ชาวบ้านที่เล่าให้ผมฟังนี้เป็นระดับอดีตอธิการบดี เชียวนะครับ โดยที่บ้านท่านต้องจ่ายค่าอะไรก็ไม่ทราบให้แก่ตำรวจเดือนละ ๕ พันบาท ทุกต้นเดือนจะมีรถตราโล่ ติดไฟฉุกเฉินมารับเงิน
เหตุเกิดในกรุงเทพ ผมจะไม่บอกพื้นที่ เพราะผมไม่ได้ขออนุญาตท่านว่าจะนำมาลงบันทึกใน บล็อก ผมเกรงท่านจะเดือดร้อน ท่านบอกว่าท่านยอมเสียเงินเพื่อที่บ้านจะได้อยู่อย่างสงบสุข ไม่ถูกรังควาญ
เรื่องเริ่มจากมีคนเอาขยะมาทิ้งในพื้นที่ว่างตรงข้ามกับบ้านท่านในซอย ท่านไปร้องเรียนต่อสำนักงานเขต กทม. เขาเอาป้ายมาปักห้ามทิ้งขยะ ก็ยังเอามาทิ้ง ท่านไปร้องอีก ทาง กทม. มาล้อมรั้วปลูกต้นไม้ ก็ยังมาทิ้ง ท่านไปร้องอีก จึงโดนก้อนหินปาบ้าน กระจกรถแตกไป ๒ คัน และไฟหน้าบ้านโดนทุบเป็นประจำ
ท่านไปร้องตำรวจ เขาจึงมาคอยสอดส่องดูแล และต่อมาเอากล่องแดงมาติด เป็นเครื่องหมายให้ตำรวจแวะเวียนมาตรวจตรา ต่อมาก็มีคนมากระซิบว่าแบบนี้ต้องจ่ายเงินให้ตำรวจ เดือนละ ๕ พัน ท่านก็ต้องเสียเรื่อยมา
ผมกลับมาคิดต่อที่บ้านว่า แบบนี้ก็เท่ากับประชาชนต้องเสียค่าคุ้มครองให้ตำรวจ โดยที่จริงๆ แล้วเราจ่ายภาษีให้รัฐเอาไปใช้เพื่อการนี้อยู่แล้ว เท่ากับบางคนต้องจ่าย ๒ ซ้อน ไม่ทราบว่ารัฐบาลนี้ต้องการแก้ปัญหาแบบนี้หรือไม่
ผมมองว่าเรื่องแบบนี้เป็นดัชนีบอกความก้าวหน้าหรือล้าหลังของสังคม หากเก็บไว้สังคมของเราก็จะอยู่กันอย่างสงบสุขยาก เพราะเต็มไปด้วยความไม่ตรงไปตรงมา หรืออาจเรียกว่า คอรัปชั่น
มีคนบอกผมว่า เงินที่เก็บนั้น ตำรวจผู้น้อยต้องเอาไปส่งให้ผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไปเป็นทอดๆ ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงเราก็ต้องช่วยกันส่งเสียงว่าเป็นสิ่งไม่ชอบ นายตำรวจคนไหนทำถือเป็นบาป ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากแค่ไหน หากรับส่วยจากลูกน้องอย่างที่เขาเล่าลือกัน ยิ่งบาปมาก
และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของตำรวจ ทำให้ชาวบ้านอย่างผมเหยียดหยาม แต่ผมเองเหยียดหยามเฉพาะตำรวจที่ประพฤติมิชอบเช่นนั้นนะครับ ตำรวจดีๆ ผมเคารพและเทิดทูน พ่อตาผมก็เป็นตำรวจครับ และเป็นตำรวจที่ดี มีคุณธรรม
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ม.ค. ๕๓