ท่านอาจารย์กินา-ร็อบเบิร์ท เกรย์ ตีพิมพ์เรื่อง 'Save a buck: Pitfalls of store-brand credit cards' = "ประหยัดเงิน (buck = dollar = ดอลลาร์สหรัฐฯ หมายถึงเงิน): กับดัก (pitfalls = กับดัก หลุมพราง) ของเครดิตการ์ดห้างร้าน (store = ห้างร้าน; brand = แบรนด์ ยี่ห้อ ตราสินค้า), ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ [ longdo ] ; [ longdo ]

...

ธุรกิจและบริการต่างๆ มีหลักคิด 'credit score' = "คะแนนเครดิต" อยู่ในใจก่อนให้สินเชื่อหรือเครดิตในรูปแบบต่างๆ เสมอ

คนที่มีคะแนนเครดิตสูงมีแนวโน้มจะเสียดอกเบี้ยน้อยกว่าในการผ่อนชำระสินค้า หรือบริการ เช่น ผ่อนบ้านกับธนาคาร ฯลฯ หรือบางกรณีอาจไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย เช่น รถยี่ห้อหนึ่งเคยโฆษณาผ่อน 0% ถ้าผู้พิพากษาสนใจจะขับ ฯลฯ

... 

ที่เป็นเช่น นี้เพราะสถิติที่ผ่านมาพบว่า วิชาชีพบางสาขา (อาจเพราะมีรายได้มาก หรือบริหารการเงินเก่ง) เบี้ยวหนี้ต่ำมาก หรือบางทีอาจจะมีหนี้เสียประมาณ 0% หรือไม่พบหนี้เสียเลย แบบนี้เรียกว่า มีคะแนนเครดิตดี

หลักการเงินข้อหนึ่งในโลกสมัยใหม่ คือ "คนรวยมีโอกาสซื้อของถูกมากกว่าคนจน" หรือ "คนที่มีคะแนนเครดิตสูงมีโอกาสซื้อของถูกกว่าคนที่มีคะแนนเครดิตต่ำ"

...

หลักคิดอย่างหนึ่งในวงการเงิน คือ "ของฟรีไม่มีในโลก" และบัตรเครดิตห้างร้านที่โฆษณาว่า จะลดราคาให้เท่านั้นเท่านี้ก็เช่นกัน

บัตรเครดิตห้างร้านส่วนใหญ่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัตรเครดิตทั่วไป (ยกเว้น KTC ของไทยซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งการให้ฟรีค่าธรรมเนียม)

...

การสมัครบัตร เครดิตเพิ่มขึ้นแต่ละใบจะทำให้คะแนนเครดิตลดลง ซึ่งถ้าเกิดมีเหตุจำเป็น เช่น ต่อไปอาจต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ อาจต้องเสียดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นได้

อาจารย์เกรย์แนะนำว่า ควรพิจารณา 4 ข้อต่อไปนี้ก่อนทำบัตรเครดิตห้างร้านเสมอ

...

(1). มีบัตรเครดิตอยู่แล้วหรือไม่, ถ้ามี... ห้างร้านนั้นรับบัตรนี้หรือไม่ ถ้ารับ... ควรยับยั้งชั่งใจ

หลักการทั่วไปในการยับยั้งชั่งใจ คือ หยุดคิด-หาข้อมูล-แล้วรอให้เวลาผ่านไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์-ก่อนตัดสินใจ > การขอบัตรเครดิตมากใบทำให้คะแนนเครดิตลดลง (เมื่อเทียบกับคนที่มีบัตรเครดิตน้อยใบ)

...

(2). เราเป็นคนที่มีแนวโ้น้มจะ 'splurge (= ชอบช็อป ใช้จ่ายเกินตัว) หรือไม่

ถ้ามีนิสัย "s - เปลิ้จ - j" ไม่ควรทำบัตรเครดิตห้างร้าน เพราะเพียงเขาลดราคาอะไรให้หน่อย เราอาจจะใ้ช้เพลินจนเิกินกำลัง

...

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า คนจนกับคนรวยมีแบบแผนการใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เมื่อมีเงินเหลือ... คนรวยมีแนวโน้มจะนำเงินไปลงทุน เช่น ศึกษาหาความรู้ ลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสได้กำไร ออมไว้ยามเกษียณ ฯลฯ

ส่วนคนจนจะนำไปใช้ในการบริโภค เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ช็อปให้สะใจ สตางค์ไม่พอก็ขอผ่อน ใช้เงินเกินตัว ฯลฯ

...

ที่ท่านกล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า คนจนไม่ดี ทว่า... ถ้ามีเงินเท่าๆ กัน ให้ลองทำบัญชีรายจ่ายของตัวเราเองดู

ถ้าใช้ไปในเรื่องการลงทุน-ออมทรัพย์สูง แสดงว่า เรามีแนวโน้มจะใช้เงินแบบคนรวย, ถ้าใช้ไปในเรื่องการบริโภค (ปัจจัยสี่ - ของอำนวยความสะดวก) สูง แสดงว่า เรามีแนวโน้มจะใช้เงินแบบคนจน 

...

อาจารย์เกรย์แนะนำว่า ถ้าเราเป็นนักช็อปประเภท 'impulsive (= หุนหันพลันแล่น ไม่ยับยั้งชั่งใจ)' แล้ว การทำบัตรเครดิตห้างร้านอาจจะทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากเหยื่อ คือ การลดราคาเล็กๆ น้อยๆ [ longdo ]

...

