การบริหารบนฐานแนวคิด"ทำดีต้องได้ดี"

 

10 วิธีบริหารบนฐานของแนวคิด (ทำดีต้องได้ดี) พิชิตความสำเร็จ

โดย มัสริน  จงกลรัตน์

 

            การบริหารในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางข้อมูลข่าวสาร  นอกจากผู้บริหารควรมีลักษณะของผู้นำ (Trait Approaches) ตามที่ Warren Bennis ได้สรุป ได้แก่ ผู้นำจะต้องฉลาด มีประสบการณ์ รู้จักสถานการณ์  รู้วิธีการในการจัดการ (Provide Direction, Meaning and Important difference) ผู้นำจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ตามว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะนำองค์การไปสู่ความสำเร็จ และมีความซื่อสัตย์ ไม่ทรยศหักหลัง (Generate Trust Proactive, Fever Action & Risk Taking)  ผู้นำจะต้อง  กระตือรือร้น ทำงานเชิงรุก มีการวางแผนก่อนทำ ไม่รอปัญหา หาทางป้องกันปัญหา ชอบทำงาน  เป็นนักเสี่ยงที่ดี  ผู้นำต้องนำความหวังมาสู่ผู้ตาม  มิฉะนั้นพลังขององค์การจะเสียไป  ไม่ถ้อถอย แก้ปัญหาความถ้อถอยของผู้อื่น และผู้นำจะต้องกระตุ้นให้เห็นความสำเร็จ สร้างพลังด้วยกัน (Purveyors of Hope, Reinforce the Nation that Success)  แต่ลักษณะดังกล่าวจากทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น และนำองค์การไปสู่ความสำเร็จได้  ในตัวของผู้บริหาร (ผู้นำ) ควรสร้างให้ตนเองมีบุคลิกภาพภายในที่ดี อันส่งผลถึงการกระทำที่ดียิ่งขึ้นเช่นกัน  ตามรูปแบบ (Model) ทำดีก็ยอมเกิดผลที่ดี (Good Deeds Beget Good Results) ดังนี้

Good Deeds Beget Good Results Model

                              

  

  

 

 

จากโมเดลข้างต้นแสดงผลของการสร้างพลังภายในที่ดี  ก่อให้เกิดการกระทำที่ดีและนำไปสู่ผลของความสำเร็จที่ได้  ซึ่งพลังภายในที่ดีได้แก่มองโลกในแง่บวก  (Positive  Thinking)

พัฒนาตนเองตลอดเวลา  (Self Development) รู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเตอร์เน็ต  (Internet – IT) คิดอย่างเป็นระบบ  (Structured Thinking) มีความกระตือรือร้น (Enthusiasm)

มีความคิดสร้างสรรค์  (Creativity)   และเมื่อ ลงมือปฏิบัติ  (Action) ก็ต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ  (Confidence) ทำทุกสิ่งด้วยความทุ่มเท  (Dedication) และให้ความสำคัญกับมิตรภาพ  (Friendship)

มองโลกในแง่บวก  (Positive  Thinking)  

