นี่คือสาระในบทความเรื่อง Why Genes Aren’t Destiny : The new field of epigenetics is showing how your environment and your choices can influence your genetic code --- and that of your kids เขียนโดย John Cloud ลงในนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ ๑๘ ม.ค. ๕๓ ซึ่งอ่านได้ที่นี่
ที่จริงแม้ยังไม่มีความรู้เรื่อง epigenetics กว้างขวางเช่นนี้ ผมก็เชื่อเรื่องลิขิตชีวิตตนเองตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อแบบคนที่รู้จุดอ่อนของตนเองนะครับ คือไม่ลิขิตแบบเกินตัว แต่ลิขิตแบบพอเพียง คือเจียมตัวว่าแม้จะเรียนหนังสือเก่ง แต่ก็อ่อนด้อยในเรื่องอื่นๆ อีกสารพัดด้าน
ความเจียมตัวนี่แหละครับที่เป็นแรงขับให้ผมหมั่นฝึกฝนตนเองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเรียนรู้และการออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนแก่ที่มีความสุขอยู่ในปัจจุบัน และความรู้เรื่อง epigenetics มันช่วยอธิบายว่า การหมั่นฝึกฝนตนเองมีคุณประโยชน์ผ่านการกระตุ้นยีน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับยีน อย่างไรบ้าง
เตลิดไปจินตนาการเรื่องสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน เสียไกล ขอกลับมาที่ความรู้ใหม่ ที่ปฏิวัติความรู้ด้านพันธุศาสตร์กันดีกว่า พระเอกของการค้นพบนี้ชื่อ Dr. Lars Olov Bygren นักเวชศาสตร์ป้องกันชาวสวีเดน โดยเริ่มที่ “การตั้งคำถามประหลาดๆ” ที่ผู้คนเขาไม่ถามกัน (เพราะเชื่อตามๆ กันมา) แล้วหาทางตอบคำถามนั้นด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ต้องอ่านบทความนี้เองนะครับ จึงจะได้รสชาติ ของการก่อกำเนิดศาสตร์ใหม่ ที่เรียกว่า epigenetics ซึ่งอาจเรียกง่ายๆ ว่า สวิตช์ยีน
บทความนี้เล่าเรื่อง Overkalix Study กับ ALSPAC ที่สรุปได้ว่า สิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมเปลี่ยนยีน หรือจริงๆ แล้วเปลี่ยนการแสดงออกของยีน แล้วถ่ายทอดไปให้ลูก ไปเกิดผลต่อชีวิตลูก
การค้นพบที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจาก ๒ ปัจจัยประกอบกัน คือฟลุ๊กหรือโชคช่วย กับการทำงานหนักและช่างสังเกต
Overkalix Study ที่ดำเนินการโดย Dr. Bygren เป็นการศึกษาความอดอยากของบรรพบุรุษ ว่ามีผลต่อสุขภาพของลูกหลานอย่างไร ได้ผลแปลกมาก และนำไปสู่การต้นพบที่ยิ่งใหญ่ โดยเขาศึกษาในจังหวัด Overkalix ของแคว้น Norrbotten ที่อยู่เหนือสุดของประเทศสวีเดน มีช่วงที่เกิดทุพภิกขภัยร้ายแรงเป็นช่วงๆ และบางช่วงในปีถัดมากลับพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ช่วงแบบนี้แหละครับที่ก่อเรื่อง เพราะหลังอดอยากแล้วบริบูรณ์ คนเราก็จะกินชดเชย
Dr. Bygren เป็นนักระบาดวิทยา และอยากรู้ว่าการมีช่วงอดอยากกับช่วงอาหารอุดมสมบูรณ์มีผลต่อชีวิตผู้คนที่เผชิญสภาพนั้น ละต่อลูกหลานที่เกิดต่อมาอย่างไร จึงเริ่มรวมรวมข้อมูลจากโบสถ์ ได้คนที่เกิดในปี ค.ศ. 1905 จำนวน ๙๙ คน เอามาสืบค้นสภาพอาหารของพ่อแม่และปู่ย่าตายายตอนเกิด โดยค้นจากบันทึกทางเกษตรว่าสภาพอาหารเป็นอย่างไรในปีนั้นๆ ในเวลาเดียวกันมีรายงานในวารสาร Lancet ปี 1986 ว่าลูกที่ตอนอยู่ในท้องแม่ แม่ขาดอาหาร เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดบ่อยกว่าปกติและอายุอายุสั้น
