7.6-8% ทำให้สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อเพื่อการบริโภค ขยายตัว ที่ 11.7% ชะลอลงจากปี 48 ซึ่งอยู่ที่ 14.7% รวมถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงจาก 16% ในปี 48 เหลือ 9.5% ในปี 49 รวมทั้งความมั่นใจของผู้บริโภคและภาคประชาชนลดลงในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนในภาพรวมที่ปรับประมาณการลงจากในครั้งก่อนเล็กน้อย เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิที่สูงกว่า ที่ประมาณการไว้เดิมช่วยชดเชยการปรับลดการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ “ช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
รวมทั้งงบกันเหลื่อมปีเพื่อให้เบิกจ่ายได้ 93% ตามเป้าหมาย เนื่องจากยังมีเม็ดเงินลงทุนที่ค้างเบิกจ่าย เพื่อเร่งให้เข้าสู่ระบบถึง 478,000 ล้านบาท ซึ่งการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ดีของภาครัฐจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนของในและต่างประเทศ และจะทำให้จีดีพีตลอดทั้งปี 49 สูงกว่าปี 48 ได้ โดยจะสามารถขยายได้ 4.6% เป็นอย่างต่ำ เพราะจะเห็นได้จากครึ่งปีแรกของปี 48 จีดีพีขยายตัวต่ำกว่า 4% แต่สามารถดันให้สิ้นปี ขยายได้ถึง 4.5% ดังนั้น จะต้องไม่ปล่อยให้การบริหารเศรษฐกิจแกว่งไปเรื่อย ๆ จนกระทบกับความมั่นใจ ส่วนปัญหาทางการเมืองเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ลำบาก จึงไม่ได้กำหนดไว้ในการประมาณการเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายขึ้น โดยสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนคือภาครัฐจะต้องเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาคการลงทุนจากโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน”ด้านนายทนง พิทยะ รมว.คลัง กล่าวว่าผลจากการรายงานอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ สศช. ระบุว่าขยายตัว 6% น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และหากไตรมาสที่ 2 ยังมีการเติบโตสูง ก็คาดว่าตลอดทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 4.50% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 และ 4 ที่เหลือยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน จึงจำเป็นต้องเร่งการลงทุนของภาคเอกชนให้มากขึ้น <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ไทยรัฐ 6 มิ.ย. 49</p>
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปี 49 ว่า ขยายตัว 6% ซึ่งสูงกว่า 3.2% ของไตรมาสแรกปี 48 และสูงกว่า 4.7% ในไตรมาสที่ 4 ปี 48 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 14.1% และราคาเพิ่มขึ้น 3.3% ทำให้มูลค่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 17.9% รวมถึงภาคการเกษตรขยายตัว 7.1% จากปี 48 ซึ่งหดตัว 2.4% และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 21.7% ทำให้มีค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในประเทศเพิ่ม 25.2% เทียบกับที่เพิ่ม 1% ในปี 48 อย่างไรก็ดี แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงมากในไตรมาสแรก ที่ 5.7% โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น 40.9% แต่เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้ดี เนื่องจากไตรมาสแรกของปี 48จีดีพีขยายตัวเพียง 3.2% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงชัดเจน โดยขยายตัว 7.2% เทียบกับที่ขยายตัว 11.3% ของทั้งปี 48 ส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนไตรมาสแรกค่อนข้างทรงตัว โดยเพิ่มขึ้น 4.1% เท่ากับไตรมาส ที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 49 สศช. ได้ปรับลดประมาณการจากที่แถลงไว้เมื่อ 6 มี.ค.49 ที่ 4.5-5.5% ลงเป็น 4.2-4.9% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6% ด้วยความน่าจะเป็นที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงนี้ มีประมาณ 86% และคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อ 4.5-4.7% อีกทั้งคาดว่าจะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเล็กน้อย ที่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 0.5% ของจีดีพี และได้ปรับลดการลงทุนรวมอยู่ที่ 4.7% จากเดิม ที่คาดไว้ 8.7% โดยจะเป็นการลงทุนของเอกชน 4.9% จากที่คาดไว้เดิม 9.3% และการลงทุนภาครัฐ 4% จาก ที่คาดไว้เดิม 6.8%
นายอำพนกล่าวว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปี 49 คือ ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะมีราคาเฉลี่ยในปี 49 ที่ 62-65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันมีสัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขยายตัวสูงมากในครึ่งปีแรก ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ 13-15% ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 17.5%
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงต้นปี 49 ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เอ็มแอลอาร์เฉลี่ยที่