ฝึกเด็กให้มีความเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ

ลักษณะของเด็ก


307 ลักษณะของเด็กอายุ 3-4 ขวบ

ปัญหาของเด็กวัยนี้คือ “ความเป็นตัวของตัวเอง” จะปรากฏออกมาในรูปของ “การเอาแต่ใจตนเองซึ่งมิใช่รูปแบบของความเป็นตัวของตัวเองที่สมบูรณ์ เพราะเด็กยังหวังพึ่งแม่อยู่ กล่าวคือ เด็กคิดว่า ถ้าหากแกยืนยันความต้องการของตนเองแล้ว ในที่สุดคุณแม่ก็คงจะยอมแพ้ การฝึกเด็กให้พ้นจากสภาพ เอาแต่ใจตนเอง ไปสู่ “ความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง คือ ก้าวแรกของการ บ่มนิสัย” เด็กและสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระและการรู้จักความร่วมมือของเด็ก
การจะทำให้เด็กยอมรับ กฎเกณฑ์” ของความร่วมมือด้วยตนเองนั้น เด็กจะต้องพอใจและมีความสุขในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นเสียก่อน

ความต้องการของเด็กวัย 3-4 ขวบนี้ แม่มักจะขัดไม่ค่อยได้ คุณแม่ของเด็กวัยนี้ควรเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต่อกรกับลูกไว้ด้วย ถ้าไม่อยากให้ลูกดูแคลนว่าเป็นคนใจอ่อน คุณแม่ต้องพยายามผลักไสลูกออกไปเวลาที่เด็กทำท่าจะมาพึ่งแม่ แต่มีแม่จำนวนมากที่เกรงว่าการผลักไสลูกออกไปจะทำให้เด็กไม่ยอมร่วมมือกับตนอีก จึงไม่กล้าปล่อยให้เด็กเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ แม้ว่า กฎเกณฑ์” ของการอยู่ร่วมกันภายในบ้านซึ่งพ่อแม่ตั้งขึ้นมานั้น เด็กไม่ค่อยจะยอมทำตาม แต่ถ้าหากเด็กมีความสุขในสังคมนอกบ้านกับเพื่อนๆ เด็กก็จะรู้จักเคารพกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในที่สุด เช่น ถ้าเด็กมีโอกาสเล่นกับเพื่อน 3-4 คน ทุกวันในสนามเด็กเล่น พอใจและมีความสุขในการอยู่ร่วมกับเด็กอื่น เด็กก็จะยอมรับกฎของสังคมนั้น เพราะแกเรียนรู้ว่าหากแกเอาแต่ใจตนเอง ทุกคนจะร่วมสนุกกันไม่ได้ เด็กที่เคยหวงของเล่นไม่ยอมให้ใครเล่นมาก่อนจะรู้จักเสนอของเล่นของตนให้เพื่อนๆเล่น

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือซึ่งเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติในสังคมเด็กนี้ มิใช่สิ่งสมบูรณ์ เวลาถูกเพื่อนต่อว่ารุนแรง เด็กจะวิ่งกลับบ้านร้องไห้มาฟ้องแม่ และไม่ยอมเล่นกับเพื่อนไปพักหนึ่ง
แม่จำนวนมากให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุได้ 3 ขวบ เพราะต้องการให้ลูกอยู่ห่างจากแม่ในช่วงเวลาหนึ่ง และมีโอกาสพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อเด็กเริ่มไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว มักเป็น เด็กดี ขึ้น รู้จักเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ เพราะเด็กเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หวังพึ่งแม่น้อยลง และรู้ว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นมีความสนุกอย่างไร เด็กจึงสนใจ เด็กจึงสนใจที่จะรักษาความสนุกนั้นไว้ คุณแม่ส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าการบ่มนิสัยลูกนั้นกระทำแต่เฉพาะในบ้านไม่สำเร็จ จึงอยากส่งลูกไปอยู่โรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุ 3 ขวบ

เด็กวัยนี้มีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง คือ เป็นวัยที่จินตนาการสร้างสรรค์พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก แต่จินตนาการของเด็กจะปะปนอยู่กับโลกของความเป็นจริง เพราะในโลกจริงๆแกก็พบกับสิ่งแปลกใหม่อยู่ทุกวันและรู้สึกสนุกด้วย รูปภาพและนิทานจะช่วยเพิ่มสีสันให้แก่ชีวิตของเด็ก จินตนาการของเด็กเปรียบเสมือน “เครื่องขยายความเป็นจริง” ดังนั้นผู้ใหญ่ควรสนับสนุนให้เด็กมีจินตนาการสร้างสรรค์เพื่อช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตจริงของเด็ก เช่น ซื้อหนังสือภาพให้ เล่านิทานให้ฟัง ให้ฟังเพลง วาดรูป เล่นดินน้ำมันหรือดินเหนียว เล่นแท่งไม้ ทำสนามทรายให้เล่น ฯลฯ หากคุณแม่ทำสิ่งเหล่านี้ให้ลูกด้วยตนเองไม่ได้ ก็ให้เด็กไปโรงเรียนอนุบาลซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่
จินตนาการของเด็กเป็นส่วนที่เพิ่มสีสันให้กับชีวิตจริงก็จริงอยู่ แต่มิได้มีเฉพาะสีสวยเท่านั้น บางครั้งก็มีสีดำ การที่เด็กอายุ 3 ขวบกลัวความมืด ไม่กล้าไปห้องน้ำคนเดียวตอนกลางคืน ก็เพราะแกจินตนาการว่าจะมีสิ่งน่ากลัวแฝงตัวอยู่ในความมืดนั่นเอง

