วันสัมภาษณ์งาน คือวันที่่ (อาจจะ) โกหกมากที่สุดในชีวิต

วันก่อนมีโอกาสติดตามอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ ไปเป็นกระบวนกรที่บริษัทชั้นนำด้าน ICT ระดับประเทศแห่งหนึ่ง

ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มาจากแผนกทรัพยากรมนุษย์, IT และอื่นๆ

ซึ่งหัวข้อในวันนี้เกิดจากความสด ของอาจารย์กับผมที่คุยกันในรถระหว่างเดินทางไปเป็นกระบวนกรตอนเช้านั่นแหละ เริ่มจากว่า วันนั้นผมทราบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มาจากหน่วยงาน HR และ Level ล้วนเป็นระดับ Manager ทำให้นึกถึงหน้าที่หนึ่ง ที่ทุกหน่วยต้องทำก็คือ การสอบสัมภาษณ์พนักงานใหม่

อาจารย์เล่าให้ฟังถึงวิธีหนึ่งในการเลือกคนมาเป็นผู้พิพากษาของประเทศแห่งหนึ่งให้ฟังว่า ก่อนที่เขาจะรับคนมาเป็นผู้พิพากษาได้ ก็ต้องผ่านกระบวนการสอบ สอบสัมภาษณ์ และมาตรการหนึ่งคือการเช็คประวัติของครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆของผู้เข้าสัมภาษณ์ วิธีการหนึ่งคือ การโทรไปพูดคุยกับเพื่อนสนิทที่ผู้เข้าสัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลไว้ อาจารย์เล่าว่า เกิดเพื่อนคนนั่นพูดถึงผู้เข้าสัมภาษณ์ว่า “เพื่อนคนนี้เหรอครับ เวลามันเมา เมาอย่างกับหมาเลย” ด้วยข้อมูลที่เพื่อนให้ไว้มันสะท้อนนัยต่างๆ ของผู้ที่อาจมาเป็นผู้พิพากษาในอนาคต และการเลือกคบเพื่อน รวมทั้งนัยอื่นๆอีกมากมายเลยทีเดียว

ปกติถ้าเป็นบริษัทที่ใหญ่หน่อย การสัมภาษณ์จะไม่สัมภาษณ์กันครั้งเดียว แล้วทราบผลเลย บริษัทเหล่านี้มักจะให้หน่วย HR เป็นหน่วยแรกที่ Screen คนขั้นที่ 1 เพื่อพิจารณาเรื่องของ คุณสมบัติขั้นต้น เช่น อายุ ระดับและสาขาที่จบการศึกษา ประสบการณ์เบื้องต้น บุคลิก นิสัย ทัศนคติ หากผ่านด่านนี้ได้ จึงจะส่งให้หน่วยงานที่ขอกำลังคน มาพิจารณาสัมภาษณ์อีกที แต่ในบางบริษัทที่เล็ก หรือต้องการความรวดเร็ว หน่วยงานที่ขอคนก็อาจเข้าร่วมในการสัมภาษณ์ครั้งแรกนั้นเลย

วันนั้นอาจารย์เริ่มจากการทบทวนความรู้ในการค้นตัวตนของตนเอง ว่าตนเองเป็นสัตว์ชนิดใดในสัตว์ 4 ทิศ (กระทิง, หนู, อินทรี และหมี) ซึ่งสัตว์แต่ละตัวจะมีบุคลิก วิธีคิด นิสัยที่แตกต่างกันไป มีจุดเด่นจุดอ่อนที่ต้องพัฒนากันทุกชนิด

สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจความหมายของสัตว์แต่ละชนิด ผมขอยกเอาคำอธิบายของอาจารย์มาใส่ไว้ซะเลย ดังนี้ หมี : ธาตุดิน นักคิด รอบคอบ ตรวจสอบ มีกฏเกณฑ์มีขั้นตอน ชอบควบคุม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หนู : ธาตุน้ำ นักประสาน อ่อนโยน ปรับตัวง่าย เน้นเรื่องใจ คุยเก่ง ชอบประสาน อินทรี : ธาตุลม นักวางแผน คิดนอกกรอบ เชื่อมโยง อิสระเสรี ชอบเรื่องแปลกใหม่ กระทิง : ธาตุไฟ นักปฏิบัติ ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆจนงานสำเร็จลงได้ ชอบทำ