(3). มีแนวโน้มจะซื้อหรือผ่อนอะไร "ใหญ่ๆ" (เช่น รถ บ้าน ฯลฯ ซึ่งอาจต้องผ่อน) ใน 6 เดือนหรือไม่

ถ้ามีก็ไม่ควรด่วนทำ เนื่องจากจะทำให้คะแนนเครดิตลดลง ทำให้การขอสินเชื่ออย่างอื่นยากขึ้น ได้วงเงินน้อย หรือไม่ก็เสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นฃ

ดอกเบี้ยในสายตานักการเงิน = ค่าปรับในการลงโทษคนจน หรือคนรวย-คนชั้นกลางที่มีนิสัยแบบคนจน

...

(4). เรามีเงินมากพอสำหรับวงเงินเครดิตและดอกเบี้ยหรือไม่

ถ้ามีไม่พอก็ไม่น่าทำ เพราะสินเชื่อในระบบ (สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทเครดิต ฯลฯ) ทั้งหลายนั้น, ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิตค่อนข้างโหดกว่าหนี้อื่นๆ

...

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมักจะแนะนำให้ออมเงินสดสำรอง เผื่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าน้ำ-ไฟ-อาหาร-รักษาพยาบาล ฯลฯ ไว้ 4-6 เดือนเสมอ  

ถ้ามีเงินสำรองน้อยกว่านี้... ไม่น่าทำ เพราะธรรมชาติของเงินอย่างหนึ่ง คือ มีแรงดึงดูด คล้ายกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก คือ เงินใหญ่ (คนรวย) มักจะดูดเงินเล็ก (คนจน) เสมอ

...

การที่เรา จะต้านทานแรงดึงดูดของเงินได้ คือ ต้องมีวินัยทางการเงิน โดยฝึกออมเงินสำรองไว้ให้ได้อย่างน้อย 4-6 เดือนของรายจ่ายจำเป็น หรือมากกว่านั้น

เงินมีแนวโน้มจะอยู่กับคนที่ "มีสติและมีสตางค์ (เงินออม)", ส่วนดอกเบี้ยมักจะอยู่กับคนที่ "ขาดสติหรือไม่มีสตางค์ (เงินออม)" เช่นกัน

...

การเงินส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด คนไข้จำนวนมากเป็นโรค "ตกใจง่าย (panic disorder)" หลังเป็นหนี้ และถูกทวงหนี้ซ้ำซาก

ผู้เขียนมีโอกาสพบเห็นคนดีๆ 2 ท่านเป็นโรค "ตกใจง่าย" หลังเป็นหนี้เรื้อรัง

...

ท่านแรกความดัน (เลือด) ขึ้นเป็นพักๆ, หัวใจและไตเสื่อมสภาพ, 7 ปีต่อมาเสียชีวิตจากหัวใจและไตเสื่อม

อีกท่านหนึ่งใจดี ไปเซ็นต์ค้ำประกันหนี้ให้เพื่อน เพื่อนหนีหนี้ ตัวเองช้ำในไปสิบกว่าปี พอคุยกับญาติเรื่องหนี้... ความดันขึ้น หลอดเลือดในสมองแตก เสียชีวิตเช่นกัน

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดี, มีแรงในการใช้ชีวิตแบบ "เรียบ-ง่าย-ประหยัด", และขอพลัง (แห่งเงิน) จงสถิตย์อยู่กับท่านผู้อ่านไปนานๆ ครับ 

...

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา                                

ต้นฉบับเรื่องนี้คือ 'Save a buck: Pitfalls of store-brand credit cards' = "ประหยัดเงิน (ตามโฆษณา): หลุมพรางของบัตรเครดิตห้างร้าน"

คลิกลิ้งค์ > คลิกลำโพง-ธงชาติ > ฟัง-ออกเสียงตามเจ้าของภาษา 3 รอบ เพื่อให้จำศัพท์ได้ถูกต้องและเร็ว

...

ย้ำเสียงหนัก (accent) ที่พยางค์แต้มสี กรณีมีตำแหน่งย้ำเสียง 2 ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ย้ำเสียงหนักกว่า คือ พยางค์ที่ใช้ตัวอักษรตัวหนา

@ [ buck ] > [ บั้ค - k ] > http://www.thefreedictionary.com/buck > noun = ดอลลาร์สหรัฐฯ เงิน

...

@ [ pitfall ] > [ พิท - ฝ่อล - L ] > http://www.thefreedictionary.com/pitfall > noun = กับดัก หลุมพราง

@ [ credit ] > [ เคร้ - ดิท - t ] > http://www.thefreedictionary.com/credit > noun = เครดิต สินเชื่อ ความน่าเชื่อถือ (ว่าแรงดี-ผ่อนหนี้ไหว)

...

@ [ splurge ] > [ s - เปลิ้จ - j ] > http://www.thefreedictionary.com/splurge > verb, noun = (การ) อวดรวย ใช้จ่ายเกินตัว ชอบช็อป

@ [ impulsive ] > [ อิ่ม - พั้ล - สีฟ - v ] > http://www.thefreedictionary.com/impulsive > adjective = (มีแนวโน้ม) หุนหันพลันแล่น ตัิดสินใจเร็วโดยไม่ใช้เหตุผล

...

 ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]

ที่มา                                                         

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. > 27 มกราคม 2553.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.