เราไม่ควรฝืนบังคับให้เด็กเข้าไปในที่มืด เพื่อแสดงว่าในความมืดนั้นไม่มีอะไร หรือให้สุนัขเลียมือเด็ก ทั้งๆที่แกกลัวมาก เราให้เด็กได้ผจญภัยในโลกซึ่งแกไม่กลัวจนกระทั่งเกิดความกล้าขึ้นมาเองจะดีกว่า เช่น พาไปสนามเด็กเล่น แกว่งชิงช้าแรงๆ โดยมีคุณพ่อหรือคุณแม่คอยดูอยู่ข้างๆ หัดเดินบนราวไม้เตี้ย หัดยืนขาเดียว หัดเขย่งเก็งกอย หัดปีนป่าย เป็นต้น

เด็กวัย 3-4 ขวบนี้ ที่ไม่ยอมนอนกลางวันเลยก็มีมาก บางคนนอนกลางวันสัปดาห์ละหนเดียว แต่เด็กบางคนยังนอนตอนบ่ายวันละชั่วโมงทุกวัน ทั้งนี้แล้วแต่นิสัยในการนอนของเด็กแต่ละคน เด็กซึ่งไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว ครูให้นอนกลางวันเพื่อให้เด็กได้พักผ่อนหลังจากที่ทำกิจกรรมต่างๆจนเหนื่อย เด็กจะมีอารมณ์ดีขึ้น ถ้าได้นอนกลางวันสักหนึ่งชั่วโมง

เวลานอนตอนกลางคืนของเด็กวัยนี้ ถ้าเป็นเด็กที่ไปโรงเรียนแล้วจะนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม และตื่นตอน 6 โมงหรือ 7 โมงเช้า เด็กบางคนก็นอนดึกเกิน 4 ทุ่ม ตื่นสายแทบไม่ทันรถโรงเรียนหรือต้องไปป้อนอาหารเช้ากันในรถ น่าจะหัดให้นอนเร็วขึ้นเพื่อจะได้ตื่นเร็วขึ้นและมีเวลากินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน สำหรับเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนอนุบาลจะนอนดึก ตื่นสาย 9 โมงเช้าก็ได้ แต่ต้องเป็นเวลาทุกวัน การหัดให้เด็กมีชีวิตประจำวันที่มีกฎเกณฑ์และเป็นเวลานั้น มิใช่จรรยาบรรณของสังคม แต่เพราะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติเราจะสังเกตเห็นได้โดยเร็ว

การกินอาหารของเด็กจะเป็นไปตามนิสัยดั้งเดิม คนที่เคยกินจุก็จะกินจุต่อไป คนที่เคยกินน้อยก็ไม่ค่อยจะยอมกินเหมือนเดิม ช่วงอายุ 3-4 ขวบนี้น้ำหนักของเด็กจะเพิ่มเพียง 1.5-2 กิโลกรัมโดยประมาณในหนึ่งปี เป็นช่วงที่เด็กกินไม่มากนัก นิสัยเลือกอาหารจะยิ่งปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น คนที่ไม่ชอบกินทั้งปลา ไข่ และเนื้อต้องชดเชยด้วยนมและถั่ว สำหรับเด็กที่นอนเร็วตั้งแต่ 2 ทุ่ม เราให้อาหารว่างระหว่างมื้อวันละ 2 ครั้งก็พอเพียง แต่สำหรับเจ้าหนูจอมพลังยอดซนซึ่งนอนดึกแถมยังตื่นเช้านั้นให้นมหรืออาหารว่างเพียงวันละ 2 ครั้งคงจะไม่พอ

ทางด้านการขับถ่าย เด็กจะบอกอึและฉี่ได้แล้ว แต่ถ้าแกกำลังเล่นเพลินบางครั้งอาจจะเผลอฉี่ออกมาโดยไม่รู้ตัว เด็กวัยนี้หัดให้เช็ดก้นหรือล้างทำความสะอาดด้วยตนเองหลังอุจจาระได้แล้ว แต่ผู้ใหญ่ยังต้องคอยตรวจผลงานของแกอยู่ตอนกลางคืน เมื่อให้เด็กฉี่ก่อนนอน และพาไปห้องน้ำอีกครั้งก่อนคุณแม่เข้านอน เด็กส่วนใหญ่จะอยู่ได้ถึงเช้าโดยไม่ทำเปียก แต่ก็มีเด็กผู้ชายจำนวนมากซึ่งยังฉี่รดที่นอน สำหรับเด็กวัยนี้การดูว่าเมื่อเด็กพลาดเท่ากับส่งเสริมให้เด็กฉี่รดที่นอนมากยิ่งขึ้น

เด็กอายุ 3 ขวบหัดแต่งตัวเองได้แล้ว แต่กระดุมเม็ดบนสุดยังติดเองไม่ได้ เพราะแกต้องดูไปพลางจึงจะติดกระดุมได้ ส่วนการผูกเชือกนั้นยังยากไปสำหรับเด็กวัยนี้ การล้างหน้าแปรงฟันตอนเช้าต้องให้ทำเอง เด็กผู้หญิงบางคนก็หวีผมเองได้ด้วยก่อนกินอาหาร หัดให้ล้างมือเองทุกครั้งและกินอาหารเองด้วย แม้จะหกเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร ใช้ผ้ากันเปื้อนและทำความสะอาดทีหลังก็ได้ หลังกินนมหัดให้บ้วนปากและแปรงฟันเองจนเป็นนิสัยการอาบน้ำ ค่อยๆหัดให้อาบเอง แต่เด็กวัยนี้ยังสั่งน้ำมูกเองไม่ค่อยเป็น

