พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติฯ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
พระอุโบสถทรงจัตุรมุข หลังคาสามชั้นของวัดไตรมิตร
ไปเยือนแถวเยาวราช ตกตะลึงในความยิ่งใหญ่สวยงามของพระมหามณฑปของวัดที่ตั้งอยู่บริเวณส่วนหัวของมังกรในความเชื่อเรื่องถนนสายมังกร โดยวัดนี้เดิมเป็นวัดโบราณชื่อว่า "วัดสามจีน" เชื่อว่าผู้ที่สร้างวัดเป็นชาวจีนกลุ่มแรกๆ ที่อพยพมาในเมืองไทย มีชาวจีน 3 คนที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยเป็นเจ้าสัว มีจิตศรัทธาร่วมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น จึงเรียกว่าวัดสามจีน ภายหลังจากที่มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร”
พระพุทธทศพลญาณ พระประธานของวัดไตรมิตร

พระอุโบสถที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2490 แทนพระอุโบสถเดิมที่เสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพระอุโบสถทรงจัตุรมุข หลังคาสามชั้น มีชานรอบพระอุโบสถ บานประตู หน้าต่างเขียนลายรดน้ำสวยงาม ภายในประดิษฐาน "พระพุทธทศพลญาณ" พระประธานของวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้นลงรักปิดทอง
พระมหามณฑปสีขาวสะอาด ยอดทองอร่ามสุกใส ใช้ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80พรรษาในปี พ.ศ. 2550 และเมื่อแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2552จึงได้ชื่อว่า “พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติฯ”

พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติฯ สวยสง่าภายในวัดไตรมิตร
รูปแบบไทยประยุกต์สมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนยอดพระมณฑปเป็นรูปทรงจตุรมุข ประดับด้วยตราสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ตัวอาคารพระมหามณฑปเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนบุด้วยหินอ่อน มีขนาดความกว้าง 30 เมตร สูง 60 เมตร ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ชั้นด้วยกัน ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ และเป็นลานประทักษิณไว้สำหรับประกอบศาสนกิจต่างๆ
หลวงพ่อทองคำ ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
“หลวงพ่อทองคำ” นี้เป็นพระพุทธรูปที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงของวัดไตรมิตร เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกของไทยที่ได้รับการบันทึกไว้ใน The Guinness Book of World Record ปี พ.ศ.2534ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยขนาดขององค์พระนั้นมีขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว หรือมากกว่า 2.50 เมตร ความสูงจากพระเกตุมาลาถึงฐานทับเกษตร (ฐานที่รองรับพระพุทธรูป) 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว หรือประมาณ 3.04 เมตร 10 ฟุต น้ำหนักประมาณ 5.5 ตัน และที่สำคัญคือสร้างด้วยทองคำแท้ มีมูลค่าสูงกว่า 21 ล้านปอนด์ ตามที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือกินเนสส์บุ๊ค เมื่อปี พ.ศ.2533 ซึ่งในขณะนี้ที่ราคาทองพุ่งสูงกระฉูดทะลุฟ้ามูลค่าคงทับทวีคูณเลยทีเดียว
ตามตำนานเชื่อกันว่าหลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่ออาณาจักรเสื่อมอำนาจลง ชาวเมืองจึงได้ลงรักและพอกปูนทับเนื้อทองคำขององค์พระพุทธรูปไว้ให้รอดพ้นจากข้าศึกศัตรู ทำให้ไม่มีใครรู้เลยว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีเนื้อแท้เป็นทองคำ จนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ชะลอพระพุทธรูปจากหัวเมืองมาประดิษฐานยังกรุงเทพฯ หลวงพ่อทองคำที่ถูกปูนพอกไว้ทั้งองค์ก็ถูกอัญเชิญมาด้วยเช่นกัน โดยตอนแรกได้ไปประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกรอยู่นาน จนเมื่อปี พ.ศ.2478 จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไตรมิตรวิทยารามซึ่งในขณะนั้นชื่อว่าวัดสามจีน
ภายในพิพิธภัณฑ์บอกเล่าถึงโครงสร้างและการมาของพระพุทธรูปทองคำ

