกินผลไม้มากจะมีโคเลสเตอรอลพอเหมาะ ความดันโลหิตพอดี ตับไตแข็งแรง ทั้งหมดนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อผิวพรรณดังนั้น สุขภาพ ผิวพรรณ ความงาม และการชะลอความแก่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาก นอกจากนั้น วิตามินซีและวิตามินเอยังช่วยให้ผิดเต่งตึงมีน้ำมีนวลโตยตรงอีกโสตหนึ่งด้วย ผลไม้ช่วยรักษาอาการเสื่อยสภาพบางอย่างอันเนื่องมาจากวัยได้ เช่น กินผลไม้ช่วยในสมรรถภาพพทางเพศไม่เสื่อมเร็ว ช่วยป้องกันอาการหลงลืมตามวัย เป็นต้น ในด้านสุขภาพผู้หญิง มีรายงานว่าวิตามินซีและไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ในผลไม้ตะกูลส้ม (ที่ใส้หรือแกนของกลีบผล) ช่วยลดการเสียเลือดประจำเดือนให้น้อยและสั้นลงจนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
-
ผลไม้ คลายอารมณ์ กินผลไม้มาก ๆ ช่วยทำให้สุขภาพจิตดี เพราะเมื่อไม่เบียดเบียนชีวิต จิตใจย่อมเกิดศานติสุข นอกจากนั้นในผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างที่นักวิชาการได้พบว่า ส่งผลให้นักนิยมผลไม้เป็นคนอารมณ์ดีกว่าผู้อื่น ความรู้สึกซึมเซา ไม่กระปรี้กระเปร่า และอารมยืเสียซึ่งหลาย ๆ นเป็นกัน อาจเกิดมาจากน้ำตาลในเลือดมีระดับต่ำ (hypoglycemia) ผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้คั้นสักแก้ว จักช่วยให้กลับตื่นตัวและเบิกบานได้ โดยไม่ต้องอาศัยกาแฟหรือชาเป็นตัวกระตุ้นอย่างที่เคยชิน กล่าวกันว่าร้อยละ 80 คนที่มีปัญหาร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ มูลเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับปัญหาปริมาณโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในร่างกายมีน้อยเกินไป การกินผลไม้ที่อุดมด้วยแร่ธาตเหล่านี้ ทำให้เกิดความสมดุลทางเคมีในร่างกาย และแก้ไขปัญหาร่างการยอ่อนเพลียได้อย่างวิเศษ
-
ผลไม้ กับการลดน้ำหนัก การกินผลไม้ให้มากเป็นวิการลดน้ำหนักที่ได้ผลดี เพราะร่างกายยังได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ อย่างพอเพียงจากผลไม้ที่กินได้มากเท่าที่ต้องการ ร่างกายยังแข็งแรง ขณะที่น้ำหนักตัวลดลงได้ดังปรารถยน ในคนอ้วน กระเพาะอาหารได้ถูกกระตุ้นจนติตนิสัยชอบหลั่งน้ำย่อย ทำให้รู้สึกหิวบ่อย ๆทว่าแม้จะกิจจุ ร่างกายกลับยังคงขาดแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นอยู่ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นอยากกิน การลดนำน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารเป็นการหักหาญร่างกาย ซึ่งนอกจากจะไม่สำเร็จถาวรแล้ว ยังทำให้เครียด สุขภาพจิตเสียเอาได้ตรงกันข้าม การหันมากินผลไม้เป็นหลัก ไม่แตกหักกับระบบย่อยอาหารที่นิสัยเสียอยู่แล้วในทันที ผลไม้ยังช่วยให้ระบบร่างกายอื่น ๆ สามารถทำงานได้สมบูรณืมากขึ้นอีก ผลรวมที่เกิดจึงเป็นน้ำหนักลด แต่จิตใจสดชื่น อารมณ์ดี แถมร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้นอีก ผลไม้นอกจากให้วิตามินและแร่ธาตุอย่างอุดมแล้ง ยังมีเส้นไยที่ช่วยให้หนักท้อง และเป็นผลดีต่อการทำงานของลำไส้ ยิ่งกว่านั้นเส้นใยจากผลไม้ยังช่วยขับพิษ (toxin) และสารตกค้างสะสมที่ผนังลำไส้ออกไปได้อีกด้วย สิ่งตกค้างเหล่านี้หากไม่ถูกขับออก จะส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
ในปริมาณส่วนที่รับประทาน 100 กรัม พบว่า
ผลไม้ที่พบสารเบต้าแคโรทีน (สารต้านมะเร็ง) มากที่สุด 10 อันดับแรก คือ
- มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 873 ไมโครกรัม
- รองลงมา ได้แก่ มะเขือเทศราชินี 639 ไมโครกรัม
- มะละกอสุก 532 ไมโครกรัม
- แคนตาลูปเหลือง 217 ไมโครกรัม
- มะปรางหวาน 230 ไมโครกรัม
- มะยงชิด 207 ไมโครกรัม