ผลวิจัยของ Bygren บอกว่าคนที่ตอนเป็นเด็กสวาปามมากเพียงปีเดียว จะมีลูกหลานที่อายุสั้น ผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสารดัทช์ ในปี 1991 รายงานว่าหลานปู่เพศชาย ของเด็กผู้ชายที่เคยผ่านปีสวาปาม อายุสั้นกว่าหลานปู่เพศชายของเด็กผู้ชายที่เคยผ่านช่วงอดอยาก ๖ ปี ตอนหลังเขาวิเคราะห์เพิ่ม พบว่าผลแบบนี้เกิดขึ้นในสายผู้หญิงด้วย
ผลงานวิจัยแบบนี้ต้องการการเก็บบันทึกข้อมูลเรื่องการเกิดการตายที่แม่นยำครบถ้วน ซึ่งระบบโบสถ์ของฝรั่งเขาทำมาช้านาน และต้องการการออกแบบการวิเคราะห์ที่ละเอียดรอบคอบ จึงจะได้ผลที่แม่นยำน่าเชื่อถือ
รายงานของ Bygren คือข้อเท็จจริง ความรู้มักเริ่มจากข้อเท็จจริง แต่ยังไม่มีคำอธิบาย หรืออธิบายแบบใช้หลักการว่า ช่วงสวาปามกับช่วงอดอยากได้สร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ epigenetics ขึ้น
นักวิชาการแท้ จะเก็บเอาความพิศวงติดตัว (จริงๆ แล้วติดสมอง) คอยจ้องหาโอกาสหาคำอธิบาย แล้วฟ้าก็ประทานมาในปี ค.ศ. 1996 เมื่อ Bygren ได้อ่านบทความของ Marcus Pembrey ในวารสาร Acta Geneticae Medicae et Gemellologiae ดัง abstract ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่มีใครเชื่อ และไม่มีวารสารวิชาการรับตีพิมพ์ จึงต้องไปลงในวารสารอิตาเลียน ซึ่งถือกันว่าอยู่ปลายแถวของวารสารวิชาการ จะเห็นว่าความก้าวหน้าทางวิชาการของโลกมันไม่ได้ปุบปับ มันมีการศึกษาเรื่อง imprinting กันมานานแล้ว ตั้งแต่ผมยังทำงานวิจัยอยู่โน่น และผมก็เคยจ้องจะทำกับเขาบ้าง แต่ก็จนใจด้วยความรู้ของตนไม่ถึง
จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง Bygren กับ Pembrey ที่จะร่วมกันไขปริศนากลไกพันธุกรรมที่เปลี่ยนปุบปับแบบไม่มี mutation ในยีน ไม่สอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปของ ชาร์ลส ดาร์วิน
ฟ้าประทานให้ Pembrey เข้าถึงข้อมูลของโครงการ ALSPAC ที่ศึกษาพ่อแม่ลูกในระยะยาว จนทั้งสองได้พิสูจน์ว่า ผู้ชายที่สูบบุหรี่ตั้งแต่อายุก่อน ๑๑ ปี ลูกจะเป็นคนอ้วนและเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในวัยผู้ใหญ่มากกว่าคนทั่วๆ ไป เป็นการยืนยันว่าพฤติกรรมสูบบุหรี่ของพ่อได้เปลี่ยนยีนบางอย่างของผู้นั้น และส่งต่อไปยังลูก
อ้าว! กลายเป็น “พ่อแม่ลิขิต” ไปแล้วหรือนี่
ที่จริงบันทึกนี้ เป็นเรื่อง epigenetics ซึ่งเป็นศาสตร์ยักษ์ใหญ่ต่อจาก Human genome หรือ Genomics คือโลกวิทยาศาสตร์ชีวภาพกำลังเคลื่อนจากยุค Genomics เข้าสู่ยุค Epigenomics แล้ว โดยที่ epigenome ของเซลล์ต่างชนิดไม่เหมือนกัน ร่างกายคนมีเซลล์อย่างน้อย ๒๑๐ ชนิด จึงมีงานวิจัยให้ทำอีกมากมาย เขาประมาณว่า epigenomics มีขนาดใหญ่กว่า genomics ๕๐ – ๑๐๐ เท่า
และขอยืนยันว่า “ผมลิขิต” ยังเป็นความจริงนะครับ คือเราสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมให้ตัวเองและลูกหลาน ผ่านการมีวิถีชีวิตที่ตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิอย่างมั่นคง เราจะสร้าง epigenetics ด้านดีฝากไว้ในแผ่นดินแม้จะไม่มีใครรู้เห็น
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ม.ค. ๕๓
ถ้าเรื่องนี้ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ น่าจะมีผู้นับถือพระพุทธศาสนา เชื่อพระพุทธพจน์เพิ่มขึ้นอีก เพราะถูกกล่าวไว้นานแล้วใน จักกวัตติสูตร (อ่าน ได้ที่นี่) ว่าลูำกหลานมนุษย์จะเจริญขึ้น แข็งแรง มีอายุยืนขึ้น หากพ่อแม่อยู่ในศีลในธรรม และลูกหลานจะอ่อนแอ อายุสั้นลง เมื่อพ่อแม่ขาดศีลธรรม
ขอบคุณครับ
---
นาวัง | วาไรตี้ | ภูห่าน