จากความคิดที่จะสร้างลูกให้ใช้เงินเป็น ก็ก่อร่างสร้างแบบการจัดการการเงินขึ้นมาอย่างง่ายๆ

โดยประยุกต์นำแนวทางการบริหารจัดการการเงินชั้นสูง นำเอาเฉพาะโครงร่างที่คล้ายๆ เท่านั้น

และสามารถนำสู่การปฏิบัติจริงได้ง่ายๆ สำหรับเด็กๆ ชั้นปอสาม

โดยหลักก็เริ่มจากการดูว่าคนมีเงิน(ก็สังเกตจากครอบครัวอดีต ผอ.ที่ผมทำงานอยู่)

พอดีเรามีลูกอยู่ในวัยเดียวกันเรียนด้วยกัน น้องนิวคือชื่อลูกชายของท่าน

เค้าได้รับเงินไปโรงเรียนในปริมาณที่จำกัด คือ 10 บาทซึ่งน้อยกว่าใครในห้อง

ผมเองก็คิดว่าน่าจะเป็นจำนวนที่เหมาะสม ก็เลือกให้ในจำนวน 10 บาทเช่นเดียวกัน

 ที่ทำเช่นนี้ก็มีหลักมาจากการฝึกให้ลูกได้ใช้เงินแบบประหยัด

ในการไปโรงเรียนมีเพื่อนๆ หลายคนนำเงินมามากกว่า บางคน 20 บาท 30 บาท อาจจะถึง 50 บาทด้วยซ้ำ ผมก็ต้องบอกว่าทำไมเราจึงต้องทำและเราก็เล่าเรื่องฐานะทางการเงินที่เป็นจริงให้ลูกได้ทราบและร่วมกันเข้าใจและแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน

เมื่อลูกทราบว่าเหตุผลของเงินจำนวน 10 บาทคืออะไร เค้าเองก็จะมีภูมิคุ้มกันเวลาเห็นเพื่อนๆมีเงินมากกว่า

ช่วงแรกเราก็ยังคงสอนเรื่องความประหยัดแบบเก่าคือพยายามใช้ให้น้อยและเหลือก็ให้มาหยอดกระปุกที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ต้องทุบหรือแคะเท่านั้น ทำเรื่อยมา

ก็สังเกตเห็นว่าลูกก็จะรู้สึกกระเบียดกระเสียรทุกวันเลยที่เค้าไปโรงเรียน

จากประสบการณ์ตรงของผมเองก็ทำแบบนี้เหมือนกันจึงรู้ดีถึงความไม่มีความสุขกับแนวทางนี้

 

ผมสนใจเรื่องราวการจัดการการเงินส่วนบุคคล และครอบครัวเองก็ได้ปฏิบัติกันอยู่เป็นปกติอยู่แล้วผมก็นำแนวคิดดังกล่าวมาทำการแบ่งเงินเพื่อให้โอกาสในการบริหารเงินแก่ลูก

โดยทำหลักง่ายๆ ก็คือเมื่อเราได้รับเงินมาก็ให้แบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน คือ

1.เงินเพื่ออนาคต 10 % (เก็บไว้ไม่มีการนำมาใช้)

2.กระเป๋าซ้าย 30 %  (เก็บไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น)

 3.กระเป๋าขวา 60 %  (ใช้จ่ายประจำวัน)

หลักการใช้เงินก็คือ ต้องใช้เฉพาะเงินในกระเป๋าขวาเท่านั้นห้ามใช้เกินจำนวนที่กำหนด เมื่อใช้ไม่หมดก็ให้สะสมไว้ในกระเป๋าขวาตามเดิม และหากวันไหนต้องการใช้เงินมากกว่าจำนวนที่มีในกระเป๋าขวาก็ให้ยืมกระเป๋าซ้าย และต้องเขียนบันทึกไว้ที่บัญชีจดรายรับ-จ่าย ของตนเอง

และในวันที่เงินสะสมในกระเป๋าขวามีจำนวนเพียงพอ ก็ให้นำมาใช้หนี้คืนกระเป๋าซ้ายตามเดิมและเคลียร์บัญชีให้เรียบร้อย ..บัญชีต้องทำทุกวันเอาไว้ให้คุณพ่อตรวจสอบ ก็ทำแค่นี้ครับ

น้องหยกเองก็ทำเรื่อยมาด้วยความเต็มใจเพราะว่าเห็นประโยชน์วิธีการดังกล่าว นั่นก็คือเป็นการเพิ่มเงินไปโรงเรียนให้ตนเอง ในแบบที่ผู้ปกครองจ่ายเงินเท่าเดิม การบริหารจัดการเป็นตัวช่วยให้น้องหยกมีอำนาจการซื้อมากขึ้น รวยขึ้นด้วยตนเอง ก็เท่านั้น

เมื่อทำไปเรื่อยๆ ด้วยระบบจัดการง่ายๆนี้ ก็ทำให้มีเงินจำนวนมากขึ้นๆ จนเกิดปัญหาว่ามันเยอะเกินกว่าช่องใส่เงินไปแล้ว ก็ต้องหาที่ระบายเงิน เค้าก็จะจัดเก็บใส่ออมสินเงินเพื่ออนาคต ออมสินเงินกระเป๋าซ้าย ออมสินเงินกระเป๋าขวา เค้าก็ทำได้ดีนะ แต่ด้วยหลักที่ผมต้องการสอนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของการบริหารจัดการการเงิน สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ อำนาจในการซื้อที่เท่าเพื่อนหรือเหนือเพื่อนๆ ก็มาถึง

คำถามต่อไปก็คือ แล้วจำนวนเงินที่เหมาะสมในการมีไว้ติดตัวควรเป็นเท่าไร

น้องหยกก็ไม่แน่ใจ แต่ที่เค้าเลือกทำก็คือ 170 บาท ผมเองก็ยอมรับได้นะ

คำถามต่อไปคือ หากหยกไปเจอของที่อยากได้ เงินไม่พอ และเงินจำนวนนั้นน่าจะเป็นจำนวนเท่าไร เค้าก็เห็นด้วยว่า ผมคุยกับเค้าก็มาสรุปที่จำนวน 300 บาทครับ

และก็บอกถึงผลดีผลเสียที่ลูกจะต้องเข้าใจล่วงนี้ไว้ด้วยก็คือ การมีเงินจำนวนที่มากนั้นก็ต้องระมัดระวังเรื่องการสูญหาย แต่เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักกับอำนาจในการซื้อแล้ว มันคุ้มค่า

มันก็ควรที่จะทำไม่ใช่เหรอ