การฝึกเด็กเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงนั้นสำคัญมากสำหรับช่วงอายุนี้ และจำเป็นต้องมีของเล่นขนาดใหญ่ เช่น ชิงช้า โครงเหล็กสำหรับปีนป่าย บาร์โหน ไม้ลื่น ฯลฯ ซึ่งยากที่จะมีไว้ในบ้าน เด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนอนุบาล ควรไปโล้ชิงช้ากับเด็กอื่นๆในสนามเด็กเล่น ให้เล่นไล่จับกันบ้าง ปีนป่ายด้วยกันบ้างเพื่อให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน ภาพเด็กเล่นออกกำลังกายนี้หาได้ยากมากในบ้านเรา ทั้งๆที่ควรจะมีให้เห็นทุกมุมถนนซึ่งมีชุมชน หวังพึ่งโรงเรียนอนุบาลก็ยาก เพราะโรงเรียนอนุบาลยังถือคติว่า “ที่นี่คือ โรงเรียนค่ะไม่ใช่โรงเล่น” ผู้ปกครองจำนวนมากก็คำนึงถึงการเรียนมากกว่าสุขภาพของลูกเสียด้วย โรงเรียนย่อมอยากเอาใจผู้ปกครองเป็นธรรมดา จนกว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนทัศนคติหันมาคำนึงถึงสุขภาพและการออกกำลังกายของเด็กมากยิ่งขึ้นกว่าทุกวันนี้ เราจึงจะมีโอกาสเห็นภาพเด็กไทยแก้มใสแข็งแรงน่ารักเต็มเมือง เข้ามาแทนที่เด็กหน้าเซียวหิ้วกระเป๋านักเรียนใบโตจนตัวเอียงในปัจจุบัน และเสียงเรียกร้องของคนจำนวนมากเท่านั้นที่จะทำให้โรงเรียนอนุบาลและที่ว่างหย่อมเล็กๆ ทั่วเมือง กลายเป็นสวรรค์น้อยๆของเด็กเล็กๆได้

เด็กญี่ปุ่นวัยนี้จะถูกฝึกให้เดินมากอย่างน้อยวันละชั่วโมง แม้แต่เด็กอนุบาลก็มีวัน เดินทางไกล” ซึ่งครูจะพาเด็กๆเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ เป็นการฝึกความอดทน เมื่อสิ้นสุดการเดินทางไกล ก็จะกินอาหารร่วมกันในรูปปิกนิกและเล่นด้วยกันบนเขาหรือกลางทุ่งอย่างสนุกสนานมากภูมิอากาศและภูมิประเทศของเราต่างจากเขาก็จริง แต่พื้นฐานจิตใจของเด็กและความต้องการทางสรีระนั้นไม่แตกต่างกันแน่นอน ผู้ใหญ่คือผู้วางรากฐานทั้งทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กเสียด้วย เราควรจะตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้ให้มาก

โรคส่วนใหญ่ของเด็กในช่วงอายุ 3-4 ขวบ คือ โรคติดต่อซึ่งติดจากเพื่อน เด็กที่เริ่มไปโรงเรียนอนุบาลจะติดหวัด อีสุกอีใส หัด คางทูม ฯลฯเวลาที่จู่ๆเด็กก็มีไข้ตัวร้อน ซึ่งมักจะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เด็กอาจชักจนพ่อแม่ตกใจ ส่วนใหญ่ต้นเหตุของไข้คือ เชื้อหวัดนั่นเอง บางครั้งเด็กมีเลือดกำเดาออกตอนกลางคืน ตื่นเช้าจึงรู้ตัว สาเหตุที่ทำให้เด็กเลือดกำเดาออกเรามักไม่รู้ แต่ไม่น่าเป็นห่วงนัก (ดูหัวข้อ 302 เลือดกำเดาออกตอนกลางคืน)เด็กวัยนี้ถูกสุนัขกัดบ่อย ควรระมัดระวังเอาไว้ หากถูกกัดต้องตามหาให้พบว่าถูกสุนัขตัวใดกัด เป็นสุนัขที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ฉีดต้องติดตามดูว่าสุนัขตัวนั้นมีอาการผิดปกติหรือไม่ หากสุนัขตายและตรวจพบว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เด็กจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคซึ่งเป็นความทรมานอย่างสาหัสของเด็ก 3 ขวบ

เรื่องสุนัขนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ของไทย เราใจบุญแต่ใจบุญครึ่งๆกลางๆ เลี้ยงสุนัขก็ไม่ดูแลฉีดวัคซีนกันโรคให้มัน ไม่อยากเลี้ยงลูกสุนัขหลายๆตัว แต่ก็ไม่คุมกำเนิดให้มัน พอออกลูกก็เอาไปปล่อยบอกว่าสงสาร แต่ไม่ยักเวทนามันว่ามันจะต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ ติดโรคสารพัดชนิดและทรมานไปจนตลอดชีวิต แถมยังนำโรคร้ายมาสู่คนอีกด้วยอุบัติเหตุถูกของร้อนก็เกิดบ่อยในวัยนี้ (ดูหัวข้อ 198 ถูกของร้อน) อาการอาเจียนเป็นระยะและหลอดลมอักเสบคล้ายหืด เกิดได้บ่อยเช่นกัน แต่โรคที่จะทำให้คุณแม่ปวดหัวบ่อยที่สุดคือ อาการปวดท้องของเด็กตอนเช้ากำลังกินอาหารเด็กจะบอกว่า “ปวดท้อง!คุณแม่เอายาหม่องทาให้บ้าง ให้เข้าห้องน้ำบ้าง ให้เข้าห้องน้ำบ้าง อาการก็หายไปภายใน 20-30 นาที เด็กเล่นได้หัวเราะได้เหมือนเดิม เด็กที่เริ่มไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว มักจะร้อง “อูย ปวดท้อง!” ตอนกำลังจะไปโรงเรียนพอดี คุณแม่จึงให้หยุดอยู่บ้าน หนึ่งชั่วโมงให้หลังเด็กก็ออกไปเล่นนอกบ้านได้แล้ว เหมือนเด็กแกล้งป่วยการเมืองเพราะไม่อยากไปโรงเรียน แต่ตอนปวดท้องนั้นเด็กปวดจริงๆมิได้โกหก สาเหตุที่แท้จริงเราไม่ทราบ ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เวลาเด็กเกิดไม่พึงพอใจอะไร ต้นเหตุก็คงจะเป็นเรื่องของจิตใจ