- สับปะรดภูเก็ต 150 ไมโครกรัม
- แตงโม 122 ไมโครกรัม
- ส้มสายน้ำผึ้ง 101 ไมโครกรัม
- และลูกพลับ 93 ไมโครกรัม

สำหรับผลไม้ที่มีวิตามินอีสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
- ขนุนหนัง 2.38 มิลลิกรัม
- มะขามเทศ 2.29 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยดิบ 1.52 มิลลิกรัม
- มะเขือเทศราชินี 1.34 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยสุก 1.23 มิลลิกรัม
- มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 1.1 มิลลิกรัม
- มะม่วงยายกล่ำสุก 0.97 มิลลิกรัม
- กล้วยไข่ 0.47 มิลลิกรัม
- แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 0.59 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่มี 0.54 มิลลิกรัม

ส่วนผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ
- ฝรั่งกลมสาลี่ 187 มิลลิกรัม
- ฝรั่งไร้เมล็ด 151 มิลลิกรัม
- มะขามป้อม 111 มิลลิกรัม
- มะขามเทศ 97 มิลลิกรัม
- เงาะโรงเรียน 76 มิลลิกรัม
- ลูกพลับ 73 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่ 66 มิลลิกรัม
- มะละกอแขกดำสุก 55 มิลลิกรัม
- พุทราแอปเปิ้ล 47 มิลลิกรัม
- ส้มโอขาวแตงกวา 48 มิลลิกรัม

จากการศึกษากล้วยต่างๆ 24 สายพันธุ์ พบว่า
- กล้วยไข่พม่ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงสุด 528 ไมโครกรัม
- รองลงมาคือ กล้วยงาช้าง 520 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่โนนสูง 397 ไมโครกรัม
- กล้วยนางพญา 393 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่ 271 ไมโครกรัม
- กล้วยหักมุกนวล 270 ไมโครกรัม

ซึ่งปกติเราจะได้รับสารอาหารทั้ง 3 ชนิดจากการรับประทานอาหารโดยทั่วไปน้อย
เพราะถูกทำลายได้ง่ายจากความร้อน จึงต้องเพิ่มการรับประทานผลไม้และผักสดด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิดและให้ได้สัดส่วนตามโภชนาการ
โดยใน 1 วันคนเราควรบริโภคผลไม้ ให้ได้วันละ 4 ส่วน โดย 1 ส่วนของผลไม้ หากเป็นผลไม้ขนาดเล็ก เช่น องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย เท่ากับ 6-8 ผล, ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วย น้อยหน่า เท่ากับ 1-2 ผล
ส่วนผลไม้ขนาดใหญ่เช่น แตงโม สับปะรด มะละกอ จะเท่ากับ 6-8 ชิ้นพอคำ
ในกลุ่มที่ต้องคุมปริมาณน้ำตาล
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจต้องเลือกผลไม้ที่รสไม่หวาน ในอเมริกาได้แนะนำให้ผู้ชายบริโภคแคโรทีนอยด์วันละ 6 มิลลิกรัม
ในคนไทยแนะนำให้บริโภควิตามินอีวันละ 6-15 มิลลิกรัม และวิตามินซีวันละ 40-90 มิลลิกรัม
.....ที่มา: ไทยรัฐ
- รองลงมา ได้แก่ มะเขือเทศราชินี 639 ไมโครกรัม
- มะละกอสุก 532 ไมโครกรัม
- แคนตาลูปเหลือง 217 ไมโครกรัม
- มะปรางหวาน 230 ไมโครกรัม
- มะยงชิด 207 ไมโครกรัม
- สับปะรดภูเก็ต 150 ไมโครกรัม
- แตงโม 122 ไมโครกรัม
- ส้มสายน้ำผึ้ง 101 ไมโครกรัม
- และลูกพลับ 93 ไมโครกรัม
- มะขามเทศ 2.29 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยดิบ 1.52 มิลลิกรัม
- มะเขือเทศราชินี 1.34 มิลลิกรัม
- มะม่วงเขียวเสวยสุก 1.23 มิลลิกรัม
- มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 1.1 มิลลิกรัม
- มะม่วงยายกล่ำสุก 0.97 มิลลิกรัม
- กล้วยไข่ 0.47 มิลลิกรัม
- แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 0.59 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่มี 0.54 มิลลิกรัม
- ฝรั่งไร้เมล็ด 151 มิลลิกรัม
- มะขามป้อม 111 มิลลิกรัม
- มะขามเทศ 97 มิลลิกรัม
- เงาะโรงเรียน 76 มิลลิกรัม
- ลูกพลับ 73 มิลลิกรัม
- สตรอเบอร์รี่ 66 มิลลิกรัม
- มะละกอแขกดำสุก 55 มิลลิกรัม
