เรื่องจริงของมหาเศรษฐีที่ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตน มาเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขาครับ ถือเป็นกรณีศึกษาเรื่องการค้นพบความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่เงิน จริงๆแล้วการมีเงินมากเกินไปกลับทำให้ไม่มีสุข (บางรายก่อทุกข์อีกต่างหาก)
เศรษฐีเงินล้านค้นพบว่า มีเงินมากๆกลับเป็นสิ่งกีดกั้นความสุข เขาจะขายของมีค่า บ้านใหญ่โต แล้วมอบให้การกุศล แล้วย้ายไปอยู่กระต๊อบเชิงเขาหรือไม่ก็อยู่ห้องเช่าธรรมดาๆในเมือง
เขามาจากครอบครัวที่ยากจนมากทำให้ต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นวัตถุนิยมมากขึ้น แล้วก็เฝ้าคิดอยู่ตลอดว่า ความร่ำรวยอยู่ในความเลิศหรูมากขึ้นนั่นคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขมากขึ้น แล้วก็ประพฤติตนเช่นนั้นเป็นแรมปี "For a long time I believed that more wealth and luxury automatically meant more happiness," he said. "I come from a very poor family where the rules were to work more to achieve more material things, and I applied this for many years,"
ต่อนนี้เขามีความคิดไปอีกอย่าง เขาว่า ที่ผ่านมาเหมือนเขาทำงานอย่างทาสเพื่อสิ่งที่จริงๆตนเองไม่ต้องการหรือปรารถนาเลย I was working as a slave for things that I did not wish for or need.
จุดเปลี่ยน เกิดตอนไปเที่ยวฮาวายกับภรรยาสามสัปดาห์ เขายินดีจ่ายเงินเต็มที่ไม่ว่าเท่าไรเท่ากัน แต่สิ่งที่เขาได้คือ เขาเหมือนกับไม่พบกับคน คนที่เป็นตัวตนจริงๆของเขาแม้แต่คนเดียว ไม่มีเลย มีแต่คนที่แสดงบทบาทที่ได้รับบทมา พนักงานแสดงบทให้เป็นมิตรกับแขก แขกที่มาพักแสดงบทเป็นคนสำคัญ ไม่มีใครเลยที่แสดงตัวตนที่แท้จริง
หลังจากขายทรัพย์สินไปหมด เขาบอกว่า เขารู้สึกถึงความอิสระเสรี ไม่มีพันธนาการ เขากล่าวว่า เขาต้องตัดสินใจทำไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอกาสได้ทำ และการกระทำของเขานั้น เป็นการทำตามเสียงบอกจากหัวใจและจิตวิญญาณของตนเอง
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/europe/austria/7190750/Millionaire-gives-away-fortune-which-made-him-miserable.html