สำหรับปัญหาที่เกิดกับผิวหนังก็มีผื่นแพ้และหูด ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง นอกจากนั้นยังมีโรคพยาธิซึ่งติดมาจากโรงเรียนอนุบาลได้ ที่เป็นบ่อยคือ พยาธิเข็มหมุด หรือพยาธิเส้นด้าย ซึ่งเด็กจะมีอาการคันก้น ควรตรวจพยาธิอย่างน้อยปีละครั้ง 

พัฒนาการของเด็ก 3-4 ขวบ

กล้ามเนื้อใหญ่วิ่งได้ดี เดินเขย่งปลายเท้าได้ไกล 10 ฟุต เดินทรงตัวบนไม้กระดานได้ โยนและรับลูกบอลได้ดี กระโดดได้สูง กระโดดสองขาและกระโดขาเดียวได้ 2-3 ก้าว ถีบจักรยานได้คล่อง หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ดี

กล้ามเนื้อเล็ก ลากเส้นวาดรูปได้แล้ว ชอบกระพริบตาเพราะมีการปรับระบบประสาทตา ใช้กรรไกรตัดกระดาษได้ดี จับดินสอได้ดี

ภาษา พูดประโยคยาว ๆ ได้มากขึ้น เป็นประโยคที่ใช้คำ 4-5 คำ รู้จักเรียงประโยคได้ถูกต้อง มักจะใช้คำ “สมมติว่า…” ชอบทำเสียงแปลก ๆ

สติปัญญาบอกรูปร่างและขนาดได้ จับคู่สิ่งของได้ถูกต้อง บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้ เข้าใจคำว่า “ที่สุด” ได้

สังคม เลือกพูดชักชวนหรือกีดกันเพื่อนให้เล่นด้วยกัน เล่นกับเพศตรงข้ามได้ไม่นาน แสดงความรักชอบพอกับผู้ใหญ่และเพื่อน ๆ

อารมณ์และจิตใจ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น แข่งขัน แย่งชิงความรักความสนใจจากพ่อแม่

การเล่น ชอบเล่นปีนป่ายชอบเล่นไม้ลื่น ชอบเล่นสมมติ และยังแยกแยะไม่ออกระหว่างความฝันกับความเป็นจริง ชอบวาดรูประบายสีด้วยพู่กันอันใหญ่ ๆ และเรียกชื่อภาพวาดนั้นได้ ชอบเล่นดินน้ำมัน

พัฒนาการเฉพาะวัย กระตือรือร้นช่วยทำงานบ้าน แต่งตัวง่าย ๆ ได้เอง รินน้ำจากเหยือกเล็ก ๆ ได้เอง ฝันร้ายบ่อย ๆ ไปห้องน้ำได้เอง

ฟันของลูกจะขึ้นเมื่อไร

ฟันน้ำนม [primary teeth] มีทั้งหมด 20 ซี่

ซี่ที่จะขึ้นก่อนคือ ฟันล่างซี่กลางหน้า ขึ้นเมื่ออายุ 6- 10 เดือน หลุดเมื่อ 6-7 ขวบ

เรียงตามลำดับด้วย ฟันบนซี่กลางขึ้นเมื่ออายุ 8-12 เดือน หลุดเมื่อ 6-7 ขวบ

ฟันซี่ข้าง ขึ้นเมื่ออายุ 9-13 เดือน หลุดเมื่อ 7-8 ขวบ

ฟันกรามซี่แรก ขึ้นเมื่ออายุ 13 -20 เดือน หลุดเมื่อ 9 -11 ขวบ

ฟันซี่เขี้ยว ขึ้นเมื่ออายุ 16-22 เดือน หลุดเมื่อ 9-12 ขวบ

และฟันล่างจะขึ้นก่อนฟันบนเล็กน้อย

ขณะที่ฟันกำลังขึ้นพ้นเหงือก เหงือกจะระบมและบวมเล็กน้อย เด็กอาจมีน้ำลายไหลมากกว่าปกติและหงุดหงิดทานอาหารน้อยลง นอนไม่ค่อยหลับ วิธีที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น ทำได้โดยการใช้ช้อนเล็กๆ แช่น้ำเย็น มาคลึงบริเวณเหงือกหรือให้กัดยางนิ่มๆ ที่ทำสำหรับเด็กที่ฟันกำลังขึ้น หากมีอาการเจ็บมากควรพามาพบแพทย์ เพื่อสั่งยาทาเหงือกที่ผสมยาชาอ่อน ช่วยระงับอาการเจ็บได้ เมื่อฟันขึ้นมาพ้นเหงือกแล้วอาการเหล่านี้จะหายไปเอง

เมื่อฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว ควรแปรงฟันให้ลูกทุกครั้ง หลังป้อนอาหารและก่อนนอน เพื่อขจัคราบแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อฟัน เพราะฟันน้ำนมทั้ง 20 ซี่ มีความสำคัญต่อการเคี้ยวอาหาร การพูดออกเสียงและบุคลิกภาพของลูก รวมทั้งยังทำหน้าที่รักษาพื้นที่ไว้ ให้ฟันแท้ที่จะขึ้นมาภายหลัง