หากเรามองโลกในแง่ดีแล้วจะทำให้จิตใจเราผ่องใส และสุขภาพที่ดีก็จะตามมา ... แต่มีบางคนที่แย้งว่า การมีสุขภาพร่างกายที่ดีต่างหากที่จะทำให้เรามองโลกในแง่ดี  มีผลวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่า การมองโลกในแง่บวกจะส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาว และสุขภาพดี แข็งแรงกว่าการมองโลกในแง่ลบ  คณะนักวิจัยกล่าวว่า "คนที่มองโลกในแง่บวกจะมีอัตราการเสียชีวิตเพราะเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ลบ ผู้ป่วยที่ทำบายพาสหัวใจ ถ้าเป็นพวกที่มองโลกในแง่ดีจะมีแนวโน้มกลับเข้าไปนอนในโรงพยาบาลน้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับพวกที่มองโลกในแง่ร้าย พวกที่มองโลกในแง่ดีจะมีความดันเลือดต่ำ ส่วนพวกที่มองโลกในแง่ร้ายจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ เมื่อเทียบกับพวกที่มองโลกในแง่ดี"  นักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาเรื่องนี้ โดยเชื่อมโยงกับอาการป่วยของคนไข้กลุ่มหนึ่งพบว่า ผู้ที่กำลังเจ็บป่วย แม้จะมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ยังเจ็บป่วยอยู่ ช่วยได้ก็แค่ทำให้อารมณ์สดใสชื่นบาน ไม่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ส่วนผู้ที่มองโลกในแง่ดีแล้วมีสุขภาพแข็งแรงชีวิตยืนยาวนั้น เป็นเพราะว่าการมองโลกในแง่ดีจะโน้มนำให้มีการใช้ชีวิตที่ดีตามไปด้วย ในทางตรงข้ามเวลาที่เราเกิดความเครียดหรือมองโลกในแง่ร้าย ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนซึ่งส่งผลเสียต่ออวัยวะทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่เหงือกไปจนกระทั่งหัวใจ  ปัญหาที่เรากำลังเผชิญทุกวันนี้น่าจะทำให้เราพยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ดีกว่ามองโลกในแง่ร้าย แล้วทำให้จิตใจหดหู่ (หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์  ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม 2551)
                จะเห็นว่าการมองโลกในแง่บวก ส่งผลให้จิตใจดี  เมื่อจิตใจดีแม้ร่างกายจะไม่แข็งแรงก็ยังคงสร้างพลังให้กับการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้  เช่นเดียวกับการบริหารที่ผู้นำมองโลกในแง่ดีก็ย่อมทำให้ผู้ตามรู้สึกดี องค์การ (ร่างกาย) ก็ย่อมเข้มแข็งด้วยเช่นกัน

พัฒนาตนเองตลอดเวลา  (Self Development) 

ในอดีตที่ผ่านมาองค์กรมักจะมุ่งเน้นการพัฒนาคนที่เปลือกนอกคือมุ่งเน้นที่การพัฒนา    “องค์ความรู้ (Knowledge)”   “ทักษะ(Skill)”   หรือ “พฤติกรรม (Behavior)”   มากกว่าการพัฒนาที่แก่นแท้ของคนซึ่งหมายถึง “ทัศนคติ(Attitude)” “แรงจูงใจ(Motivation)” หรือ “อุปนิสัย(Trait)” จึงทำให้การพัฒนาบุคลากรไม่ได้ผลเท่าที่ควร

การพัฒนาคนในหลายองค์กรมักจะมุ่งเน้นผลการพัฒนาระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ดังนั้น รูปแบบการพัฒนาและฝึกอบรมจึงออกมาในลักษณะของการพัฒนาความรู้ ทักษะ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถเห็นผลได้ทันที เช่น การฝึกอบรมเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ต อาจจะใช้เวลาเพียงวันเดียว จากคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตไม่เป็นก็สามารถใช้เป็นได้ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ เราไม่ค่อยพัฒนาคนให้ยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์กับชีวิตอย่างไร บางคนถึงแม้จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็น แต่รู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์มากนัก เลยไม่ได้ใช้ ดังนั้น ทักษะที่เรียนรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

แนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาตนเอง (Self-Development) เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในชีวิตของคนก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในการพัฒนาแบบนี้คือ ตัวพนักงาน แต่อย่าลืมว่าถ้าพนักงานมีแรงจูงใจในชีวิตแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในลำดับต่อมาก็หนีไม่พ้นตัวองค์กร

