วงการวิชาการไทยเป็นอะไรที่ต้องมี “รูปแบบ” คือ ต้องมีหลักการ หลักฐาน โครงร่าง โครงการ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนา “พฤติกรรม” ของมนุษย์จริง ๆ หรือไม่...?
เวลาที่เราเจอปัญหาอะไรสักอย่าง อาทิเช่น ปัญหาคุณภาพของการศึกษา เราก็ต้องสร้างรูปแบบ สร้างหลักการ สร้างเครื่องมือเพื่อมาจัดการกับปัญหาต่าง ๆ นั้น โดยเราใช้สมมติฐานว่ารูปแบบเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้
แต่พัฒนาการของมนุษย์ก็ดิ้นรนพัฒนาไปให้เหนือรูปแบบใหม่ขึ้นไปอีก สมมติว่าปัญหาเดิมอยู่ในระดับ 3 เราใช้แผน ใช้แปลน ใช้รูปแบบเพื่อแก้ไขปัญหาระดับ 3 พฤติกรรมของมนุษย์ก็หนีขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 ในอนาคตเมื่อเราใช้แผนระดับ 3 ไปสักพัก ใช้แล้วไม่ได้ผล เราก็ต้องพัฒนารูปแบบในการแก้ไขไปในระดับ 4 พฤติกรรมมนุษย์นี้จึงเป็นเหมือนการ “ดื้อยา”
มนุษย์มักคิดว่าเราเหนือกว่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง แล้วจึงคิดแผนมาจัดการกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง เมื่อมนุษย์อีกคนหนึ่งไม่ยอมเราก็ดีดตัวเองขึ้นให้เหนือกว่ามนุษย์ที่กำลังคิดรูปแบบใหม่ ๆ มาจัดการกับตนเอง
แต่มนุษย์ที่เขายอมให้จัดการอยู่ในทุกวันนี้ก็เพราะว่ามี “งาน” ค้ำคออยู่ มีเงิน มีรายได้ มีสายการบังคับบัญชา สั่งอะไรให้เขาทำ เขาก็ทำ เขาปฏิบัติตามรูปแบบใหม่ได้ แต่พฤติกรรมแห่งใจของเขาก็ดีดขึ้นไปเพื่อหาแนวทางที่จะเข้าสู่สิ่งเขาต้องการ
ความสบายเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความสงบ รูปแบบ หลักการ ทฤษฎีต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวขัดขวางความสบายซึ่งจะมาซึ่งความสงบของเขา คนเรามักจะมีอคติทันทีเมื่อใครต่อใครมอบทฤษฎี หลักการ หรือแนวทางอะไรใหม่ ๆ มาให้ เพราะแน่นอนว่า เขาจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เขาทำอยู่แบบสบายแล้ว
แต่ถ้าย้อนกลับมาที่จุดเดิมคือรายได้และสายการบังคับบัญชา ถ้าหากใครได้รับผลประโยชน์ที่จะสร้างสุขแบบชั่วคราว คือ สามารถได้รับผลประโยชน์ซึ่งจะไปแสวงหาสิ่งที่ตอบสนองกิเลส ตัณหา และกามราคะ เขาก็จะใช้ประโยชน์จากรูปแบบนั้น เพื่อนำพาความสุขชั่วคราวเข้าใส่ตัว
ปัญหาในวงการวิชาการจึงทับถม หมักหมมซ้ำไป ซ้ำมา
นักวิชาการก็ตั้งสมมติฐานว่าทฤษฎีใหม่ ๆ จะแก้ไขได้
นักธุรกิจก็มองหาผลประโยชน์จากทฤษฎีใหม่ ๆ เหล่านั้น
นักหาผลประโยชน์ก็คอยแอบแฝงเกาะกิน เทะเล็มสิ่งที่จะหลุดรอดออกมาเพื่อสนองกิเลสและตัณหา
บางครั้งนักวิชาการทำอะไรลงไปก็เพื่อตอบสนองกิเลส ตัณหา อัตตาและตัวตน
แต่ถึงกระนั้นเราคงจะไปแก้ไขอะไรรูปแบบเหล่านี้ไม่ได้ ก็เพราะว่ารูปแบบนั้นเป็นหนึ่งแห่งสังคม "วิชาการธิปไตย" ไปเสียแล้ว
วันนี้ได้อ่านกรอบแนวคิดอะไรใหม่ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง อ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิม คือ ดูหรูหราขึ้น “งงขึ้น” วิจิตรตระการตาขึ้น ดูแล้วผู้เขียนมีความชำนาญมาก เขียนไดอะแกรม ชาร์จต่าง ๆ ได้อย่างล้ำลึก จนเราสงสัยว่า คนที่จะรับไปปฏิบัติจะล้ำลึกไปอย่างผู้เขียนแผนผังนั้นหรือไม่...?