อ่านแบบละเอียดได้ที่ กระทู้นี้ http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=2517&PN=1 นะครับ

หลังจากทบทวนเรื่องตัวตนกันแล้ว อาจารย์ก็นำเข้าเรื่อง การหาคนมาสู่องค์กร ประเด็นหลักที่คุยกันคือ การสัมภาษณ์พนักงาน ปกติการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ เรามักจะจัดเตรียมคำถามต่างๆไว้ และคำถามส่วนใหญ่ จะเป็นคำถามที่ผู้เข้าสัมภาษณ์จะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะถามว่าอะไรบ้าง เช่น - ทำไมถึงออกจากงานเก่า - ทำไมมาสมัครที่นี่ - จุดแข็งของคุณคืออะไร - จุดอ่อนของคุณคืออะไร - ขอให้เล่าผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด - ขอให้เล่าผลงานที่ผิดพลาดในอดีตมากที่สุด - หากย้อนเวลาได้ คุณจะกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างไร - ถ้าเลือกหัวหน้าได้ คุณอยากได้หัวหน้าแบบใด - ฯลฯ

โดยคำถามเหล่านี้ ผู้เข้าสัมภาษณ์จะเตรียมทำการบ้านมาแล้วว่าจะตอบอย่างไรให้ดูดี มีเหตุผล ตอบได้โดนกับความคาดหวังของผู้สัมภาษณ์ แทนที่จะตอบจากความเป็นจริง โดยเฉพาะคำถามเรื่องจุดด้อย หรือผลงานที่เคยผิดพลาด จะเป็นคำถามที่ผู้เข้าสัมภาษณ์เตรียมมาเป็นพิเศษ ซึ่งจะพบว่าโดยส่วนใหญ่ล้วนไม่ตรงกับความจริง หรือเป็นความจริงไม่ทั้งหมด จึงอาจกล่าวได้ว่าวันสัมภาษณ์งานคือวันที่โกหกมากสุดในชีวิต

ลองมาดูคำถามที่ผู้สัมภาษณ์จากแต่ละสัตว์ทั้ง 4 นะครับ
- ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นกระทิง จะเน้นถามเกี่ยวกับเป้าหมายในชีวิต เช่น คุณมีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร คุณคิดว่าอีก 5 ปี ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร - ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นหนู จะเน้นถามเกี่ยวกับความรู้สึก เช่น ทำงานที่เก่ารู้สึกอย่างไรบ้าง มาสมัครกับเพื่อนด้วยหรือเปล่า - ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นอินทรี คำถามจะมาแนวถ้าอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ เช่น ถ้าเจ้านายเป็นคนงก เค็ม ดุ คุณจะทำอย่างไร ถ้าหัวหน้ามอบหมายงานให้คุณ แล้วคุณรู้อยู่แล้วว่ามันทำไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ คุณจะทำอย่างไร - ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นหมี คำถามจะมาในเชิงการเน้นขั้นตอนหรือข้อควรระวัง เช่น คุณวางแผนการทำงานอย่างไร

