เรื่องราวเกิดจากหนูน้อยคนนั้น ...

จากการที่หนูน้อยคนหนึ่งที่มีนิสัยย้ำคิด ย้ำทำ ชอบถามและบางทีสร้างความรำคาญในการที่จะต้องคอยหาคำตอบให้เรื่อยๆ ในตอนแรก j ไม่เคยเข้าใจเลยว่าเพราะอะไรจึงชอบตั้งคำถาม ถามเราเรื่อยๆ

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ คือ หนูน้อยคนนี้มาซื้อยาให้แม่ (อีกแล้ว) แล้วจู่ๆ ก็ถามคำถามมาว่า

“อาหมอ ๆ รู้จักโรคจิตเภทรึเปล่าคะ”

“ยังไงจ๊ะ แบบที่เรียกได้ว่า เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายรึเปล่า”

“ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ”

คิดได้ดังนั้น เราก็เกิดความคิดที่ประติดประต่อกันขึ้นมาว่า เอ๊ะ .. ที่น้องคนนี้ ชอบถาม ชอบซัก หรือกระตือรือร้นผิดปกติ หรือว่า ... จะเป็นตัวของน้องเอง ...

คิดได้ดังนั้น เราก็เลยบอก โรคที่ว่านี้ มีอีกชื่อว่า สคริ๊สโซฟรีเนีย หรือที่เรียกได้ว่า โรคเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ความจริง ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ จะเกิดอาการผิดปกติของสมอง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นในสมอง ลักษณะอาการแสดงที่ออกมา บางครั้งก็หดหู่ ซึมเศร้าซะน่ากลัว จนคนรอบข้างมองว่าอาจฆ่าตัวตายได้ แต่พอสารเคมีในสมองมันกลับตาลปัด ก็ทำเอาคนไข้กระตือรือร้น สนใจมากเป็นพิเศษและแสดงออกซึ่งสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างเต็มที่ หรือเราอาจเรียกได้ว่า โอเว่อร์เกินเหตุ ว่างั้นเหอะ อาการดังกล่าว เบื้องต้น ใช้ยาในการรักษา แต่มีวิถีการบำบัดโดยไม่ใช้ยาได้ .. พูดยังไมทันจบ น้องแทรกขึ้นมาว่า

“จริงเหรอคะ อาหมอ มีโอกาสหายมั้ยคะ ไม่กินยาก็ได้ใช่มั้ยคะ”

“มีคนใกล้ตัว หรือคนรู้จัก เป็นโรคที่ว่านี้หรอกหรือ”

“หนูเองค่ะ” ...

J ไม่แสดงอาการใดๆ ในใจก็คิดว่า จะใช้กลอุบายยังไงนะ ที่อธิบายให้น้องที่ไม่ค่อยสมาธิมีความสนใจและตั้งใจฟัง และภาษาต้องง่าย ไม่เข้าใจยาก พูดแล้วไม่เครียด j ยังคงพูดต่อไปว่า การรักษาโดยไม่ใช่ยา นั่นคือการผ่อนคลายสภาพจิตใจด้วยการทำสมาธิ การทำสมาธิ ถ้าเป็นทางพุทธ นั่นคือการสงบ สำรวมและรู้ซึ่งอารมณ์ของตนเอง การนั่งสมาธิเรื่อยๆ จะทำให้จิตใจสงบนิ่ง มีส่วนช่วยให้ภาวะโรคดีขึ้น จนอาจไม่ต้องกินยา หรือกินยาไม่บ่อยเท่าเดิม แต่ ทางวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้อธิบายได้ด้วยอะไร j ชี้ให้น้องเห็นว่า อย่างที่เรารู้ การทำสมาธิ คือการหายใจเข้าออก ยาวและลึก ใช่มั้ย .. (พูดให้น้องได้คิดตาม) คราวนี้ อย่างที่รู้อีก การหายใจลึกยาว ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอ็อกซิเจนในปอดได้อย่างเต็มที่ อ็อกซิเจนคืออากาศที่มนุษย์จำเป็นต้องการในการดำรงชีวิต อ็อกซิเจนเหล่านี้ มันจะไปเลี้ยงอวัยวะใหญ่ๆ หรืออวัยวะที่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเยอะๆ เช่นอะไรบ้าง ก็ให้น้องตอบ .. ก็จะมี หัวใจ ตับ ไต และสมอง ... นั่นไงล่ะ สมอง ฉะนั้น หากมีอ็อกซิเจนมากพอที่จะไปหล่อเลี้ยงเซลล์สมองทำให้สมองปลอดดปร่งขึ้นมั้ย .. แล้วหากทำเป็นประจำ อาการผิดปกติที่ว่า มีโอกาสที่จะทุเลาได้ จริงหรือไม่