แต่ถ้าเป็นเรา เราคงจะต้องความพยายามในการทำความเข้าใจสักพัก ก่อนที่จะทำอะไรตามผู้เขียนได้ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งอะไรที่วิจิตร ตระการตาขนาดนั้น หรืออาจจะเรียกว่าเราเป็นพวก “คนโง่” ก็ได้ เรามักมองปัญหาอะไรต่าง ๆ แบบง่าย ๆ และหาวิธีการง่าย ๆ มาแก้ ซึ่งนั่นก็จะสวนทางกับแนวทางของ “นักวิชาการ”
สิ่งอะไรที่ง่าย ๆ มักจะถูกมองว่า “ไร้รูปแบบ” ไร้หลักการ ไม่เป็น “วิชาการ...”
แต่ถึงอย่างไรเราก็รู้สึกสงสารนักศึกษาที่เราคิดว่า (ซึ่งอาจจะผิด) จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากนักเมื่อเทียบเท่ากับข้อความอันหรูหราที่นักวิชาการเขียนออกมาได้อย่างวิจิตรตระการตาขนาดนั้น เพราะความเป็นจริงที่พบ ญาติ พี่น้องที่เคยอยู่ เคยได้สัมผัส ได้เรียนจบจากสถาบันแห่งนี้ ไม่เห็นจะได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ผู้บริหารเขาเขียนอย่างนั้น
พี่สาวหลาย ๆ คนที่เราเคยรู้จัก ก็เคยถูกทิ้ง เรียนจบปริญญาโทจากสถาบันของเขา เขายังไม่รับเข้าเรียนปริญญาเอกในสถาบันของเขาเลย เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาผลิตนักศึกษาออกมา แต่พอนักศึกษาอยากก้าวหน้า ก็ปฏิเสธบอกว่าสาขาที่คุณจบออกมาเรียนต่อปริญญาเอกไม่ได้ (ทั้ง ๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน)
น้องสาวของเรา บอกให้เรียนต่อที่สถาบันแห่งนี้ (ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ที่นี่มา 4 ปีแล้ว) อย่างไรเขาก็ไม่เรียน บอกว่าขอไปเรียนที่อื่นไม่ได้เหรอ ทำไมเขาถึงรู้สึกกับสถานที่เขาเรียนอย่างนี้ (ตัวอย่างทั้ง 2 ที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นคติส่วนตัว ไม่สามารถอ้างอิงทางวิชาการได้)
แต่ทั้งสองเหตุการณ์นี้คือ “ความจริง (Facts)” และเรายังรู้สึกว่ายังเกิดขึ้นจริงถึงแม้นว่าจะมีแนวทางหรือรูปแบบอะไรใหม่ ๆ ออกมาก็ตาม
แนวทางใหม่ที่ออกมาใหม่ เราคิดว่า (เป็นความเห็นส่วนตัว) คงจะทำให้ผู้บริหารรวมถึงบุคลากรระดับบนของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถหาผลประโยชน์ทางวิชาการได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ สามารถสร้างผลงานทางวิชาการ หรือสามารถสร้าง KPI ไปเปรียบเทียบกับสถาบันต่าง ๆ ได้อย่างมากหลาย