ส่วนคำตอบที่ผู้สมัครงานจะตอบ เขาก็จะตอบตามลักษณะนิสัยของตนเองเช่นเดียวกัน เช่น - ถ้าผู้สมัครเป็นกระทิง คณะกรรมการสัมภาษณ์จะถามอะไรก็ตามแต่ ผู้ตอบก็จะตอบแบบมุ่งเป้าหมาย ไม่สนใจวิธีการขั้นตอน หรือจิตใจผู้คนรอบข้างสักเท่าไร คำตอบจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ชัดเจน - ถ้าผู้สมัครเป็นหนู คำตอบจะมาในแนวสนใจผู้คน ความรู้สึกรอบข้าง การประสานงานที่ดี ทุกคนช่วยเหลือกัน อาจมีขัดใจกันบ้าง จะมาในทำนองคำนึงถึงจิตใจผู้คน - ถ้าผู้สมัครเป็นอินทรี คำตอบจะมาในเชิงมุ่งไปยังอนาคต ไม่สนใจอดีตมากนัก มองมุมกว้าง คำตอบจะไม่ค่อยเหมือนผู้เข้าสัมภาษณ์ทั่วไป มองความต่างเป็นเรื่องน่าชื่นชม น่าสนุก - ถ้าผู้สมัครเป็นหมี คำตอบจะออกแนวเน้นเป็นขั้นเป็นตอน ใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อย ข้อควรคำนึงต่างๆ

ลองมาดูตัวอย่าง เมื่อผู้สัมภาษณ์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แล้วมาเจอคำตอบของอีกสัตว์ชนิดหนึ่งจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นหมี ซึ่งคำถามจะมาแนวเน้นขั้นตอน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชื่นชมความสำเร็จในอดีต มาเจอคำตอบของอินทรี ที่ชอบการเปลี่ยนแปลง จอมโปรเจ็กต์ เบื่อง่าย ชอบคิดถึงเรื่องอนาคต หากหมีถามว่า “ขอให้เล่าความผิดพลาดของผลงานในอดีตที่มากที่สุดมาให้ฟังหน่อยสิคะ และแก้ไขอย่างไร” อินทรีตอบว่า “ทุกๆความผิดพลาดในอดีตคือประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้ทั้งสิ้น แต่ละความผิดพลาดจะมีจุดให้เราได้เรียนรู้มากมาย แม้ในความสำเร็จก็อาจมีข้อผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน ถามว่าผลงานใดที่ผิดพลาดมากที่สุด ผมกลับมองว่าไม่มีอะไรที่สุด แต่ละความผิดพลาดมันมีคุณค่า ในมุมมองหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเรามาอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเตรียมพร้อมที่ไปเรียนรู้พร้อมๆกับการเริ่มต้นโครงการใหม่กันดีไหมครับ”

จากคำถามคำตอบข้างต้น หมีจะชอบใจในคำตอบไหม? อินทรีจะได้คะแนนจากคำตอบนี้หรือเปล่า? น่าคิดทีเดียว

บางคนอาจมองว่าอินทรีคนนี้ เป็นพวกลืมอดีต ตอบไม่ตรงคำถาม ตอบคำถามไม่หมด เลี่ยงที่จะตอบคำถามตรงๆ บางคนอาจมองว่าอินทรีคนนี้ ฉลาดตอบ ใช้หลักธรรม คือการอยู่กับปัจจุบัน ตอบเป็นขั้นเป็นตอน เป็นคนชอบเรียนรู้ ซึ่งมองได้หลายมุมทีเดียว แม้แต่หมีผู้สัมภาษณ์เอง ก็อาจพอใจหรือไม่พอใจกับคำตอบของอินทรีก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ข้อสอบประเภทจิตวิทยา ที่ให้เลือกภาพ เช่น ภาพที่หนึ่งสามเหลี่ยม ภาพที่สองวงกลม ภาพที่สามสี่เหลี่ยม ถามว่าภาพที่สี่จะเป็นภาพอะไร สำหรับสัตว์ทั้ง 4 ทิศที่จะตอบคำถามนี้นั้น คนที่เป็นอินทรีจะหนักใจกับคำถามประเภทนี้ที่สุด เพราะอินทรีจะมีคำตอบมากมายในหัว จะเป็นอะไรเรียงต่อกันก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งหากอินทรีมาเจอกับโจทย์แบบนี้ ถือได้ว่าเป็นการคัดกลุ่มอินทรีออกจากผู้ผ่านการทดสอบเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าผู้สัมภาษณ์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด ก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ตามแต่มุมมองของผู้สัมภาษณ์

