การบอกต่อที่เวิร์ค คือ บอกต่อจาก Benchmark(ตัวอย่างเทียบเคียง)

สวัสดีค่ะ ทุกคน เฮ้อ วันนี้ก็อากาศร้อนอีกแล้ว ลูกค้าวันนี้ไม่เยอะมาก

วันนี้ก็มีเรื่องดีดีมาฝากทุกคนอีกเช่นเคยนะค๊ะ

ก็เรื่องผู้หญิงถึงผู้หญิงอีกนั่นแหละค่ะ

คือวันก่อนเราได้หาพี่ที่ร้านเสริมสวย คือ เย็นวันนั้นเราต้องไปงานวันเกิดกัน เราก็จึงมาแต่งสวยกันหน่อย

พอไปถึงที่ร้านก็มีลูกค้าสาวสวยหนึ่งคน กำลังนั่งอบผมอยู่

เราก็เลยให้พี่ตี้ทำผมให้หน่อย พอทำเสร็จพี่ที่นั่งข้างๆก็ชมว่า

สวยจังเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ แหมนานๆทีจะมีคนชม 555+

พี่ค่ะ ถ้าที่มีงานอะไรก็มาให้พี่ตี้แต่งหน้าทำผมได้นะค๊ะ

พี่ตี้แต่งหน้าทำผมสวย แล้วก็ไม่แพงด้วยใช่มั้ยพี่ตี้ (ออกหน้าออกตารึเปล่า?)

พี่ค่ะ แต่งหน้าทำผมกี่บาทค่ะ

อ๋อ แต่งหน้าทำผม 400 ครับลดให้ลูกค้า

ไม่แพงเลยเนอะ แถมเครื่องสำอางค์ก็ใช้ Artisty ด้วย

ใช่มั้ยพี่ตี้

พอดีเลยค่ะ อาทิตย์หน้ามีงานแต่งพอดีเลยค่ะ มีงานอยู่ ภูแมน

ได้ครับถ้าเพื่อนมาด้วยก็จะลดให้อีก

สรุปก็คือ พี่ตี้ได้ลูกค้า ผู้หญิง เพิ่มอีก 2-3 คนทันที หลังจากบทสนทนาจบลง

จากทั้งหมดที่เล่ามาทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงอย่างเราๆเนี่ยเวลาที่เข้าร้านเสริมสวยแต่ละครั้งจะชอบเข้าแต่ร้านประจำ คือ ไม่ลองเข้าร้านใหม่ๆเพราะยังไม่มั่นใจว่าทำออกมาแล้วจะสวยมั้ย

ส่วนใหญ่ที่เข้าอย่างแรกคือ

People ก็คือ จำนวนลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้าน ถ้ามีคนเยอะเราก็จะคิดว่าคงจะทำดี เพราะคนเยอะ แต่จากกรณีข้างต้น คือ ตัวเราเองที่เป็น Benchmark(ตัวอย่างเทียบเคียง) ให้กับร้าน คือพี่เค้าจะมั่นใจเพราะเราบอกว่าทำดี และ ดูองค์รวมแล้วดูดี พูดแล้วหน้าเชื่อถือนั่นเอง มั่นใจว่าน่าจะเวิร์ค

Price ราคาก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ทางร้านเสนอว่าจะลดราคาให้อีกถ้าพาเพื่อนมาด้วย เทคนิค การให้ก่อนรับ ทางร้านให้ก่อน ลูกค้าก็มีความรู้สึกว่าต้องตอบแทน ด้วยการมาใช้บริการอีกครั้ง

นี่แหละค่ะ การบอกต่อที่เวิร์ค คือ บอกต่อจาก Benchmark(ตัวอย่างเทียบเคียง)

แล้วคุณล่ะค่ะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มั้ยค๊ะ