คนที่เหนื่อยเจียนตายก็คือ “เจ้าหน้าที่” หรือบุคลากรประจำคณะฯ ประจำสำนักงาน ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ต้องวุ่นวายกับการทำเอกสารที่ต้องอาศัยความเข้าใจใหม่ ๆ
อาจารย์จักต้องมีภาระงานเพิ่มมากขึ้นนอกจากการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแล้ว ก็ยังต้องมากรองเอกสารเพิ่มเติม
แต่ทั้งหมดนั้น ปัญหาสำคัญจะอยู่ที่นักศึกษาที่จะถูกตีตราว่าได้มาตรฐานระดับหนึ่งซึ่งสูงกว่า แล้วชีวิตของเขามีมาตรฐานอันแท้จริงที่ต่ำกว่า
เมื่อมาตรฐานส่วนบนดูสูงขึ้น ก็ย่อมไปเบียดบังมาตรฐานส่วนล่างให้ดูต่ำลง สมการวิชาการไทยเป็นเช่นนี้
แต่สมการวิชาการของต่างประเทศนั้น มักมุ่งพัฒนามาตรฐานของรากฐานส่วนล่าง ที่จะไปหนุนมาตรฐานส่วนบนให้สูงขึ้น
วันนี้เมื่อดูเอกสารแล้ว มาตรฐานส่วนบนสูงขึ้นมาก นักวิชาการระดับปริญญาเอกเขียนเอกสารได้อย่างดีมาก แต่เขียนมาเพื่อสั่งงานส่วนล่าง เขียนมาเพื่อบอกความฝันของผู้บริหารส่วนบนว่าต่อไปสถาบันของฉันจะเป็นอย่างนี้ และฉันก็จะทำเอกสารของมาเพื่อบ่งบอกมาฉันได้มาตรฐานเช่นนี้
ผมเองอาจจะเป็นคนที่มักมองนักวิชาการในแง่ลบ (เสมอ) เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนผมมาเช่นนั้น ในวันนี้ผมพยายามจะเปลี่ยนมุมมองนั้น แต่ในวันนี้ผมได้เห็นเอกสารแล้วกลับเป็นการตอกย้ำย่านักวิชาการไทยยังเป็นอยู่เช่นนั้น ดังเดิม...
แนวทางที่จะทำให้เกิดผลจริงจากการปฏิบัติโดยเฉพาะในเรื่องของ TQF ที่จะมาสร้างมาตรฐานการศึกษานั้นจะต้องมุ่งเป้าไปที่การทำ R2R ของ "อาจารย์"
การทำ R2R ของอาจารย์ที่ใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนจริงเท่านั้นที่จะสร้างคุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาได้อย่างแท้จริง
เพราะอาจารย์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมต่ออยู่ระหว่างฝ่ายบริหารและนักศึกษาซึ่งถือว่าเป็น "หัวใจ" หรือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องการจะ "พัฒนา"
แต่ถ้าเป็นแนวทางที่เคยทำกันอยู่ (และในปัจจุบัน) ยังคงเป็นแบบ Command system ใช้การวางแนวทางจากข้างบนจากนั้นจึงสั่งงานโดยอาศัยการประชุมบ้าง การทำความเข้าใจในรูปแบบต่าง ๆ บ้างเพื่อให้ "อาจารย์" ปฏิบัติตาม ซึ่งถึงแม้จะเป็นหลักการที่ดีขนาดนั้น อาจารย์เมืองไทยจะทำตามหรือ...?