กว่าที่คนทั่วไปจะได้รู้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นทองคำก็ต่อมาอีก 20 ปี เมื่อมีการประกอบพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานบน พระวิหาร ก็ได้เกิดอุบัติเหตุเชือกที่ยกองค์พระขาดลง ทำให้พระพุทธรูปตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรงจนปูนที่พอกไว้กะเทาะออกบางส่วน และเมื่อกะเทาะปูนและล้างรักออก ทุกคนจึงได้ทราบว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำสุกปลั่ง อีกทั้งที่ใต้ฐานพระยังพบกุญแจที่ใช้ไของค์พระแยกออก เป็นส่วนๆ รวม 9 ส่วน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายองค์พระได้อย่างสะดวกราบรื่นขึ้น และจากเหตุการณ์นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ว่า "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" ตามลักษณะของพระพุทธรูป
ชั้นที่ 3 เข้าพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อทองคำ ชมการฉายประวัติความเป็นมาของวัด
ห้องนิทรรศการที่จัดแสดงเรื่องราวประวัติหลวงพ่อทองคำ พระพุทธทศพลญาณพระประธานของวัด และความเป็นมาของวัดไตรมิตรแห่งนี้
ชั้นที่ 2 พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเยาวราชแสดงเรื่องราวของชุมชนเยาวราช หรือไชน่าทาวน์เมืองไทย ตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน
การอพยพเข้ามาของชาวจีนในช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเดินทางมาโดยเรือสำเภาหัวแดง ผู้เข้าชมจะได้บรรยากาศเสมือนจริงโดยจัดแสดงเป็นหุ่นจำลอง และบรรยากาศภายในเรือสำเภาหัวแดงที่เดินทางฝ่าพายุฝนฟ้าคะนอง ก่อนจะถึงท่าเรือเทียบเรือสำเพ็ง ย่านตลาดที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ
ชาวจีนที่มาสู่แผ่นดินไทยหลายคนเริ่มทำงานจากการรับจ้างเป็นกรรมกรแบกหาม
วิถีชีวิตของชาวจีนในสมัยนั้น ทั้งร้านข้าวต้ม ร้านเครื่องกระเบื้องถ้วยชาม ร้านของชำ หาบก๋วยเตี๋ยว คนสานโคม เป็นต้น

ยุคทองของชุมชนชาวจีน ซึ่งเป็นยุคก้าวสู่สมัยใหม่ จำลองบรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทค้าข้าว เป็นธุรกิจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นความเจริญรุ่งเรืองของเยาวราช รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์โปรดเกล้าฯให้ปลูกตึกสมัยใหม่สองข้างถนน เปิดโอกาสให้ชาวจีนเริ่มต้นกิจการของตนเองโดยมีห้างร้านถาวรทันสมัย เกิดเป็นย่านการค้าสมัยใหม่
มีการสร้างวัดจีนแห่งแรกขึ้นคือวัดเล่งเน่ยยี่ รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามว่า วัดมังกรกมลาวาส มีโรงงิ้วที่สร้างอย่างใหญ่โตถาวรแบบโรงภาพยนตร์ โรงน้ำชา ร้านทอง โรงเรียนจีน หนังสือพิมพ์จีน โรงพยาบาลจีน ที่บ่งบอกถึงความเจริญของชุมชนเยาวราช

และสุดท้ายคือเยาวราชวันนี้ ซึ่งนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่นใน 4 แง่มุมของเยาวราชที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ถนนสายทองคำ ย่านตลาดใหญ่ที่สุดของประเทศ แหล่งวัฒนธรรมประเพณีจีน และแหล่งรวมอาหารอร่อย
ขอบคุณมากๆนะคะ
ของดีใกล้ตัวอยู่ใน กทม. นี่เอง
แล้วจะหาโอกาสไปคะ