การพัฒนาแนวทางนี้จะเน้นการค้นหาตัวเอง การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง การกำหนดเป้าหมายในชีวิต การกำหนดแนวทางไปสู่เป้าหมาย รวมถึงการจัดทำแผนการดำเนินชีวิตที่เป็นรูปธรรม พูดง่ายๆคือ สอนคนให้บริหารธุรกิจชีวิตของตัวเองก่อนนั่นเอง ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าถ้าคนมีแผนการบริหารชีวิตที่ดีแล้วคนเหล่านั้นย่อมสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายชีวิตเข้าสู่เป้าหมายในการทำงานขององค์กรได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้ ถ้าคนสามารถบริหารชีวิตตัวเองได้ การบริหารคนบริหารงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

คนที่ทำงานเก่งและทำงานดีในองค์กรนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนๆนั้นมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และมีแรงจูงใจในชีวิตที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน(Internal Drive) ไม่ใช่แรงจูงใจภายนอก (External Drive) ใครก็ตามที่ทำงานเพราะมีแรงจูงใจจากภายนอก คนๆนั้น โอกาสเปลี่ยนแปลงมีมาก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตได้เติมเต็มในสิ่งที่ต้องการแล้ว แรงจูงใจจะลดน้อยลงหรือหายไป แต่คนใดมีแรงจูงใจที่เกิดจากภายในแล้ว นอกจากจะไม่ลดไปตามการเติมเต็มของชีวิตแล้ว มันกลับจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาจะตั้งเป้าหมายชีวิตที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น  การพัฒนาคนแบบ Inside Out Approach จึงเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาคนโดยมุ่งเน้นการพัฒนาจากภายใน (ทัศนคติ แรงจูงใจ อุปนิสัย) สู่การพัฒนาภายนอก (ความรู้ ทักษะ พฤติกรรม) เพราะถ้าเราสามารถพัฒนาสิ่งที่อยู่ภายในใจของคนได้แล้ว การพัฒนาความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมของคนก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ “จิตใจ คือจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนแบบยั่งยืน”

(นพรัตน์ : 2552)

การพัฒนาตนเองตลอดเวลา คือการพัฒนาตนเองให้คิดและทำในสิ่งที่ดี  มีเป้าหมายและแรงจูงใจที่เกิดจากภายในที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้ประพฤติ ปฏิบัติในสิ่งที่ดี  ดีในที่หมายถึง  การคิดดี  พูดดี  และกระทำดี  ดังนั้นผู้นำที่มีการพัฒนาตนเองจากภายใน และทำให้ผู้ตามพัฒนาตนเองตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์การไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแน่นอน

รู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเตอร์เน็ต  (Internet – IT)

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของคนเรา ซึ่งก็รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วย การเรียนรู้จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักอยู่ 4 องค์ประกอบ คือ  1. เทคโนโลยีการศึกษาด้านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ ตำรา เอกสารชุดวิชาและพิมพ์อื่น ๆ  2. เทคโนโลยีด้านสื่อโสตทัศน์ เช่น วัสดุอุปกรณ์ และโสตทัศนูปกรณ์เทปเสียงและวีดีทัศน์  3. เทคโนโลยีด้านสื่อสารมวลชน เช่น รายการวิทยุกระจายเสียงทางการศึกษาและรายการวิทยุโทรทัศน์การศึกษา  4. เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ มัลติมีเดีย เครือข่ายฐานข้อมูล และ Internet    องค์ประกอบที่ 4 นี้สามารถนำมาเป็นตัวที่ช่วยให้การทำงานได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น การเรียนรู้และสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้  ทำให้ผู้นำและผู้ตามเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา (http://www.school.net.th/library/create-web : 2552)

การเรียนรู้วิธีใช้  และการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ของตนเองและองค์การ  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้นำเกิดภาวการณ์ตัดสินใจที่ถูกต้อง  ผู้รู้ข้อมูลมากย่อมเกิดทางเลือกในการคิด พิจารณา  ในส่วนของผู้ตามการรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเตอร์เน็ต  ส่งผลให้การทำงานคล่องตัว  เข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันและสามารถปรับตัวได้

คิดอย่างเป็นระบบ  (Structured Thinking)

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบกับสถานการณ์ที่ต้องแก้ปัญหาอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เราอาจรู้สึกทึ่งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือคนใกล้ตัวบางคนที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถแจกแจงประเด็นปัญหาออกมาอย่างมีระบบ ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด และยังสามารถถ่ายทอดความคิดของตนให้คนรอบข้างเข้าใจได้อย่างชัดเจนอีกด้วย คนที่สามารถคิดได้อย่างมีระบบเช่นนี้เรียกว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) เป็นทักษะการคิดแบบง่าย ๆ 4 ประการ คือ  การตั้งกรอบเป้าหมาย (Framing Skill)  การสร้างแนวคิด (Conceptual Skill)  การวางตำแหน่งเชิงเปรียบเทียบ (Positioning Skill)  การคิดอย่างมีตรรกะ (Logical Thinking Skill)  (นโปเลียน ฮิลล์ : 2552)

            การคิดอย่างเป็นระบบ  สามารถฝึกและสร้างได้โดยคิดสร้างเป้าหมาย อย่างมีเหตุมีผล มีกรอบแนวคิด  และเปรียบเทียบผลกระทบหรือผลที่จะเกิดขึ้น  จะทำให้ผู้นำหรือผู้ตามที่ฝึกการคิดนี้เป็นผู้ที่มีความรอบครอบในการตัดสินใจ  แก้ปัญหาได้รวดเร็วและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

                มีความกระตือรือร้น (Enthusiasm)

ความกระตือรือร้น" เป็นสภาวะอันหนึ่งของจิตใจที่กระตุ้นหรือเร่งเร้าคนเราให้ลงมือ "ปฏิบัติ" ต่องานที่อยู่ในมือ นอกจากนี้มันยังสามารถติดต่อกันได้อีกด้วยและอิทธิพลของความมีชีวิตชีวานี้ไม่เพียงแต่มีผลต่อคนที่มีความกระตือรือร้นเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อคนที่เขาเข้าติดต่ออีกด้วย  "ความกระตือรือร้น" มีบทบาทสำคัญต่อสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์เช่นเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงมีผลต่อเครื่องจักร มันเป็นพลังผลักดันที่มีชีวิตซึ่งก่อให้เกิดการ "ปฏิบัติ" ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนที่รู้วิธีกระตุ้นความกระตือรือร้นภายในจิตใจของคนอื่น ผสมความกระตือรือร้นลงในงาน แล้วจะไม่มีงานที่ยากลำบากหรือน่าเบื่อหน่าย  ความกระตือรือร้นจะให้พลังแก่ร่างกายทุกส่วนสามารถที่จะรู้สึกสุขสบายจากการนอนเพียงครึ่งเดียวของเวลานอนตามปกติ  และในขณะเดียวกันมันจะทำให้สามารถทำงานได้มากขึ้นสองถึงสามเท่าของงานที่ทำได้ตามปกติในระยะเวลาที่เท่ากัน โดยปราศจากความเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย  "ความกระตือรือร้น" เป็นพลังแห่งชีวิตที่สามารถเติมให้แก่ร่างกายและสร้างบุคลิกลักษณะที่มีเสน่ห์   คนบางคนมีความกระตือรือร้นเป็นพรสวรรค์มาแต่กำเนิด ขณะที่คนอื่น ๆ จะต้องแสวงหามาเองในภายหลัง การที่จะได้มันมานั้นมิใช่เป็นสิ่งที่ยากลำบากเลย มันเริ่มด้วยการทำงานที่ตนชอบที่สุด คำว่า “ความกระตือรือร้น”ที่แปลเป็นภาษา อังกฤษว่า “ENTHUSIASM” นี้ ไม่ใช่เป็นคำในภาษาอังกฤษ จึงฟังและเขียนแล้วดูแปลกหูแปลกตา เป็นคำที่มาจากภาษา “กรีก” 2 คำ คือคำว่า “EN” ซึ่งแปลว่า “ใน” และคำว่า “THEOS” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้า” ดังนั้น คำว่า “ENTHUSIASM” จึงแปลว่า“ถูกครอบครองเป็นเจ้าของหรือได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้า” ซึ่ง ดร.นอร์มัน วินเซนท์ ได้ให้ความหมายว่าเป็น “แรงแห่งชีวิต” หรือ “พลังแห่งความตื่นเต้น และความเชื่อมั่นที่ฉายแสงออกมาจากมนุษย์  (http:// www.pantown.com/board)