นอกเหนือจากอาจารย์ยังมีบุคลากรประจำฝ่าย ประจำคณะฯ ซึ่งเขาทำงานประจำที่หนักมาก และจะต้องมารับ "ภาระ" เริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจ จนถึงทำเอกสารต่าง ๆ ให้ได้ตามคำสั่ง
รูปแบบส่วนใหญ่ที่ออกมาในรอบนี้ (ซึ่งผมอาจจะสรุปผิด) จึงเป็นการตอบสนองนโยบายทางการบริหารที่ยังละเลยผลอันแท้จริงของนักศึกษา
เพราะแนวคิดยังอยู่ที่ว่า "ระบบดี เด็กถึงจะดี" แต่ระบบแบบบนลงล่างโดยอาศัยคำสั่งแบบนี้ จุดสุดท้ายก็จะจบที่ "เอกสารที่มีมาตรฐาน" อันอยู่บนหยาดเหงื่อของพนักงานฝ่ายปฏิบัติการ
เด็กนักเรียน นักศึกษา จะได้เพียงเศษเสี้ยวของคุณภาพจากอาจารย์บางท่าน (คนเดิม) ที่มีจิตใจในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนอยู่เสมอ ๆ
การพัฒนารูปแบบ เป็นการพัฒนาระยะยาว แต่ชีวิตเด็กในวันนี้เข้าเรียนกันทุกวัน ทุกเดือน แล้วเขาก็จบกันไปทุกปี ในขณะที่เรานั่งประชุมกันอยู่นี้ เด็ก ๆ ก็ยังคงต้องเข้าห้องเรียน ยังคงใช้หนังสือเล่มเดิม หลักสูตรเดิม การเรียนการสอนแบบเดิม ๆ
แต่ถึงอย่างไร แค่เราปรับกรอบของหลักสูตรใหม่แต่การจัดการเรียนการสอนของอาจารย์เหมือนเดิม ปรับปรุงกรอบอย่างไร อาจารย์ก็เพียงหาตัวเลขไปใส่ตามกรอบใหม่ให้ได้เท่านั้น
ถ้าหากเราเน้นลงไปที่ r2r ทำวันนี้ นักศึกษาก็ได้รับประโยชน์วันนี้ แต่การทำ r2r นั้นผู้บริหารฝ่ายบนจะไม่ชอบ เพราะจะไม่ได้เห็นงานอะไรเป็นรูปธรรม ไม่เห็นเอกสารที่จะบ่งบอกว่ามาตรฐานของมหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไร
แต่ที่ผมเห็นในร่างฯ ความฝันของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขียนให้นักศึกษาเก่งในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับร่างการประกันคุณภาพฉบับเดิม ๆ ที่มุ่งหวังจะให้นักศึกษาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
วันนี้เราจึงอยู่แต่ภาพความฝันในระดับบน ผลประโยชน์จึงตกอยู่ที่ผู้บริหารและอาจารย์ในระดับบน ที่ได้ผลงาน รายได้ และตำแหน่ง มาจากเอกสาร ความเชี่ยวชาญในการเขียนและบริหารมาตรฐานคุณภาพต่าง ๆ เหล่านั้น
ผลสุดท้ายแล้วกรอบมาตรฐานนี้จะพุ่งเป้าผลประโยชน์ไปที่เด็กนักเรียน นักศึกษาจริงหรือไม่ เพราะผู้บริหารสถาบันการศึกษาก็ยังคงใส่ใจใน "เอกสาร" เหมือนดังเดิม...
การทุ่มเททรัพยากร เวลา งบประมาณ สถานที่ในการจัดทำเอกสาร กรอบมาตรฐานจากส่วนบนเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากเราสามารถนำทรัพยากรในส่วนนี้ทุ่มเทลงไปในการสนับสนุนให้อาจารย์ทำ R2R (Research to routine) หรือการทำวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research)
ผมอาจจะเป็นคนที่ใจร้อน คือ อยากจะให้นักศึกษาได้รับประโยชน์เร็ว ๆ เพราะผมคิดเสมอว่าทุกวันนี้พ่อ แม่ ครอบครัวของเขาหวังในตัวเขามาก พวกเรา (ผู้บริหารการศึกษา) ใช้เด็กเป็นกรณีศึกษากันมานานพอแล้ว
ทุกเวลาที่เราปรับเปลี่ยน ทดลอง หรือสร้างเอกสารอยู่ ทุก ๆ วันนั้นพ่อและแม่ของเด็กยังต้องกินข้าว ต้องหาเงินใช้หนี้เงินกู้ที่ส่งเด็กมาเรียนอยู่กับเรา
ทุก ๆ วันที่เราเขียนแผนกัน อาจารย์ก็ต้องสอนนักศึกษา หรือบางครั้งก็ต้องลางานการสอนนักศึกษาเดินทางมาประชุมกับเรา เรามักมองว่าจะสร้างอนาคตให้ดี แต่เราไม่จัดการงาน ณ ปัจจุบันให้ดีที่สุด
ทุก ๆ วันนี้เด็กโตขึ้นทั้งทางร่างกาย ความรู้และสติปัญญา เขาไม่ได้หยุดรอเราทำแผนที่สมบูรณ์ แล้วเราหวังว่าจะใช้แผนที่สมบูรณ์กับเขาได้เมื่อไหร่ รอให้เขาเรียนจบก่อน หรือว่าให้เขาเดินออกไปหางาน ตกงานสักพักก่อน เราสบายแต่นักศึกษานั้น "ลำบาก..."
