แต่ทั้งหมดนั้น ปัญหาสำคัญจะอยู่ที่นักศึกษาที่จะถูกตีตราว่าได้มาตรฐานระดับหนึ่งซึ่งสูงกว่า แล้วชีวิตของเขามีมาตรฐานอันแท้จริงที่ต่ำกว่า

วงการวิชาการไทยเป็นอะไรที่ต้องมี “รูปแบบ” คือ ต้องมีหลักการ หลักฐาน โครงร่าง โครงการ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนา “พฤติกรรม” ของมนุษย์จริง ๆ หรือไม่...?

เวลาที่เราเจอปัญหาอะไรสักอย่าง อาทิเช่น ปัญหาคุณภาพของการศึกษา เราก็ต้องสร้างรูปแบบ สร้างหลักการ สร้างเครื่องมือเพื่อมาจัดการกับปัญหาต่าง ๆ นั้น โดยเราใช้สมมติฐานว่ารูปแบบเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้

แต่พัฒนาการของมนุษย์ก็ดิ้นรนพัฒนาไปให้เหนือรูปแบบใหม่ขึ้นไปอีก สมมติว่าปัญหาเดิมอยู่ในระดับ 3 เราใช้แผน ใช้แปลน ใช้รูปแบบเพื่อแก้ไขปัญหาระดับ 3 พฤติกรรมของมนุษย์ก็หนีขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 ในอนาคตเมื่อเราใช้แผนระดับ 3 ไปสักพัก ใช้แล้วไม่ได้ผล เราก็ต้องพัฒนารูปแบบในการแก้ไขไปในระดับ 4 พฤติกรรมมนุษย์นี้จึงเป็นเหมือนการ “ดื้อยา”

มนุษย์มักคิดว่าเราเหนือกว่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง แล้วจึงคิดแผนมาจัดการกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง เมื่อมนุษย์อีกคนหนึ่งไม่ยอมเราก็ดีดตัวเองขึ้นให้เหนือกว่ามนุษย์ที่กำลังคิดรูปแบบใหม่ ๆ มาจัดการกับตนเอง

แต่มนุษย์ที่เขายอมให้จัดการอยู่ในทุกวันนี้ก็เพราะว่ามี “งาน” ค้ำคออยู่ มีเงิน มีรายได้ มีสายการบังคับบัญชา สั่งอะไรให้เขาทำ เขาก็ทำ เขาปฏิบัติตามรูปแบบใหม่ได้ แต่พฤติกรรมแห่งใจของเขาก็ดีดขึ้นไปเพื่อหาแนวทางที่จะเข้าสู่สิ่งเขาต้องการ

ความสบายเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความสงบ รูปแบบ หลักการ ทฤษฎีต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวขัดขวางความสบายซึ่งจะมาซึ่งความสงบของเขา คนเรามักจะมีอคติทันทีเมื่อใครต่อใครมอบทฤษฎี หลักการ หรือแนวทางอะไรใหม่ ๆ มาให้ เพราะแน่นอนว่า เขาจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เขาทำอยู่แบบสบายแล้ว

แต่ถ้าย้อนกลับมาที่จุดเดิมคือรายได้และสายการบังคับบัญชา ถ้าหากใครได้รับผลประโยชน์ที่จะสร้างสุขแบบชั่วคราว คือ สามารถได้รับผลประโยชน์ซึ่งจะไปแสวงหาสิ่งที่ตอบสนองกิเลส ตัณหา และกามราคะ เขาก็จะใช้ประโยชน์จากรูปแบบนั้น เพื่อนำพาความสุขชั่วคราวเข้าใส่ตัว

ปัญหาในวงการวิชาการจึงทับถม หมักหมมซ้ำไป ซ้ำมา
นักวิชาการก็ตั้งสมมติฐานว่าทฤษฎีใหม่ ๆ จะแก้ไขได้
นักธุรกิจก็มองหาผลประโยชน์จากทฤษฎีใหม่ ๆ เหล่านั้น
นักหาผลประโยชน์ก็คอยแอบแฝงเกาะกิน เทะเล็มสิ่งที่จะหลุดรอดออกมาเพื่อสนองกิเลสและตัณหา
บางครั้งนักวิชาการทำอะไรลงไปก็เพื่อตอบสนองกิเลส ตัณหา อัตตาและตัวตน

แต่ถึงกระนั้นเราคงจะไปแก้ไขอะไรรูปแบบเหล่านี้ไม่ได้ ก็เพราะว่ารูปแบบนั้นเป็นหนึ่งแห่งสังคม "วิชาการธิปไตย" ไปเสียแล้ว

วันนี้ได้อ่านกรอบแนวคิดอะไรใหม่ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง อ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิม คือ ดูหรูหราขึ้น “งงขึ้น” วิจิตรตระการตาขึ้น ดูแล้วผู้เขียนมีความชำนาญมาก เขียนไดอะแกรม ชาร์จต่าง ๆ ได้อย่างล้ำลึก จนเราสงสัยว่า คนที่จะรับไปปฏิบัติจะล้ำลึกไปอย่างผู้เขียนแผนผังนั้นหรือไม่...?

แต่ถ้าเป็นเรา เราคงจะต้องความพยายามในการทำความเข้าใจสักพัก ก่อนที่จะทำอะไรตามผู้เขียนได้ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งอะไรที่วิจิตร ตระการตาขนาดนั้น หรืออาจจะเรียกว่าเราเป็นพวก “คนโง่” ก็ได้ เรามักมองปัญหาอะไรต่าง ๆ แบบง่าย ๆ และหาวิธีการง่าย ๆ มาแก้ ซึ่งนั่นก็จะสวนทางกับแนวทางของ “นักวิชาการ”

สิ่งอะไรที่ง่าย ๆ มักจะถูกมองว่า “ไร้รูปแบบ” ไร้หลักการ ไม่เป็น “วิชาการ...”

แต่ถึงอย่างไรเราก็รู้สึกสงสารนักศึกษาที่เราคิดว่า (ซึ่งอาจจะผิด) จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากนักเมื่อเทียบเท่ากับข้อความอันหรูหราที่นักวิชาการเขียนออกมาได้อย่างวิจิตรตระการตาขนาดนั้น เพราะความเป็นจริงที่พบ ญาติ พี่น้องที่เคยอยู่ เคยได้สัมผัส ได้เรียนจบจากสถาบันแห่งนี้ ไม่เห็นจะได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ผู้บริหารเขาเขียนอย่างนั้น

พี่สาวหลาย ๆ คนที่เราเคยรู้จัก ก็เคยถูกทิ้ง เรียนจบปริญญาโทจากสถาบันของเขา เขายังไม่รับเข้าเรียนปริญญาเอกในสถาบันของเขาเลย เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาผลิตนักศึกษาออกมา แต่พอนักศึกษาอยากก้าวหน้า ก็ปฏิเสธบอกว่าสาขาที่คุณจบออกมาเรียนต่อปริญญาเอกไม่ได้ (ทั้ง ๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน)

น้องสาวของเรา บอกให้เรียนต่อที่สถาบันแห่งนี้ (ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ที่นี่มา 4 ปีแล้ว) อย่างไรเขาก็ไม่เรียน บอกว่าขอไปเรียนที่อื่นไม่ได้เหรอ ทำไมเขาถึงรู้สึกกับสถานที่เขาเรียนอย่างนี้ (ตัวอย่างทั้ง 2 ที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นคติส่วนตัว ไม่สามารถอ้างอิงทางวิชาการได้)

แต่ทั้งสองเหตุการณ์นี้คือ “ความจริง (Facts)” และเรายังรู้สึกว่ายังเกิดขึ้นจริงถึงแม้นว่าจะมีแนวทางหรือรูปแบบอะไรใหม่ ๆ ออกมาก็ตาม

แนวทางใหม่ที่ออกมาใหม่ เราคิดว่า (เป็นความเห็นส่วนตัว) คงจะทำให้ผู้บริหารรวมถึงบุคลากรระดับบนของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถหาผลประโยชน์ทางวิชาการได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ สามารถสร้างผลงานทางวิชาการ หรือสามารถสร้าง KPI ไปเปรียบเทียบกับสถาบันต่าง ๆ ได้อย่างมากหลาย

คนที่เหนื่อยเจียนตายก็คือ “เจ้าหน้าที่” หรือบุคลากรประจำคณะฯ ประจำสำนักงาน ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ต้องวุ่นวายกับการทำเอกสารที่ต้องอาศัยความเข้าใจใหม่ ๆ

อาจารย์จักต้องมีภาระงานเพิ่มมากขึ้นนอกจากการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแล้ว ก็ยังต้องมากรองเอกสารเพิ่มเติม

แต่ทั้งหมดนั้น ปัญหาสำคัญจะอยู่ที่นักศึกษาที่จะถูกตีตราว่าได้มาตรฐานระดับหนึ่งซึ่งสูงกว่า แล้วชีวิตของเขามีมาตรฐานอันแท้จริงที่ต่ำกว่า

เมื่อมาตรฐานส่วนบนดูสูงขึ้น ก็ย่อมไปเบียดบังมาตรฐานส่วนล่างให้ดูต่ำลง สมการวิชาการไทยเป็นเช่นนี้
แต่สมการวิชาการของต่างประเทศนั้น มักมุ่งพัฒนามาตรฐานของรากฐานส่วนล่าง ที่จะไปหนุนมาตรฐานส่วนบนให้สูงขึ้น

วันนี้เมื่อดูเอกสารแล้ว มาตรฐานส่วนบนสูงขึ้นมาก นักวิชาการระดับปริญญาเอกเขียนเอกสารได้อย่างดีมาก แต่เขียนมาเพื่อสั่งงานส่วนล่าง เขียนมาเพื่อบอกความฝันของผู้บริหารส่วนบนว่าต่อไปสถาบันของฉันจะเป็นอย่างนี้ และฉันก็จะทำเอกสารของมาเพื่อบ่งบอกมาฉันได้มาตรฐานเช่นนี้

ผมเองอาจจะเป็นคนที่มักมองนักวิชาการในแง่ลบ (เสมอ) เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนผมมาเช่นนั้น ในวันนี้ผมพยายามจะเปลี่ยนมุมมองนั้น แต่ในวันนี้ผมได้เห็นเอกสารแล้วกลับเป็นการตอกย้ำย่านักวิชาการไทยยังเป็นอยู่เช่นนั้น ดังเดิม...