การเลือกแปรงสีฟันสำหรับเด็ก ควรเลือกขนแปรงนิ่มหัวแปรงมน และมีขนาดเล็กปัจจุบันหาซื้อได้ง่ายถ้าสังเกตุเห็นว่า ขนแปรงบานออกควรเปลี่ยนอันใหม่ประมาณทุก 3 - 4 เดือน

เด็กในวัย 1-3 ขวบ จำนวนมากติดนิสัยดูดนมขวดจนหลับไป เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุอย่างรุนแรงตั้งแต่เด็ก ในน้ำนมมีน้ำตาลธรรมชาติ ที่เรียกว่า แล็กโทส [lactose] และน้ำผลไม้หรือของเหลวที่มีส่วนผสมของน้ำตาล จะถูกแบคทีเรียในปากของเด็กย่อย และผลิตน้ำกรดออกมาทำลาย โดยเฉพาะที่เด็กนอนหลับน้ำลายจะช่วยเจือจางน้ำกรดจากแบคทีเรีย จะมีปริมาณลดลง ลิ้นของเด็กจะกักให้ของเหลวหรือน้ำนม สัมผัสกับฟันบนเท่ากับฟันถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นหากเด็กติดขวดนมก่อนนอนควรใส่น้ำเปล่าไว้ในขวดให้ดูด

วิธีป้องกันฟันผุ

ผลการทดลองเป็นเวลาหลายปียืนยัน ฟลูออไรด์ช่วยลดการเกิดฟันผุ ได้ถึง 65% ขณะที่ฟันของเด็กกำลังพัฒนาได้รับฟลูออไรด์ ซึ่งซึมเข้าไปในผิวฟันและเป็นส่วนประกอบอยู่ในฟันไปตลอดชีวิต ในเมืองไทยยังไม่มีการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่ม เด็กอาจได้รับฟลูออไรด์ไม่เพียงพอกับการเสริมสร้างฟันและป้องกันฟันผุ

ทันตแพทย์จึงแนะนำให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์ชนิดเม็ดหรือน้ำ โดยแบ่งความเข้มข้นตามอายุยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ก็จำเป็นสำหรับเด็ก โดยให้เริ่มบ้วนปาก ด้วยน้ำยาผสมฟลูออไรด์ เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป

พ่อแม่ควรเริ่มสอนให้ลูกแปรงฟัน โดยให้จับแปรงสีฟันตอนอายุ 2 ขวบ ให้ลูกเลียนแบบพ่อแม่ พออายุ 4 - 5 ขวบ ก็สามารถแปรงฟันเองได้ แต่อาจไม่ค่อยสะอาด ดังนั้นพ่อแม่ควรตรวจและช่วยแปรงซ้ำให้ จนกระทั่งลูกอายุได้ 8 ขวบ ซึ่งจะสามารถแปรงได้สะอาด ควรใช้ยาสีฟันครั้งละน้อยๆ ในเด็กอายุ 3 ขวบ ใช้ยาสีฟันเท่าเม็ดถั่วเขียวก็พอแล้ว

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการพาลูกไปตรวจฟันครั้งแรกคือ ก่อนอายุ 2 ขวบซึ่งฟันน้ำนมยังขึ้นไม่ครบ 20 ซี่ ยิ่งเริ่มไปตรวจเร็วก็ยังมีประโยชน์ ในการช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพในช่องปาก อย่ารอจนกระทั่งลูกมีอาการปวดฟัน แล้วจึงพาไปหาทันตแพทย์ พ่อแม่และคนเลี้ยงควรพูดให้ลูกรู้สึกว่า ทันตแพทย์เป็นหมอที่ใจดี และช่วยดูแลรักษาฟันของลูก ให้แข็งแรงลูกจะมีฟันสวย

ครั้งแรกไปพบทันตแพทย์จะตรวจฟันและเริ่มทำความสะอาดฟัน หรือเคลือบฟลูออไรด์เป็นการเริ่มต้นง่ายๆ การเล่นสมมติ ระหวางพ่อแม่และลูกว่า เป็นหมอฟันกับคนไข้ก็เป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับลูก ก่อนไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก การนัดคนไข้เด็กส่วนใหญ่จะนัดในเวลาเช้า ซึ่งเด็กรู้สึกสดชื่นและมักให้ความร่วมมือดี

เด็กวัยก่อนเข้าเรียน ควรได้รับการดูแลสุขภาพฟัน ตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก หากสังเกตุเห็นความผิดปกติ หรือสงสัยว่า ฟันจะผุ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปพบทันตแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยให้ลูกมีอาการปวดฟันหรืออักเสบจนแก้มบวม ไม่ยอมรับประทานอาหาร แล้วจึงไปพบหมอฟัน เพราะจะทำให้เด็กมีประสบการณ์ที่ไม่ดี

เด็กสองขวบถึงสามขวบ: การเลี้ยงดู: อาหารสำหรับเด็ก

เด็กวัย2-3ขวบนี้
เป็นช่วงที่เด็กไม่ค่อยกินอาหาร
แม่เกือบทุกคนจะวิตกว่า
"ทำไมลูกไม่ยอมกินข้าว"
อันที่จริงช่วงวัยนี้เด็กน้ำหนักเพิ่ม
เพียงปีละ2กิโลกรัมก็พอแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารมากมายนัก

เด็กส่วนใหญ่ในวัยนี้
กินข้าวเฉลี่ยวันละ1ถ้วยครึ่งเท่านั้น
บางคนกินมือละครึ่งถ้วย
เช้า กลางวัน เย็น
และสมัยนี้มีไม่น้อยที่กินขนมปังมื้อเช้า
ตัวอย่างอาหารของเด็กวัยนี้คือ

เช้า:ขนมปัง(1-2แผ่น)
นม1ขวด(180มิลลิลิตร)
ไข่(ไข่ดาวหรือไข่ต้ม เป็นต้น)

กลางวัน:ข้าว(1ถ้วย) ปลา ผัก หรือ ก๋วยเตี๋ยว

บ่าย3โมง:ขนม(เช่น กล้วยบวชชี แพนเค้ก)

เย็น:ข้าว(ครึ่งถ้วย) เนื้อหรือเต้าหู้ ผัก ผลไม้

2ทุ่ม:นม1ขวด



เด็กที่ชอบดื่มนม
จะดื่มนมตอนบ่ายหลังมือขนม
จึงดื่มนนมวันละ3ขวด
เด็กบางคนดื่มนมวันละ4-5ขวด
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอ้วน

เด็กกินน้อยบางคนมื้อเช้าไม่ยอมกินอะไรเลย
นอกจากนมขวดเดียวก็มี
เด็กที่ไม่ดื่มนมบางคน
จะไม่ยอมดื่มนมเลยเมื่ออายุเกิน2ขวบ
ซึ่งไม่มีปัญหาทางด้านโภชนาการ
ถ้ายังกินไข่หรอืเนื้อสัตว์และได้โปรตีนเพียงพอ
ในทางตรงกันข้าม
เด็กที่เกลียดเนื้อสัตว์อาจดื่มนมวัน4ขวด
เพื่อให้ร่างกายได้โปรตีนอย่างพอเพียงก็ได้

เด็กวัย2-3ขวบนี้มีจำนวนไม่น้อย
ที่ยังหย่าขวดไม่สำเร็จ
แม่เอานมใส่ถ้วยให้ดื่มก็ไม่ยอม
หรือให้ดูดจากหลอดก็ไม่ยอม
จึงจำต้องให้ดูดจากขวดนมตามเดิม

การให้เด็กดูดนมจากขวด
เป็นเรื่องสะดวกสำหรับแม่ด้วย
เพราะนมไม่หก ไม่ต้องคอยเฝ้าดูแล

บางคนกล่าวว่า
ถ้าให้เด็กดูดนมจากจุกเรื่อยไป
ฟันจะไม่สวยแต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
น่าจะมีปัญหาเฉพาะเรื่องฟันผุ
สำหรับเด็กที่ชอบดื่มนมหวาน
และนอนหลับคาขวดเป็นประจำเท่านั้น
เด็กบางคนยังร้องกลางดึกเรียกหานม
ก็ให้ได้ไม่เป็นไร

เด็กวัยนี้อาจจะกินข้าวได้น้อย
แต่กินกับข้าวจำพวกเนื้อสัตว์ได้
ถึง70เปอร์เซนต์ของผู้ใหญ่
มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบกินผัก
แต่ถ้าใส่ผักลงไปในไข่เจียว
หรือรวมลงไปกับข้าวตุ๋นส่วนใหญ่จะยอมกิน
เด็กที่ทำอย่างไรก็แล้ว
ยังไม่ยอมกินผักนั้น
ต้องให้กินผลไม้มากๆหน่อย

การให้เด็กกินข้าวร่วมกับผู้ใหญ่
หรือแยกกินต่างหากนั้น
ขึ้นอยู่กับความอยากอาหารของเด็ก
ถ้าเขากินเก่ง
ไม่มีปัญหาเรื่องอยากอาหาร
ก็กินร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ได้
แต่เด็กที่ไม่ชอบกินข้าว ชอบลุกหนีกลางคันนั้น
อาจต้องจับนั่งเก้าอี้สูง
และคอยดูแลจนกว่าจะกินเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ควรจะมีสักหนึ่งมื้อ
เช่น มื้อเย็น
ซึ่งเด็กได้มีโอกาสร่วมวงกินข้าวกับผู้ใหญ่และ
ทุกคนในบ้านด้วยความชื่นบาน

การถือช้อนตักข้าวกินเองหรือไม่นั้น
สัมพันธ์อย่างยิ่งกับความอยากอาหารของเด็ก
ถ้าเขาสนใจถือช้อนตักข้าวกินเอง
เด็กจะกินข้าวได้มาก
ส่วนเด็กที่ไม่ค่อยอยากกินจะทิ้งช้อนกลางคัน
ไม่ยอมตักเอง
สำหรับคนที่ยอมตักกินเองแค่3-4ช้อน
แม่คงต้องช่วยตักป้อนให้บ้าง
แต่ควรหัดให้เด็กรู้จักใช้ช้อนส้อม
เป็นก่อนอายุ3ขวบ

ควรปลูกฝังนิสัยล้างมือทุกครั้ง
ก่อนกินอาหารให้ลูก
ข้อสำคัญคือพ่อแม่เอง
ต้องล้างมือให้เห็นเป็นตัวอย่างทุกมื้อ
และก๊อกน้ำควรอยู่ต่ำ
พอที่เด็กจะเปิดปิดเองได้ด้วย

1. พัฒนาการด้านร่างกาย (PSYCHOMOTOR TEVELOPMENT)