พ่อแม่เขา ครอบครัวเขา คนในสังคม ชุมชน ท้องถิ่นของเขาอีกมากมายที่จะได้รับผลจากแผนของเรานี้
หรือผมอาจจะคิดมากไปว่า เด็กนักศึกษาเหล่านี้ไม่มีชีวิต เป็นเพียงตัวเลขในเอกสาร เป็นเพียงตัวเงินที่จะนำมาซึ่งงบประมาณ หรือเป็นเพียงลูกค้าที่ทำให้เรามีงานทำ...
ถ้าเป็นไปได้ เรา (อาจารย์) เริ่มทำ R2R กันเถอะ ทำเพื่อนักศึกษาที่นั่งตั้งตาเราเดินรอเข้าไปถ่ายทอดความรู้ให้เขา เรามาเริ่มจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์สูงสุดให้เขากันเถอะครับ
ถึงแม้นว่าผู้บริหารจะใช้กรอบมาตรฐาน หรือหลักการประกันคุณภาพอะไรกับเรา แต่ขอให้ใจของเรามุ่งไปที่ประโยชน์ของนักศึกษาอย่างสูงสุด
หน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสารคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ "ใส่ใจ" ลงไปในการจัดการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาได้ เพราะสิทธิในห้องเรียนนั้นอยู่กับเรา
ทำดีไม่ต้องอาย ทำผิดสิต้องอาย
การทำดีไม่ต้องรอ เพียงขอให้เราทุ่มเทเวลาที่มี เสียสละกายและใจนี้เพื่อ "นักศึกษา..."
คนหนึ่งคน นักศึกษาหนึ่งคนก็หนึ่งชีวิต มองหนึ่งชีวิตที่อยู่ในมือเรา อยู่ในห้องเรียนของเรา พัฒนาจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ แล้วมาตรฐานการศึกษาไทยนี้จักมั่นคง...
เคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ(จำชื่อหนังสือไม่ได้ เดี๋ยวจะพยายามค้นอีกทีค่ะ แบบว่ามันคาใจ)
เค้าเล่าว่า
มีนักวิทยาศาสตร์ 2 ประเทศส่งคนไปดวงจันทร์
แล้วพบปัญกาว่าเวลาอยู่บนนั้นไม่สามารถใช้ปากกาได้ บันทึกสิ่งที่พบเจอไม่ได้เลย
ทีมที่ 1 เมื่อกลับมายังโลกก็ทำการวิจัยทุ่มงบไปหลายล้านเหรีญ
ได้ ปากกามา 1 ด้าม ที่เขียนได้ทุกที่บนจักรวาลแห่งนี้
เพื่อกลับไปดวงจันทร์อีกครั้ง
ทีมที่ 2 กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งเช่นกัน ด้วย ดินสอ ราคาไม่กี่เหรียญ
..
..
เรื่องบางเรื่อง
คิดยากก็ยาก
คิดง่ายก็ง่ายค่ะ
บางที่เรื่องง่ายๆ ที่ไร้รูปแบบ ไร้ทฤษฎี มัน work มากกว่าเป็นไหนๆ
เป็นเรื่องเล่าที่ทรงคุณค่ามากครับ เพราะสะท้อนถึงสภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างมาก
ในปัจจุบันนักวิชาการไทยเดินทางไปเรียนสู่ศาสตร์หลากแขนง หลายวิชาในประเทศที่เราเชื่อเขาว่ามีความเจริญทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก และเมื่อเขาเรียนจบมาก็นำความรู้ ตาม "ความเชื่อ" ว่าบ้านเราล้าหลัง มีปัญหา เมื่อเรียนจบมาแล้วจึงกลับมา "สังคายนา" ระบบประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของเรากันยกใหญ่
ความรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่เป็นทุนของชุมชนซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของบริบทที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่
การนำชุดความรู้ทั้งชุดอีกที่หนึ่ง มาใช้แก้ปัญหาอีกที่หนึ่งนั้นจึงกลายเป็นการสร้างปัญหาโดยปริยาย
การครอบความรู้ลงไปในสังคม สิ่งแวดล้อม หรือองค์ประกอบที่ต่างกัน ก็เปรียบเสมือนการปลูกถ่ายอวัยวะที่ร่างกายนั้นมีโอกาสที่จะปฏิเสธอวัยวะใหม่นั้น
อวัยวะที่ได้มาอย่างแสนยากเย็นนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่รับการปลูกถ่ายไปนั้น ยังจะเป็นโทษ เป็นภัยอันใหญ่หลวง ซึ่งสามารถนำมาซึ่งผลกระทบอย่างมากมายทั้งกับคนและสังคม
การสร้างเนื้อเยื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปจากภายในด้วยตัวของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเมื่อร่างกายนั้นเกิดปัญหาหรือเกิดเจ็บป่วย
แต่การพักฟื้น ฟื้นฟูด้วยตัวของตัวเองนั้นอาจจะดูชักช้า ล้าสมัย ไม่ทันอก ทันใจ หรือไม่สามารถนำไปใช้สร้างผลงานทาง "วิชาการ"
แต่ตอนนี้เรามองผลประโยชน์กับคนไข้หรือว่าจะมองผลประโยชน์ที่เกิดกับหมอ ตอนนี้นักศึกษาเปรียบเสมือนคนไข้ ผู้บริหารก็เปรียบได้กับหมอ
การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะให้หมอได้กรณีศึกษาเพื่อที่จะไปเขียนตำราหรือสร้างเอกสารวิชาการ หรือว่าเรามุ่งหวังที่จะรักษาตัวคนไข้ที่กำลังบาดเจ็บเจียนตายประสบกับความทุกข์ทรมานในทุกลมหายใจ
นักศึกษานั้นมีค่ามากกว่าหนูตะเภา นักศึกษานั้นมีชีวิตมิใช่เป็นเพียง Case study หรือกรณีศึกษาให้เราค้นคว้าเพื่อทดลองทฤษฎีอะไร
ถ้าวันนี้เรายังจับหมอไปนั่งประชุมเพื่อคุยเรื่องวิธีการรักษากันอยู่ แล้วปล่อยทิ้งคนไข้ให้เป็นไปตามยถากรรม ชีวิตของคนไข้นั้นอาจจะไม่สามารถรอเราได้ถึงพรุ่งนี้
วันนี้เราเชื่อความรู้ที่เกิดจากห้องประชุม หรือเชื่อความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ณ หน้างาน
ขอเพียงคืนหมอให้กับคนไข้ คืนอาจารย์ให้กับลูกศิษย์ ให้คนทั้งสองได้อยู่อย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์ที่แนบสนิทจะสามารถพิชิตปัญหาให้คลี่คลาย
ขอเพียงให้อาจารย์อยู่ทำงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ อยู่ในที่ที่นักศึกษาพบได้เมื่อเขามีปัญหา อาจารย์เป็นผู้มีความรู้ เมื่อนักศึกษาไม่รู้ขอให้เขามีโอกาสได้พบผู้ที่มีความรู้คือ "อาจารย์" นั้น
ขอเพียงทำงานให้กับนักศึกษาให้เต็มที่เต็มเวลาในเวลาทำงาน ไม่ต้องเบียดบังเวลาครอบครัวหรือเวลาของลูก เวลาทำงานก็ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ ชีวิตทำงานเป็นอาจารย์นี้อยู่และมีเพื่อ "นักศึกษา"
นักศึกษาหวังพึ่งพาอาจารย์มากนะ เขาศรัทธาเรา เราก็ไม่ควรทำลายความศรัทธาของเขา ขอให้เราอยู่เป็นเพื่อน เป็นมิตร อยู่ในสถานที่ที่ใกล้ชิดกับนักศึกษานั้นก็คือ "มหาวิทยาลัย"
มหาวิทยาลัย คือ สถานที่ที่มีองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ องค์ความรู้นั้นมิได้อู่ที่ในตำราเล่มใด ๆ แต่ความรู้นั้นไซร้อยู่ในมือของ "อาจารย์"