ความเป็นมาและความสำคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545มาตราที่ 6 บัญญัติว่า การจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคน ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. 2547 : 5 ) การศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน อีกทั้งส่งผลเกื้อกูลต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านของประเทศ เช่นเดียวกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ( กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 4 )
คุณภาพของการศึกษา ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของครูผู้สอนเป็นสำคัญ ดังที่ โกวิท ประวาลพฤกษ์ (ม.ป.ป. : 58) กล่าวว่า ความสามารถของครูเป็นตัวแปรสำคัญที่นำไปทำนายหรือคาดหวังคุณภาพของผู้เรียนได้โดยตรง ครูที่มีคุณภาพสูงย่อมชำนาญในการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนลงมือทำ อันนำไปสู่ผลการเรียนรู้ที่แท้จริง แต่ถ้าครูมีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ เป็นเพียงแค่ ผู้บอกความรู้ ผู้เรียนก็เกิดแค่ความรู้ ความจำ มีนิสัยในการท่องจำ คอยฟังการบอกของครู ตัดสินใจเองไม่เป็น นำไปสู่คุณภาพประชากรที่ไม่เป็นผู้ผลิตผลงาน การเพิ่มพูนคุณภาพครู จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษา การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นภารกิจที่สำคัญขององค์กรหรือหน่วยงานที่บุคลากรทุกระดับในหน่วยงานต้องเกี่ยวข้อง องค์กรหรือหน่วยงานจะเจริญก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคลากร ความสามารถองบุคลากรจะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาบุคลากรที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของพงศธร พิทักษ์กำพล (2540 : 7) ที่กล่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงย่อมรู้ว่าการพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด ในการมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร แต่ก็แปลกที่ผู้บริหารจำนวนมากมองข้าม ไม่ค่อยให้ความสำคัญ มีโครงการพัฒนาบุคลากรก็เพียงเพื่อแสดงว่าได้ทำแล้วเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วการพัฒนาบุคลากรมีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ช่วยให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บุคลากรเกิดทัศนคติที่ดีต่อหน่วยงานและผู้บริหาร ทำให้เกิดความสามัคคี ทำให้บุคลากรเห็นว่าตนมีความสำคัญต่อหน่วยงาน กระตุ้นให้มีความตั้งใจปฏิบัติงาน ลดปัญหาขัดแย้งในหน่วยงาน ทำให้บุคลากรรู้จักมองตนเอง รู้จักครองตน ใช้ชีวิตที่เหมาะสมและมีความสุข สร้างชื่อเสียงแก่หน่วยงาน ประชาชนที่มารับบริการย่อมศรัทธาหน่วยงานที่มั่นคงและ มีคุณภาพ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (http://203.146.206.128/Webtcs/) โดยให้เหตุผลว่า โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547และที่แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 79 บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และมีหน้าที่พัฒนาผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความก้าวหน้าแก่ราชการ และผู้บังคับบัญชาทุกคน ทุกระดับมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและได้มาตรฐานถือว่าการปฏิบัติงานและการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกันจำเป็นต้องพัฒนาตลอดเวลา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีหน้าที่ต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการและด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้บังคับบัญชานำผลการพัฒนาไปใช้เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาดำเนินการบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น การเลื่อนขั้นเงินเดือน การเปลี่ยนตำแหน่งหรือสายงาน การเลื่อนวิทยฐานะ การยกย่องเชิดชูเกียรติ เป็นต้น
การพัฒนาสมรรถนะของครูเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติในการปฏิบัติงาน เพื่อให้บุคลากรได้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในการทำงาน จัดการศึกษาให้เกิดประสิทธิผล ก้าวทันยุคข้อมูลข่าวสาร การเปลี่ยนแปลงทางวิชาการและเทคโนโลยี วิธีการที่จะพัฒนา ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่ง กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC เป็นวิธีการที่เหมาะสมวิธีหนึ่ง ในการรวมพลังสร้างอนาคต เป็นการสร้างพลังร่วมในการทำงานร่วมกันของคนหลายฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะเกิดประสิทธิผลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการ ที่ช่วยในการดึงพลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วในกลุ่ม / องค์กร / หน่วยงาน / ตัวบุคคล ฯลฯ ซึ่งต้องการรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันด้วยการยึดหลักของ ความเมตตา ซึ่งถือว่าเป็น ธรรมะอย่างสูง เพราะคนที่จะมี หรือ ให้ความรักความเมตตาคนอื่น ได้นั้น ต้องรับฟังคนอื่นด้วยความอดทน ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกับตน เพราะฉะนั้น ตัว A ( เอ ) จะทำให้เกิดพลังแห่งความดี ถ้าใครมีมาก หรือฝึกได้ถึงขั้นจะถือได้ว่าเป็นผู้ที่บรรลุ การพัฒนาทางจิตวิญญาณ ( SPIRITUAL DEVELOPMENT ) และคน ๆ นั้นจะมีความสุขมาก ซึ่งเมื่อคนที่เข้ามาร่วมกันทำกิจกรรมโดยมีความรักความเมตตาต่อกันแล้ว ก็จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันจากการทำงานด้วยกัน ซึ่งก็ คือ ตัว I ( ไอ ) จะทำให้เกิดพลังร่วมของสติปัญญา เพราะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง ( INTERACTIVE LEARNING THROUGH ACTION ) ซึ่งกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั้น ต้องการการเรียนรู้ร่วมกันของคนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้ทุกคนตระหนักในความรับผิดชอบ และ ควบคุมตนเอง ซึ่งก็ คือ ตัว C ( ซี ) ไปสู่การกระทำที่เป็นความต้องการร่วมกัน นั่นเอง (ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมhttp://gotoknow.org/blog/paiboon)
ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะดำเนินการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A I C ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับการพัฒนาบุคลากรในครั้งนี้ เนื่องจากโรงเรียนวัดโคกทราง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครูไม่มาก เพื่อให้ครูสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานในวิชาชีพ พัฒนาตนเอง ให้มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
การพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A I C โรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อศึกษาสมรรถนะที่จำเป็นต้องพัฒนาของครูโรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2. เพื่อหาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A I C โรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
ขอบเขตของการศึกษา
การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC โรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ดังนี้
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูในโรงเรียนวัดโคกทราง ตำบลนางหลง อำเภอ ชะอวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ที่ปฏิบัติการสอนในปีการศึกษา 2552 จำนวน 6 คน
กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ใช้ประชากรจำนวน 6 คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC โรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 มีดังนี้
- ทำให้ทราบสมรรถนะที่จำเป็นต้องพัฒนาของครูโรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2. ได้ทราบแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ
A I C โรงเรียนวัดโคกทราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
3. โรงเรียนมีข้อมูลสารสนเทศที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
4 เป็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของครูโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A I C ของโรงเรียนอื่นๆ