แต่คำถามคำตอบก็เป็นส่วนหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่เราสังเกตได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่อง น้ำเสียง บุคลิก หน้าตา การออกอาการ ภาษาท่าทาง ที่จะเป็นตัวประกอบสำคัญในการประเมินหรือพิจารณาผู้เข้าสัมภาษณ์ ซึ่งผู้สัมภาษณ์จะมองข้ามไม่ได้เลย ภาษาท่าทางสามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติของคนที่เราต้องการได้ ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดจะมีภาษาท่าทางที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้สัมภาษณ์ต้องมีทักษะในการสังเกตที่ดีทีเดียวจึงจะแยกแยะออก

บางท่านที่เคยศึกษาเรื่องสัตว์ 4 ทิศนี้ อาจทราบมาบ้างว่า สัตว์แต่ละชนิดจะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน แต่บุคคลที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ก็คือ อยู่ตรงกลาง ความหมายคือ เป็นได้ทุกสัตว์ใน 4 ทิศนี้ ณ เวลา ณ สถานการณ์ที่เหมาะสม แผนกต่างๆจึงควรจะมีครบทั้ง 4 ชนิด เพื่อให้ซึบซับซึ่งกันและกัน และสอดประสานการทำงาน โดยเป้าหมายสุดท้ายเลยคือ แต่ละคนในทุกคนเป็นได้ทั้ง 4 ทิศนั่นเอง

และถ้าเรายึดหลักที่ถูกต้องในการสัมภาษณ์พนักงาน ขอให้เริ่มจากการลองให้แผนกหรือผู้บริหารในแผนกนั้นพิจารณาตำแหน่งที่ต้องการรับสมัครก่อนว่าต้องการสัตว์ประเภทใด ในแผนกขาดสัตว์ชนิดใดอยู่ ลักษณะงานในตำแหน่งต้องใช้คุณสมบัติของสัตว์ชนิดใดมาทำงาน เช่น หากพบว่าในแผนกยังขาดคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการสิ่งแปลกใหม่มากระตุ้นไอเดียของคนในแผนกก็อาจเลือกอินทรีมาทำงาน แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความหลากหลายความสมดุลเป็นสำคัญ

อีกหลักการหนึ่งในการสัมภาษณ์พนักงานใหม่คือ การสร้างบรรยากาศของผู้สัมภาษณ์ เพราะจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของคลื่นสมอง ในขณะที่ผู้เข้าสัมภาษณ์จะตื่นเต้นกับการสัมภาษณ์ มีความกังวลว่าจะตอบคำถามสัมภาษณ์ได้ถูกใจคณะกรรมการสัมภาษณ์ไหม สถานการณ์แบบนี้ผู้สมัครจะเข้าโหมดเบต้า หรือโหมดปกป้องตนเอง คลื่นสมองจะอยู่ประมาณ 14-40 รอบต่อวินาที ซึ่งคำตอบที่ได้จะมีลักษณะปกป้องตนเอง การเลือกคำตอบในสมองจะอยู่บนพื้นฐานที่ผู้สมัครคิดว่าน่าจะโดนใจผู้สัมภาษณ์ ซึ่งทั้งหมดอาจไม่เป็นความจริง

หลักการนี้จึงบอกว่าหากจะสัมภาษณ์งาน ผู้สัมภาษณ์ควรสร้างบรรยากาศสบายๆ ชิวๆ เพื่อให้ผู้สมัครปรับคลื่นสมองสู่โหมดผ่อนคลาย หรือโหมดอัลฟ่า โดยคลื่นสมองจะอยู่ประมาณ 7-14 รอบต่อวินาที ซึ่งโหมดนี้จะทำให้ผู้สมัครรู้สึกผ่อนคลาย เผยตัวตน เผยความเป็นกันเอง เผยประสบการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้สำคัญที่เทคนิคของผู้สัมภาษณ์ว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงให้ผู้สมัครที่ตื่นเต้น รอลุ้นกับการสัมภาษณ์ซึ่งเป็นโหมดเบต้ากลับมาอยู่ในโหมดอัลฟ่าที่สบายๆ ชิวๆได้