การผลิตบัณฑิตไทยไม่ตอบสนองตลาดฉุดการพัฒนาระยะยาว?
...การผลิตบัณฑิตไทยในอนาคตควรจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในแง่ทักษะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษามากกว่านี้ และควรส่งเสริมการวิจัยพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ...
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาร่วมกับธนาคารโลก จัดทำรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับภาวะอุดมศึกษาของไทยภายใต้ชื่อว่า"Towards a Competitive Higher Education System in a Global Economy" โดย หลุยส์ไฮเออร์ เบนเวนิสต์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการศึกษา ธนาคารโลกซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานฉบับดังกล่าว เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชากร แต่คุณภาพการศึกษาของไทยยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลใจ หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวได้
ในระยะสิบปีที่ผ่านมานี้ จำนวนเด็กไทยก้าวสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2544 มีผู้ลงทะเบียนเรียนระดับอุดมศึกษา
จำนวน 1.9 ล้านคน และเพิ่มเป็น 2.4 ล้านคน
ในปี 2549 แต่แม้จะเพิ่มขึ้นมากเพียงใด อัตรา
ผู้เข้าเรียนอุดมศึกษาไทยก็ยังอยู่ที่ 33% ของ
ประชากรวัยเรียนระดับดังกล่าวเท่านั้น
ถือว่าเป็นอัตราที่ล้าหลังประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งมีอัตราผู้เรียนระดับ
อุดมศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 70%
"ประเทศไทยเผชิญช่องว่างเรื่องเพศของผู้เรียนสวนทางกับ
ประเทศอื่น โดยประเทศไทยมี
จำนวนนักศึกษาหญิงสูงกว่านักศึกษาชาย โดยนักศึกษาชายมีอัตราสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาแค่ 21% ขณะที่นักศึกษาหญิงสำเร็จในอัตรา 34% และยังมีช่องว่างทางฐานะของผู้เรียนเกิดขึ้นสูงมาก นักศึกษาที่ได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของไทย 50% มาจากครอบครัวผู้มีรายได้สูง ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาแค่ 5% เท่านั้นหลุยส์ กล่าว
สำหรับสภาพการณ์ทั่วไปพบว่าสัดส่วนของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีการจำกัดจำนวนรับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 61%ขณะที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดมีจำนวนลดลงจาก 68% เหลือแค่ 37% ส่วนแบ่งของนักศึกษาที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนก็ลดลงจาก 19% เหลือแค่ 13%
ที่สำคัญประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงในเรื่องความไม่สมดุลระหว่างนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งมีจำนวน 86% และนักศึกษาปริญญาขั้นสูงที่มีจำนวน 10% ของจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งหมดมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของไทยยังเน้นด้านการสอนมากกว่าการวิจัย ในมหาวิทยาลัยของรัฐนั้นพบว่ามีอาจารย์ผู้สอนที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกแค่ 25% เท่านั้น
หลุยส์ ระบุอีกว่า รายงานยังพบว่าผู้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และวิศวกรรมศาสตร์ของไทยมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดโดยว่างงานกันมากกว่า 40% แสดงถึงโอกาสของงานที่จำกัด หรือความไม่สอดคล้องกันระหว่างงานที่มีและทักษะของคน ตำแหน่งของงานที่ว่างอยู่สัมพันธ์กับความไม่สามารถหาคนที่มีทักษะตรงกับงานเข้าทำงานได้มากกว่า จะเป็นเรื่องการไม่มีคนมาสมัครงาน มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรที่สอนระดับอุดมศึกษา และทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมศาสตร์มีปริมาณสูงเกินความต้องการของตลาด ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สุขภาพยังขาดแคลน
"รัฐให้เงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยรัฐสูงถึง70% ในขณะที่นักศึกษารับภาระค่าใช้จ่ายอุดมศึกษาแค่ 30% ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนการเงินแบบถดถอยอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการโอนถ่ายประโยชน์สุทธิให้กับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงกว่ากลุ่มผู้ยากจน มีโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาและเงินให้เปล่าเพื่อช่วยค่าการศึกษา แต่ประสิทธิภาพการจัดสรรเงินยังต่ำ อัตราการผิดนัดชำระหรือไม่ชำระหนี้ก็มีสูง"
หลุยส์ แนะนำว่า การทำให้อุดมศึกษาไทยแข็งแกร่งจำเป็นต้องเน้นเรื่องคุณภาพการผลิตบัณฑิต ปฏิรูประบบประกันคุณภาพการอุดมศึกษา และปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา
นอกจากนี้ การผลิตบัณฑิตไทยในอนาคตควรจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในแง่ทักษะที่จำเป็นของผู้สำเร็จการศึกษามากกว่านี้ และควรส่งเสริมการวิจัย พัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=15491&Key=hotnews