ฉะนั้น คนที่นั่งสมาธิเรื่อยๆ มีโอกาสทุเลามากกว่าคนที่ไม่ทำสมาธิ ไม่หายใจยาวๆ ลึกๆ ใช่รึเปล่า

ท้ายสุด ก็มาบรรจบเอาที่ตรงนี้

เพราะอาการดังกล่าว มันขึ้นกับสภาพจิตใจและกำลังใจด้วยส่วนหนึ่ง สภาวะความผิดปกติในสมองอีกส่วนหนึ่ง

หนูน้อยมีความหวังขึ้นมา และ แม้ว่าจะถามย้ำแล้วย้ำอีก ถึง 4 ครั้งก็ตามว่า มีโอกาสหายได้ใช่มั้ย นี่แหละ คราวนี้ j รู้ถึงสาเหตุและเสียใจเหลือเกินที่เอาแต่ตำหนิน้องในใจ โดยไม่รู้มาก่อนว่าน้องมีความผิดปกติทางสมอง ก็ ตั้งใจตอบและอดทนต่อการคุยกับคนไข้ประเภทนี้ให้มากขึ้น (แต่ต้องมีเวลาว่างด้วยนะ) ความสุขที่คนไข้ประเภทนี้ได้รับ คือความหวังของการทุเลา ความหวังของการหาย และความหวังของการไม่ได้กินยาไปตลอด

เรื่องที่เล่ามา มีข้อสังเกตได้ 3 ประการ

  1. นี่คือการสร้างกลอุบาย โดยใช้การขอนิดนึง การขอนี้  ไม่ได้ขอให้น้องกินยา แต่ขอให้รู้ถึงวิถีทางอื่นที่สามารถให้อาการทุเลาลงได้โดยมีแนวโน้มให้เกิดการรักษาด้วยยาน้อยลง โดยให้ข้อมูลที่ไมได้หลอกลวง แต่อุบายหากเกิดผล จะส่งผลทางที่ดีต่อคนไข้เพื่อให้ทำสิ่งที่เราขอนิดนึงได้ นั่นคือการทำสมาธิ
  2. บังเกิดผลของ white ocean strategy ขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เขียนมาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจแต่อย่างใด การสนทนานี้ไม่ได้ทำให้เกิดการซื้อขายหรือเห็นเม็ดเงินตามมา แต่ white ocean strategy เกิดจากการที่เราได้ทำแล้วสบายใจ อาจไม่เกี่ยวกับเงินโดยตรง แต่จะเกิดผลดีต่อการรับรู้ของคนรอบข้างที่มีต่อเรา นี่เป็นอีกเทคนิคของการสร้างจุดแข็งหรือจุดโดดเด่นที่มีให้กับองค์กรหรือธุรกิจใดๆ เพราะนี่คือการแสดงออกซึ่งความเห็นใจ การอยากช่วย นอกเหนือจากธุรกิจ คือศีลธรรมจรรยา
  3. เห็นได้ว่า สุนทรียสนทนา เกิดขึ้นแล้ว

ขอขอบคุณล่วงหน้า สำหรับความคิดเห็นที่ร่วมแบ่งปันกัน (นี่ก็คือ การขอนิดส์นึง เช่นกัน)

Designed by Wachi