                ความกระตือรือร้น  เป็นพลังแห่งชีวิต  และนำไปสู่ความสำเร็จของงาน  สามารถสร้างขึ้นได้โดยการทำงานที่ชอบ  หรือทำใจให้ชอบกับสิ่งที่ทำ  คิดในเชิงบวก ก็สามารถทำให้เกิดแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นขึ้น

                มีความคิดสร้างสรรค์  (Creativity)  

                มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Parallel thinking หรือแปลเป็นไทยว่า ความคิดคู่ขนาน ของ Dr’ Edward de Bono  เกี่ยวกับ การจะพัฒนาความคิด ความคิดสร้างสรรค์ ในประเทศไทยมีการอบรมเรื่องของ Mind Mapping เพื่อสังเคราะห์ไอเดียต่าง ๆ ทำให้เห็นภาพว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันพอสมควร การใช้ความคิดจากมุมมองที่ต่างออกไป คิดแบบทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ คิดแบบเล่นๆ หรือใช้จินตนาการทุกชนิด เพื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการได้มาซึ่ง ความคิดสร้างสรรค์  Dr. Edward de Bono, นักจิตวิทยา และนักค้นคว้าทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ส่งเสริมเรื่องของ การใช้ความคิด สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lateral thinking (ความคิดข้างเคียง)  ความคิดแนวตั้ง (Vertical Thinking) จะปฏิบัติการต่อเมื่อเราพยายามที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยเริ่มต้นจาก ขั้นตอนทางตรรกะขั้นหนึ่งไปสู่ ขั้นตอนต่อไป เพื่อบรรลุผลของการแก้ปัญหา ส่วนความคิดข้างเคียง (Lateral Thinking) นั้น จะวาดภาพ แบบแผนทางความคิดซึ่งมา กับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการที่ไม่เป็นไปตามวิธีการเดิมๆ (Unorthodox Methods) หรือการเล่นเกมส์กับข้อมูล  การขยายความสามารถทางสมอง หรือการใช้ความคิดด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับปรุงขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เราจะใช้ไม้ขีดไฟ 6 ก้านบนโต๊ะ สร้างสามเหลี่ยมที่มีด้านสี่ด้านเท่ากันได้อย่างไร หลังจากที่ใช้ ความพยายามอย่างหนัก และไม่ประสบผลสำเร็จในลักษณะสองมิติ ในไม่ช้าเราก็จะเรียนรู้ว่า การทำให้มันเป็น สามเหลี่ยม ด้านเท่าสี่ด้านในรูปสามมิติ เป็นหนทางเดียวที่บรรลุผลสำเร็จได้. ดังนั้น จงหัดคิดแบบเถื่อนๆ (Think Wild) เสียบ้าง ความหมายของคำว่า คิดแบบเถื่อนๆ มิได้หมายความว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรม แต่มีนัยว่า ให้เราใช้จินตนาการทุกชนิด ของความเป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ Imagine all kinds of possibility และหาหนทางอีกทางหนึ่ง (Alternative) มาแก้ปัญหา เผชิญหน้ากับปัญหา จากนั้นก็ลงมือทำมัน อย่างจริงจังและประณีต  (http://www.nobabizz.com/NovaAce/)
           
ความคิดสร้างสรรค์  ก่อให้เกิดการสร้างงานที่มีสีสัน  มีรูปแบบแปลกใหม่ ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน  และทำให้องค์การเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านที่ดี  และความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างได้  โดยการฝึกคิด  และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

                ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ  (Confidence)

ความคิดจึงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการแสดงออก   การเสริมสร้างและพัฒนาตนเองให้เกิดความมั่นใจจึงเป็นสิ่งที่ควรแสวงหาและฝึกให้ผู้อื่นมีความมั่นใจตามไปด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าหลายองค์การได้กำหนดความเชื่อมั่นในตนเองเป็นความสามารถ หรือ Competency หนึ่งที่คาดหวังจากพนักงาน โดยจะกำหนดเป็นพฤติกรรมที่ต้องการให้พนักงานในระดับตำแหน่งงานนั้น ๆ แสดงออกให้เห็น การเสริมสร้างให้มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตนเองนั้นจะต้องอาศัยการฝึกฝนและต้องใช้ระยะเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการปรับความคิดของแต่ละคน เทคนิคในการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ดังต่อไปนี้  ฝึกพูดกับตัวเองทางบวก –สรรหาคำพูดที่ส่งผลให้มีความรู้สึกดี ๆ เช่น ฉันดี ฉันเป็นคนเก่ง งานแค่นี้ฉันทำได้แน่นอน ไม่มีใครทำได้เหมือนฉันเลย .....การฝึกพูดกับตัวเองในทางบวกเป็นการสะกดจิต ตัวเองให้คิด ทำ และพูดแต่สิ่งดี ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดพลังใจและพลังกายในการทำงานต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ต้องการได้ จินตนาการภาพว่าคุณกำลังประสบผลสำเร็จ –ให้ลองนึกภาพว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งงานในปีนี้ หรือกำลังได้รับเหรียญรางวัลเกียติยศ หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวเมื่อได้รับเชิญเป็นวิทยากรหรือผู้พูดในหัวข้อใดก็ตามแต่ ใช้พลังจากภาพที่คุณจินตนาการแล้วเป็นแรงขับให้คุณมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าสิ่งที่จินตนาการย่อมมีโอกาสจะเกิดขึ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อม หากเชื่อมั่นในภาพที่คุณสร้างขึ้นมา จงอย่ามองเพียงแต่อดีต หรือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว –ไม่ควรใส่ใจหรือสนใจกับสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป โดยไม่ควรมากล่าวโทษตนเองว่าไม่น่าจะทำสิ่งนั้นเลย แต่ควรนำสิ่งที่ทำผิดไปแล้วมาใช้เป็นบทเรียนหรือเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้มีความมั่นใจในการแสดงพฤติกรรมตามแบบฉบับที่องค์การและหัวหน้างานต้องการและยอมรับ (อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ : 2552)

ความเชื่อมั่นในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนและฝึกปฏิบัติได้ ขอให้หมั่นฝึกตนเองในเกิดความมั่นใจ เพราะความคิดนี้เองจะทำให้เกิดพลังแห่งการกระทำ และพบว่ามีหลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน เหตุเพราะมีความมั่นใจในตนเอง พยายามปลูกฝังความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้น ผลสำเร็จในการทำงานก็ย่อมเกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

                ความทุ่มเท  (Dedication)

                การทำให้องค์การประสบความสำเร็จ  ผู้นำและผู้ตามต้องมีเป้าหมายร่วมกันและร่วมแรงร่วมใจในการทำงานอย่างแท้จริง  ผลของงานที่เกิดจากความทุ่มเทเอาใจใส่จะเป็นที่ภาคภูมิใจ  เป็นแรงใจให้บุคคลทั้งองค์การ   ปฏิบัติงานและสร้างสรรค์ผลงานที่ดียิ่งขึ้น 

                ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ  (Friendship)

  ทุกวันนี้เราทุกคนอยากจะมีมิตรภาพที่ดีกับทุกคนตั้งแต่คนในครอบครัว เพื่อนในที่ทำงาน การมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นๆ ทำให้เรามีสุขภาพจิตดี เหมือนเราได้นั่งคุยปรับทุกข์ด้วยความสนุกสนาน ทุกข์ที่มีก็หายไป  ในสมัยโบราณอาริสโตเติลนักปราชญ์ได้กล่าวเรื่องมิตรภาพ               ( Friendship ) ไว้ในหนังสือจริยศาสตร์ชื่อ Nicomachean Ethic มีใจความว่า มิตรภาพคือคุณธรรมหรือภาวะคุณธรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์นับตั้งแต่วัยเด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่มิตรภาพเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตมนุษย์มีความสุข เรียนรู้ข้อผิดพลาด ฟันฝ่าอุปสรรคได้อย่างไม่โดดเดี่ยว รวมทั้งชื่นชมยินดีเมื่อมีความสำเร็จในชีวิตมนุษย์จึงไม่อาจอยู่โดดเดี่ยวปราศจากการมีเพื่อน สำหรับอาริสโตเติลแล้ว  มิตรภาพมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าความรู้สึกชอบพอหรือถูกใจกัน มิตรภาพจะเกิดขึ้นแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ชื่นชมในความดีซึ่งกันและกัน ยอมรับและเข้าใจในความเป็นตัวตนของกันและกัน โดยไม่ได้หวังประโยชน์ใดๆจากกันเป็นเป้าหมาย มิตรภาพที่มีพื้นฐานอยู่บนผลประโยชน์ ย่อมไม่ใช่มิตรภาพที่แท้จริงเป็นเพียงมิตรภาพที่ฉาบฉวยและเปราะบาง แต่มิตรภาพที่แท้จริงนอกจากจะมีพื้นฐานอยู่บนความชื่นชมความดีซึ่งกันและกันแล้ว ด้วยเหตุนี้ผู้ที่สามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและกันได้จึงเป็นคนดีและเป็นผู้มีคุณธรรม การมีเพื่อนที่ดีจึงเปรียบเสมือนได้พรอันประเสริฐ

ความสำคัญของมิตรภาพไม่เพียงแต่ให้ชีวิตมีความสุข ความดีในระดับบุคคลเท่านั้นแต่มิตรภาพยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดความสงบสุขในสังคมในรัฐที่มนุษย์อาศัยอยู่ ช่วยทำให้เกิดความเที่ยงธรรมและมีเกียรติ ทั้งนี้เพราะมิตรภาพทำให้เกิดการเชื่อถือไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นการแสดงออกถึงสภาวะทางศีลธรรมที่บุคคลมีต่อกันคือ ความรัก ความชื่นชมในความดีและความปรารถนาดีที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กัน เป็นมิตรภาพที่อยู่บนความเสมอภาค ดังคำพังเพยของสังคมกรีก ที่กล่าวว่า “มิตรภาพคือความเสมอภาค” ( Friendships equality) (http://www.socialscience.igetweb.com/)

                มิตรภาพก่อให้เกิดความสงบสุข  และเป็นสุขในการทำงาน  เกิดความสามัคคี  มองโลกในเชิงบวก  และส่งผลให้องค์การประสบความสำเร็จตามเป้าหมายโดยทุกคนมีส่วนร่วม

                ลงมือปฏิบัติ  (Action)

ความรู้ คูณกับ อารมณ์ เท่ากับการกระทำ การกระทำเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์โดยแท้จริง มีเพียงการกระทำเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดผลของการกระทำ และนั่นก็คือ “กฎแห่งกรรม” ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือว่า ทำอะไรลงไป ก็ได้ผลตามนั้น และถ้าจะพูดให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกก็คือ การกระทำที่เป็นบวกเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดผลของการกระทำที่เป็นบวก พูดถึงการกระทำ โลกทั้งโลกรักที่จะเฝ้าดูผู้คนซึ่งทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้ และโลกก็ให้รางวัลพวกเขาในการที่ทำให้เกิดคลื่นแห่งองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผลิตผล มีการสอนเกี่ยวกับ การพูดซ้ำๆ ย้ำๆกับตัวเองมากมาย ซึ่งบางค่ายก็เรียกว่า การตอกย้ำ แต่ทว่ามีประโยคหนึ่งที่ต้องรู้เอาไว้ก็คือ “ศรัทธาที่ปราศ จากการลงมือกระทำไม่ก่อให้เกิดผลตามจุดมุ่งหมายแต่อย่างใด” มันเป็นความจริงยิ่งนักไม่มีอะไร  ต้องไปว่าเรื่องการพูดย้ำกับตัวเองในฐานะที่มันเป็นเทคนิคประการหนึ่งที่จะสร้างการกระทำออกมา การพูดซ้ำๆ เพื่อสร้างแรงหนุนเนื่องให้กับ แผนที่มีการปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา สามารถช่วยให้เกิด ผลที่วิเศษยิ่งได้  จงจำไว้ให้ดีว่า การจะทำให้ก้าวหน้า จะต้องเริ่มก้าวจริงๆ  การมีวินัยในการดำรงมั่นต่อเป้าหมาย  ทำให้เกิดความก้าวหน้าไปได้มากมาย  (ศิริพล  ศิริทรัพย์ : 2552)

การลงมือปฏิบัติ  อย่างมุ่งมั่นและมีเป้าหมายส่งผลให้งานประสบความสำเร็จ  การคิดและไม่ลงมือปฏิบัติสิ่งใด  องค์กรก็ไม่เกิดการเคลื่อน  ดังนั้นการคิดในเชิงบวก  มีความสร้างสรรค์ และมีความเชื่อมั่นในการทำความดี  พร้อมกับลงมือปฏิบัติด้วยความทุ่มเท มั่นใจในสิ่งที่กระทำ ผลหลังการกระทำต้องเชื่อว่าที่น่ายินดีอย่างแน่นอน

                จากแนวความคิดทั้ง 10 ประการ บรรจุลงในโมเดลข้างต้น จะเห็นชัดเจนว่า  ผู้นำในยุคของการเปลี่ยนแปลงนี้  ควรปรับจากข้างในตนเองก่อน ให้สิ่งที่คิด ที่กระทำดีนั้นส่งผลถึงคนรอบข้าง  การเชื่อมั่นในการทำความดี  แล้วผลลัพธ์ที่เกิดก็ย่อมได้ดี (Good Deeds Beget Good Results)  ยังคงใช้ได้ดีและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

........................................................................................................................................................

 

เอกสารอ้างอิง

 

น.อ.ศิริพล  ศิริทรัพย์. http://www.anantpowerful.com

นโปเลียน ฮิลล์.   ศาสตร์แห่งความสำเร็จ.  2552.

บางกอกทูเดย์.   หนังสือพิมพ์.  ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม.  2551.

บุญธรรม  กังเจริญ. http://www.nobabizz.com/NovaAce/.  2006.

ประวัติ เพียรเจริญ.  คิดอย่างมีกลยุทธ์.  สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. มปป.

วิเชียร ภู่สวรรณ.  วิชาการ.   ปีที่ 4 ฉบับที่ 9 ก.ย. (น.25 - 27).   2544.

ศูนย์การศึกษาทางไปรษณีย์ (สสท. – มหาวิทยาลัยซันโน), สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย –
        ญี่ปุ่น).  มารยาทในที่ทำงาน.  มปป.

อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์.  http://www.hrtothai.com/index.php.  2552

http://area.obec.go.th/pattani2/noppharat/documents/self-develop.doc -

http://www.pantown.com/board

http://www.school.net.th/library/create-web/

http://www.socialscience.igetweb.com