การเคลื่อนไหวของทารกแรกคลอดส่วนใหญ่ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ (REFLEX) ควบคุมไม่ได้ เช่นการดูด มีสัมผัสที่อุ้งมือจะทำได้ การเคลื่อนไหวไม่เจาะจง มีการขยับทั้งตัว ทิศทางพัฒนาการ จากศีรษะไปสู้เท้า เริ่มจากการพลิกหน้า ชันคอ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทารกควบคุมการใช้แขนได้บ้างแล้วจึงพลิกคว่ำและหงายได้ นั่ง คลาน เกาะยืนและเดินได้ที่อายุ 12-5 เดือน จากนั้นจึงมีพัฒนาการด้านการทรงตัวดีขึ้น เป็นวิ่ง ขึ้นลงบันได กระโดด และเดินต่อเท้าได้ที่อายุประมาณ 5 ปี

ส่วนตาและมือ ทารกแรกคลอดสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้ แต่จ้องไม่ได้ สีสดและตัดกันจะมองเห็นได้ชัด เช่น ดำขาวของลูกตา สีแดง เวลาผ่านไปทารกจะจ้องมองตามได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนมองได้ครื่งวงกลมที่ 4 เดือน จากมือที่กำแน่นแรกคลอดจะคลายออกได้เรื่อย ๆ จนสามารถคว้าของได้แม่นยำและเปลี่ยนมือได้ที่อายุ 6 เดือน ความสามารถในการหยิบจับของด้วยนิ้วและการใช้มือกะระยะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถจับดินสอได้ที่อายุ 2-5 ปี การส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสฝึกฝนประสาทสัมผัสตามวัยจะช่วยให้พัฒนาการไปได้ดีขึ้น ส่วนการส่งเสริมให้เด็กทำในสิ่งที่ข้ามขั้นมักไม่เกิดผล เช่น การหัดนั่งในเด็กที่ยังไม่คว่ำ

2. พัฒนาการด้านสติปัญญา

ทารกสามารถรับรู้และเรียนรู้จากประสาทสัมผัสตั้งแต่แรกคลอด แต่การแสดงออกไม่ชัดเจนเนื่องจากควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ดี การตอบสนองของทารกจะเป็นเพื่อการอยู่รอดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นปฎิกิริยาแบบอัตโนมัติ [REFLEX] เช่น การหันไปดูดเมื่อถูกสัมผัสที่แก้มและปาก เมื่อเกิดซ้ำ ๆ ทารกจะเรียนรู้ที่จะดูดได้เอง อายุ 1-4 เดือน ทารกจะเริ่มสนใจบุคคลรอบตัว ยิ้มและเลียนแบบได้บ้าง เช่น อ้าปากสื่อสารด้วยการร้องเมื่อไม่สบาย ซึ่งจะลดลงเมื่อทารกเปล่งเสียงจากลำคอได้ [ประมาณ 3 เดือน ]

ปลายเดือนที่ 4 ทารกจะเริ่มใช้ส่วนของร่างกายเพื่อความพอใจ เช่น อมมือ เล่นมือตัวเอง ตอบสนองซ้ำ ๆ ต่อวัตถุแปลกใหม่ที่น่าสนใจ อายุ 4-9 เดือน เป็นระยะไขว่คว้า โดยเริ่มคว้าสิ่งที่สะดุดตาโดยบังเอิญ จนถึงคว้าของที่ต้องการ พยายามสำรวจของโดยการสัมผัส เอาเข้าปาก เขย่า เคาะ อายุ 9-12 เดือน เด็กจะเริ่มมีความคิดเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เริ่มรู้จักของที่หายจากสายตา จึงเล่นจ๊ะเอ๋ ได้สนุกในวัยนี้ พฤติกรรมมีเป้าหมายมากขึ้น รวมทั้งดูผลจากการกระทำ เช่น โยนของ อายุ 12-18 เดือน

เด็กจะเริ่มสำรวจของรอบตัว เริ่มรู้จักแก้ไขปัญหา เช่น ปีนเอาของ ชี้ให้ช่วยหยิบ และเริ่มทำการทดสอบสิ่งแวดล้อมแบบลองผิดลองถูก เช่น ร้องดิ้นเมื่อขัดใจ ถ้าได้ผลจะคงพฤติกรรมนั้นไว้ อายุ 18-24 เดือน เริ่มรู้จักวางแผน คิดก่อนทำ ความอยากอาละวาดมักลดลง อายุ 2-4 ปี เริ่มเข้าใจมากขึ้น แต่จะเข้าใจจากสิ่งที่เห็น เช่น สัตว์ 4 เท้า เรียกเป็นสุนัขหมด อายุ 4-5 ปี เด็กมีความคิดเห็น แต่ยังแยกกับความจริงไม่ได้ ทำให้เกิดการพูดปดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งผู้ดูแลควรเข้าใจว่ามิใช่เรื่องผิดปกติ วัยนี้เริ่มมีการใช้เหตุผลได้บ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ ยึดตนเป็นหลัก ยังมีความคดอย่างจำกัด เช่น ของทุกอย่างมีชีวิต ผู้ดูแลควรเข้าใจพฤติกรรมตามวัยของเด็กว่าเมื่อผ่านวัยนั้นแล้ว มักจะดีขึ้น การดแลสั่งเสิรม ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมตามวัย จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ด้านภาษาและการสื่อความหมายขึ้นกับต้นแบบที่เด็กเห็น การส่งเสริม สภาพร่างกาย วุฒิภาวะของเด็ก โดยเริ่มจากส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ รู้จักหัวเราะแสดงความพอใจเมื่ออายุ ประมาณ 4 เดือน ต่อมารู้จักใช้ริมฝีปากในการเปล่งเสียง ทารกสามารถเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ก่อนที่จะสื่อสารออกไปในเวลากัดกัน เริ่มภาษาท่าทางและเสียงง่าย ๆ คล้ายคำพูด (GENGON) เป็นภาษาเด็ก 9 เดือน แล้วจึงเปล่งเสียงที่มีความหมาย รวมทั้งแสดงท่าทางจำเพาะในการสื่อสารที่อายุประมาณ 1 ปี ต่อมาเด็กจะเริ่มหัดพูดคำเดี่ยว ๆ ได้ทีละคำอย่างช้ามากใน 10-20 คำแรก โดยเริ่มที่เสียงง่าย ๆ เช่น บ, พ, ม, ป จนได้ประมาณ 50 คำ ที่อายุ 2 ปี จึงเริ่มพูด 2 พยางค์ จากนั้นจะเรียนรู้คำใหม่อย่างรวดเร็วหลายคำต่อวัน ระยะนี้ภาษาเด็กที่เคยมีจะหายไป ขวบที่ 3-4 เด็กจะเริ่มเล่าเรื่องและตั้งคำถามได้ จนอายุ 5 ปี เด็กจะสามารถบอกความหมาย เหตุผลจินตนาการของตนได้ ซึ่งเป็นระยะที่สมองมี MYELINIZATION สมบูรณ์ เด็กที่เริ่มพูดได้เร็วและถูกความหมาย มักมีเชาว์ปัญญาสูง