- พุทราแอปเปิ้ล 47 มิลลิกรัม
- ส้มโอขาวแตงกวา 48 มิลลิกรัม
- รองลงมาคือ กล้วยงาช้าง 520 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่โนนสูง 397 ไมโครกรัม
- กล้วยนางพญา 393 ไมโครกรัม
- กล้วยไข่ 271 ไมโครกรัม
- กล้วยหักมุกนวล 270 ไมโครกรัม
เพราะถูกทำลายได้ง่ายจากความร้อน จึงต้องเพิ่มการรับประทานผลไม้และผักสดด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิดและให้ได้สัดส่วนตามโภชนาการ
โดยใน 1 วันคนเราควรบริโภคผลไม้ ให้ได้วันละ 4 ส่วน โดย 1 ส่วนของผลไม้ หากเป็นผลไม้ขนาดเล็ก เช่น องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย เท่ากับ 6-8 ผล, ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วย น้อยหน่า เท่ากับ 1-2 ผล
ส่วนผลไม้ขนาดใหญ่เช่น แตงโม สับปะรด มะละกอ จะเท่ากับ 6-8 ชิ้นพอคำ
ในกลุ่มที่ต้องคุมปริมาณน้ำตาล
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจต้องเลือกผลไม้ที่รสไม่หวาน ในอเมริกาได้แนะนำให้ผู้ชายบริโภคแคโรทีนอยด์วันละ 6 มิลลิกรัม
ในคนไทยแนะนำให้บริโภควิตามินอีวันละ 6-15 มิลลิกรัม และวิตามินซีวันละ 40-90 มิลลิกรัม
ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ มีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม และประโยชน์เฉพาะในการป้องกันโรคสำคัญ ๆ อันที่จริงประโยชน์ชของผลไม้ที่ช่วยป้องกันโรคบางอย่างได้นั้น เป็นที่รู้และปฏิบัติกันมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แต่การค้นพบวิตามินอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง เช่นกองทัพเรืออังกฤษได้ใช้ส้มและมะนาวป้องกันโรคลักปิดลักเปิดในหมู่กะลาสีเรือมาเป็นเวลากว่าร้อยปีก่อนการค้นพบวิตามินซีในมะนาวในปี ค.ศ. 1928 อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาหมุนเปลี่ยน โรคอันเนื่องมาจากการขาดวิตามินเป็นปัญหาน้อยลงไปมาก ความสำคัญของผลไม้ในการป้องกันโรคจึงลดลงไปด้วย ต่อเมื่อค้นพบว่าวิตามินและแร่ธาตุสามารถทำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน อันเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญสุดของชาวตะวันตก และผู้มีอันจะกินในตะวันออกนี่แหละ ความสนใจในความสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้ จึงกลับลุกโหมเป็นไฟขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว
-
ผลไม้ ชะลอความแก่ เสริมความงาม คนเราจะแก่เร็วหรือช้าขึ้นกับสภาพการทำงานของระบบการสร้างเซลล์ และระบบภูติต้านทาน (immune system) สองระบบนี้ช่วยกันทำงาน ต่อสูความเจ็บป่วย โรมรันกับสารพิษและเชื้อโรคแปลกปลอมที่เข้าสู่ในร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือถูกทำลาย อีกทั้งสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อใหม่เมื่อระบบเซลล์และระบบภูมิต้านทานทำงานได้ดี การแก่ตัวจะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่โดยทั่วไป ความแปรปรวนของชีวเคมีในร่างกายอันเนื่องจากความเครียด สารพิษจากสิ่งแวดล้อมการใช้แรงกายที่หนักหักโหมเกินกำลัง รวมทั้งอาหารที่กิน มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ระบบทั้งสองเสื่อมโทรมลง ส่งผลให้แก่เร็วขึ้น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์โภชนาการพบว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม สามารถต้านความชราภาพได้ด้วย แอนติออกซิแดนท์เหล่านี้ช่วยป้องกันและลดความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ธำรงความแข็งแรงของระบบเซลล์ไว้ได้นาน ดังนี้ ผลไม้ที่สารต้านอนุมุลอิสราจึงช่วยชะลอความแก่ ผลไม้ยังช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง ก็เท่ากับรักษาระบบภูมิต้านทานให้ไม่ต้องถูกใช้งานหนัก ก็เท่ากับช่วยชะลอความแก่ไปโดยปริยาย คนกินผลไม้มาก ๆจะเห็นผลทันตา ผิวหนังจะเต่งตึงความเหี่ยวย่นจะปลาสนาการไป รูปหน้าที่สวยจริงก็จะปรากฎไม่ถูกบดบังทำอัปลักษณ์ใบหน้ากางด้วยน้ำและไขมัน รอยย่นจะบางเบา นัยน์ตาจะใสและแจ่มจรัส ผลไม้มิได้ชะลอความแก่แต่ระดับผิว (เผิน) เท่านั้น เพราะผิวเป็นเพียงตัวบ่งบอกสุขภาพคนกินผลไม้มากจะมีโคเลสเตอรอลพอเหมาะ ความดันโลหิตพอดี ตับไตแข็งแรง ทั้งหมดนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อผิวพรรณดังนั้น สุขภาพ ผิวพรรณ ความงาม และการชะลอความแก่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาก นอกจากนั้น วิตามินซีและวิตามินเอยังช่วยให้ผิดเต่งตึงมีน้ำมีนวลโตยตรงอีกโสตหนึ่งด้วย ผลไม้ช่วยรักษาอาการเสื่อยสภาพบางอย่างอันเนื่องมาจากวัยได้ เช่น กินผลไม้ช่วยในสมรรถภาพพทางเพศไม่เสื่อมเร็ว ช่วยป้องกันอาการหลงลืมตามวัย เป็นต้น ในด้านสุขภาพผู้หญิง มีรายงานว่าวิตามินซีและไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ในผลไม้ตะกูลส้ม (ที่ใส้หรือแกนของกลีบผล) ช่วยลดการเสียเลือดประจำเดือนให้น้อยและสั้นลงจนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
-
ผลไม้ คลายอารมณ์ กินผลไม้มาก ๆ ช่วยทำให้สุขภาพจิตดี เพราะเมื่อไม่เบียดเบียนชีวิต จิตใจย่อมเกิดศานติสุข นอกจากนั้นในผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างที่นักวิชาการได้พบว่า ส่งผลให้นักนิยมผลไม้เป็นคนอารมณ์ดีกว่าผู้อื่น ความรู้สึกซึมเซา ไม่กระปรี้กระเปร่า และอารมยืเสียซึ่งหลาย ๆ นเป็นกัน อาจเกิดมาจากน้ำตาลในเลือดมีระดับต่ำ (hypoglycemia) ผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้คั้นสักแก้ว จักช่วยให้กลับตื่นตัวและเบิกบานได้ โดยไม่ต้องอาศัยกาแฟหรือชาเป็นตัวกระตุ้นอย่างที่เคยชิน กล่าวกันว่าร้อยละ 80 คนที่มีปัญหาร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ มูลเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับปัญหาปริมาณโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในร่างกายมีน้อยเกินไป การกินผลไม้ที่อุดมด้วยแร่ธาตเหล่านี้ ทำให้เกิดความสมดุลทางเคมีในร่างกาย และแก้ไขปัญหาร่างการยอ่อนเพลียได้อย่างวิเศษ
-
ผลไม้ กับการลดน้ำหนัก การกินผลไม้ให้มากเป็นวิการลดน้ำหนักที่ได้ผลดี เพราะร่างกายยังได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ อย่างพอเพียงจากผลไม้ที่กินได้มากเท่าที่ต้องการ ร่างกายยังแข็งแรง ขณะที่น้ำหนักตัวลดลงได้ดังปรารถยน ในคนอ้วน กระเพาะอาหารได้ถูกกระตุ้นจนติตนิสัยชอบหลั่งน้ำย่อย ทำให้รู้สึกหิวบ่อย ๆทว่าแม้จะกิจจุ ร่างกายกลับยังคงขาดแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นอยู่ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นอยากกิน การลดนำน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารเป็นการหักหาญร่างกาย ซึ่งนอกจากจะไม่สำเร็จถาวรแล้ว ยังทำให้เครียด สุขภาพจิตเสียเอาได้ตรงกันข้าม การหันมากินผลไม้เป็นหลัก ไม่แตกหักกับระบบย่อยอาหารที่นิสัยเสียอยู่แล้วในทันที ผลไม้ยังช่วยให้ระบบร่างกายอื่น ๆ สามารถทำงานได้สมบูรณืมากขึ้นอีก ผลรวมที่เกิดจึงเป็นน้ำหนักลด แต่จิตใจสดชื่น อารมณ์ดี แถมร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้นอีก ผลไม้นอกจากให้วิตามินและแร่ธาตุอย่างอุดมแล้ง ยังมีเส้นไยที่ช่วยให้หนักท้อง และเป็นผลดีต่อการทำงานของลำไส้ ยิ่งกว่านั้นเส้นใยจากผลไม้ยังช่วยขับพิษ (toxin) และสารตกค้างสะสมที่ผนังลำไส้ออกไปได้อีกด้วย สิ่งตกค้างเหล่านี้หากไม่ถูกขับออก จะส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย