ตำนานพระบาทยั้งหวีด

            นมามิ  พุทธํ  คณุสาครนฺตํ  สตฺตาสทาโต   ฐปนฺนธาตุโย  วากถํ  ชมฺภู 

ทีเป  เทวเกหิ  ปูชิโต  สทา  โหตุฯ

            บัดนี้จักได้กล่าวตำนานพระบาทยั้งหวีด  ให้ปรากฏแก่ประชาชนคนและเทวดาทั้งหลายก่อนแลฯ  ด้วยเหตุว่า  พระมหาสัคคิเถระ อันอยู่ในเมืองพุกาม  และพระมหาโพชฌงค์เถระชาวเมืองกุสินาราพระเถระทั้งสององค์นี้มีความรู้แตกฉานในห้องพระไตรปิฏก  ซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างช่ำชองแล้ว  พระเถระทั้งสองก็ชักชวนกันไปศึกษาการพระศาสนาในลังกาทวีป  ซึ่งในสมัยนั้น  พระพุทธศาสนายังกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในลังกาทวีป  พระเถระทั้งสองได้อาศัยสำเภาไปกับพ่อค้า  ก็ไปถึงเมืองลังกาทวีป  ได้พักอยู่วัดแห่งหนึ่งซึ่งมีนามว่า วัดเสลาราม และในวัดนั้นเองพระเถระทั้งสองได้พบศิลาจารึกนั้นยาว ๗ วา  หนา ๓ วา  ปรากฏว่าพระยาอินทร์   ได้ให้เปจจสีลาเทพบุตรมาแกะสลักให้ปรากฏแก่คน  และเทพยดาพระมหากษัตริย์ในรุ่นหลังต่อไป

            จะมาย้อนกล่าวถึง  นามเจ้าอาวาสวัดเสลาราม  ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นมีปรากฏนามว่า  โชติปาลเถระ  เมื่อพระเถระทั้งสองได้ไปถึงแล้วก็ได้นมัสการไต่ถามท่านเจ้าอาวาสๆ  ก็ทำการปฏิสันถารต้อนรับด้วยไตรีจิต  และได้ถามพระเถระทั้งสองว่า  ท่านทั้งสองมาจากที่ไหน  และได้มาไหว้พระบาทพระธาตุที่นี้  พระเถระทั้งสองก็ตอบว่า  ข้าพเจ้าทั้งสองมาจากชมพูทวีป  เพื่อมานมัสการพระบาทพระธาตุของพระพุทธเจ้า  อันมีในเมืองลังกานี้ฯ  แต่นั้นเจ้าอาวาสก็เอาตำนานพระบาทพระธาตุเจ้า  อันมีในชมพูทวีปให้พระเถระทั้งสองดูและบอกว่า  ตำนานนี้พระพุทธเจ้าได้เทศนาแก่  พระยาอินทร์  พระยาอโศก  และพระอานนท์  เถระเจ้าในครั้งเมื่อพระองค์ทรงเสด็จเที่ยวสั่งสอน    โปรดเวไนยสัตว์โลก   พระพุทธเจ้าได้พาพระอานนท์  และพระยาทั้งสองไปทำนายทายไว้   ซึ่ง

รอยพระบาทและพระธาตุไว้ในชมพูทวีปโน้น  และได้สั่งให้พระเถระทั้งสอง

จารึกเขียนเอาตำนานนั้นมาด้วย   เพื่อให้พระสงฆ์และท้าวพระยามหากษัตริย์

ประชาราษฎรได้อ่านได้ดู  แล้วจะได้ทำการสักการบูชา  ซึ่งตำนานและรอยพระบาทและพระธาตุนั้นๆ เถิด  พระเถระทั้งสองก็ตั้งใจศึกษาตำนานนั้น ๆ   และได้จารึกเป็นตัวอักษรลงในใบลานได้ ๒ ผูก ( สองฉบับ )  และเถระทั้งสองก็พากันออกเที่ยวนมัสการพระบาทพระธาตุในเมืองลังกาทวีปทุกๆ แห่ง  ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้นั้นฯ  พระเถระทั้งสองได้อยู่ในลังกาทวีป ๓ ปี จึงได้อำลาท่าน  พระมหาโชติเถระ  ผู้เป็นเจ้าอาวาสกลับมาชมพูทวีปฯ  มาอยู่ในเมืองพุกาม  แล้วเอาตำนานอันตนได้จารึกเขียนมานั้นถวายแก่พระสงฆ์เถระทั้งหลายในเมืองนั้น  อันมีพระสังฆราชธัมมรังษี  เป็นประธาน  เมื่อพระสงฆ์ทั้งหลายได้อ่านดูแล้วเห็นว่า  ถ้าได้ตรวจค้นดูตามตำนานนั้น   ก็อาจจะพบรอยพระพุทธบาทและพระธาตุ  จึงพร้อมใจกันนำเอาตำนานนั้นถวายแด่พระเจ้าสีสุ ( กรุงอังวะ ) และ พระเจ้ากาลัมพุชา ( พุกาม ) พระบรมกษัตริย์ทั้งสองได้ทอดพระเนตรเห็นตำนานนั้น  ก็โสมนัสชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง  จึงน้อมพระเศียรลงนมัสการแล้วได้ประกาศให้ประชาชนราษฏรทั้งหลายได้ทราบ  และได้นมัสการพระพุทธบาทพระธาตุอันมีในเมืองอังวะเมืองหงสาวดี,เมืองพุกาม,เมืองอยุธยา,  และเมืองนพบุรีศรีนครเชียงใหม่ฯ  ประชาชนก็กันพากันโสมนัสยินดีเป็นอย่าง  ปานประหนึ่งจะได้หน้าพระพักตร์(หน้า) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่  ประชาชนการความเลื่อมใส  ได้พากันสละเครื่องประดับออกถวายเป็นพุทธบูชา  บ้างก็ถอดแหวนอันสุบสอดอยู่ในมือของตนเป็นพุทธบูชา  บ้างก็สละเงินทองถวายบูชาในวันนั้น  ได้เงินสองพันบาท  ทองคำสองพันบาท ส่วนพระเจ้าสีสุก็เอาทองคำบูชา ๕00 บาท  พระเจ้ากาลัมพุชาก็บูชาทองคำ ๕00 บาท  รวมวัตถุทั้งหมดอันคนนำมาบูชาในครั้งนั้น  เป็นเงินสองพันบาท  ทองคำหนักสามพันบาทฯ

            เมื่อนั้นพระบรมกษัตริย์ทั้งสองพระองค์  จึงให้นายช่างทองคำหล่อหีบทองคำใบหนึ่งกว้าง ๑ ศอก  ยาว ๑ ศอก  สูง ๑ คืบ  ๕ นิ้ว และประดับตกแตกด้วยแก้ว ๗ ประการ  แล้วเอาลวดทองคำผูกใบลานที่จารึกเขียนตำนานพระบาทพระธาตุนั้น  แล้วนำลงบรรจุไว้ในหีบทองำใบนั้น  นำไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดกำพุชา  เมื่อพ.ศ. ๑๕๑๑  จุลศักราช  ๓๓๐ฯ  ต่อมามีพระมหาเถระองค์มีนามปรากฏว่า ลไทเกียง อยู่วัดสวนดอกไม้ตอนเหนือ  ได้ไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพุกามประมาณ ๑๐ ปี  จึงขอคัดลอกเอาตำนานพระบาทพระธาตุอันมีในเมืองนพบุรีนครเชียงใหม่ ๒๘ แห่ง  เมื่อมาถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว  ได้พักอยู่ วัดบุพพาราม ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบุพพารามนี้ ๓ พรรษา  เมื่อพระไทเกียงเถระมีพรรษาได้ ๓๐ พรรษา  พระเจ้าแก้วบรมกษัตริย์ได้อาราธนานิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกฯ  เมื่อพระเจ้าแก้วได้เห็นตำนานพระบาทพระบรมธุาต เจ้าทั้งหลาย  อันตั้งอยู่ในเมืองนพบุรีนครเชียงใหม่  มีถึง ๒๘ แห่ง  จึงให้นายช่างทำการก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมสถานที่เหล่านั้นให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นฯต่อจากพระเจ้าแก้ว ก็มาถึง พระเจ้ายอดเชียงราย พระเจ้ายอดเชียงรายได้ได้ตำนานมาจากพระมอญรูปหนึ่ง  ท่านก็ทะนุบำรุงพระพุทธสาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นครั้งหนึ่ง