3. พัฒนาการด้านอารมณ์ (EMOTIONS DEVERLOPMENT)

ขึ้นกับพื้นอารมณ์(TEMPERAMENT) ของแต่ละคนซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิดระดับพัฒนาการด้านอื่นๆ ในแต่ละวัยและการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งพัฒนาการทางอารมณ์ที่จะส่งผลกระทบถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ในวัยผู้ใหญ่

จากความรู้สึกที่แยกแยะได้เพียงชอบ-ไม่ชอบ ในช่วงเดือนแรก ต่อมาจะรู้จักกลัว กังวล ต่อเหตุการณ์ที่คุกคามความปลอดภัย การตอยสนองอย่างเหมาะสม ชัดเจน สม่ำเสมอ ให้ความมั่นใจกับเด็ก จะทำให้เด็กลดความกลัว กังวล เกิดเป็นความไว้ใจ (TRUSR) ต่อคนเลี้ยง สามารถเข้าสู่ระยะควบคุมด้วยตนเอง (AUTOMOMY) ในขวบปีที่ 2 ซึ่งเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยากควบคุมตนเอง เช่น การกิน การขับถ่าย การไม่ให้โอกาสเด็กลองทำ การเข้มงวดเกินไปจะทำให้เด็กเกิดความละอายใจ (ว่าทำผิด) ไม่แน่ใจ หยุดยั้งการแสดงออกของเด็ก กลายเป็นความไม่เชื่อมั่นในตนเอง (SELF ESTERM) ความพึงพอใจและความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นควรเริ่มปลูกฝังในวัยนี้ เนื่องจากจะเป็นพื้นฐานการมองโลกในแง่ดีของเด็ก ต้นปีที่ 3-6 เด็กจะเริ่มแยกจากผู้เลี้ยง ต้องการลองของใหม่ ชอบปฏิเสธ (NEGATIVITRE) ชอบเรียนรู้จากการทดลอง และเลียนแบบการกระทำ เด็กจะเริ่มมีอารมณ์แบบผู้ใหญ่คือ กังวล โกรธ อิจฉา เห็นใจ พอใจ ก้าวร้าว ดื้อ ซึ่งบางทีแสดงออกรุนแรง บางทีแสดงออกแบบเรียบ ๆ เช่น อมข้าว ไม่ขับถ่าย ทำไม่ได้ยิน ในวัยนี้เด็กจะเต็มไปด้วยคำถาม ผู้เลี้ยงที่เพียรพยายามตอบในสิ่งที่เด็กพอเข้าใจได้ จะสร้างนิสัยไม่รู้แก่เด็ก การให้เด็กลองมีพฤติกรรมต่าง ๆ ในขอบเขตที่เหมาะสม (LIMIT - SETTING) เช่น ยอมให่เด็กเลือกและแต่งตัวเองบ้างถ้าไม่รีบจนเกินไป จะทำให้เกิดความภูมิใจในตนเอง (SELF ESTERM) และสามารถแสดงความคิดริเริ่มได้ (...............................) การเข้มงวดเกินไป ห้ามทุกอย่าง ลงโทษรุนแรง ไม่มีเหตุผลจะทำให้เด็กรู้สึกผิด (QUILT) ในสิ่งที่ทำ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อาจเลี่ยงความรับผิดชอบเมื่อโตขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดและกลัวความล้มเหลว ซึ่งนึกไว้เสมอว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูตอยสนองเด็กแต่ละคนจึงต่างกัน การพยายามปรับตัวเข้าหากัน จะทำให้เกิดความสุขจากการเลี้ยงดูทั้งเด็กและผู้ดูแล

4. พัฒนาการด้านสังคม (SOCIAL DEVERLOPMENT)

เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพัฒนาการทางอารมณ์ ทารกแรกเกิดเริ่มแสดงความสัมพันธ์โดยการจ้องหน้าคนเลี้ยงตั้งแต่ปลายเดือยแรก เริ่มยิ้มตอบเมื่อเห็นหน้าคนในปลายเดือนที่สอง และยิ้มทักได้ในเวลาถัดกัน การสัมพันธ์ใกล้ชิดตั้งแต่แรกคลอดเป็นการสร้างสายสัมพันธ์(BONDING) ระหว่างมารกกับมารดา เมื่อมีการตอบสนองซึ่งกันและกันบ่อยมากพอทารกจะแสดงความผูกพันกับมารดา (ALTACHMENT) โดยแสดงเป็นอาการติดแม่ ต้องพึ่งพาทั้งร่างกายและจิตใจในช่วง 6-8 เดือน แสดงอาการแปลกหน