ทุกวันนี้หากเราตั้งคำถามถึง นิสิต นักศึกาว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ผู้คนในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยตอสู้เพื่อบ้านเพื่อเมือง เคยเข้าร่วมในขบวนการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทั้งในรส่วนองค์กรจัดตั้งที่ปิดรับ และส่วนเปิดเผย มักจะส่ายหน้าและกล่าวว่า นิสิต นักศึกษายุคนี้ตายไปจากสังคมแล้ว เพราะความสนใจของเขาที่มีต่อบ้านเมืองมีน้อยเหลือเกิน บ่อยครั้งพบว่านักศึกาที่ไปเคลื่อนไหว ริบบิ้นขาวอะไรนั่นก็มาจากอาจารย์สั่งให้ไปทำ สำนึกลึกๆที่มีต่อปัญหาของประชาชนเหลือน้อยเต็มที ไร้สติปัญญาที่จะสร้างองค์กร สร้างแนวร่วม รวมทั้งการเชื่อมโยงกับองค์กรประชาชนภายนอก มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกาไทยในปัจจุบันจึงน่าเป็นห่วง เป็นวิกฤติหอคอยงาช้างที่เป้นรูปธรรม ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ รวมไปถึงงานวิจัยฯ ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่ภายใต้เงินของพ่อค้า นักธุรกิจและระบบทุนนิยม มันได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบคิดอุดมทัศน์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ ประกอบการการที่สถาบันอุดมศึกษาไม่ได้หล่อหลอมชีวทัศน์ และโลกทัศน์ให้เขาอย่างเข้มแข็งพอ (หมายถึงโลกทัศน์ที่รับใช้สังคม รับใช้ประชาชน)ไม่มี ไม่ทำ ไม่เกิด ทำให้เยาวชน ปัญญาชนเหล่านี้มีสติปัญญาไม่จากจากเด็กมัธยมในคราบเครื่องแบบนักศึกษา ทั้งนี้เพราะหมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง เพื่อนสาว เสพสุข คนเหล่านี้จึงไม่เห็นความสำคัญของปัญหาบ้านเมือง เอดส์ ยาเสพติด ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน

กล่าวได้ว่าระบบการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันอุกดมศึกษา ที่แข่งขันกันประสาทปริญญา ด้วยเงิน ด้วยปริมาณมากกว่าคุณภาพ กำลังสร้างตามแตกแยกในสังคม เพราะกำลังสร้างปัญญาชนพันธ์ใหม่ ที่มีลักษณะของความแปลกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม เยาวชนพันธ์ใหม่นิยมเสพยาบ้า เพราะเชื่อว่าทำให้มีเรี่ยวแรง ทำให้สบายใจ ทำงานได้ เที่ยวได้ จะได้ไม่คิดอะไรมาก เพราะอยากลืมความทุกข์ อยากดื่มเหล้า ดื่ม เบียร์ สูบบุหรี่ พวกนี้ขี้เหงา อยู่กับตัวเองไม่ได้ ชอบพูดโทรศัพท์มือถือนานๆ ต้องออกนิกบ้าน กลับดึกๆ ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความอ่อนแอทางจิตใจ รอคอยความสุขไม่เป็น ชอบทำอะไรไวไว ขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจง่ายๆบนพื้นฐานความสุขด้วยการเสพวัตถุสิ่งของราคาแพง ใช้ยาเสพติดและเพศเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิ่งต่างๆ ไม่อดทนต่อความทุกข์ พวกนี้ทำงานหนักไม่เป็น ไม่ติดดิน อ่อนแอ ขี้เกียจ ชอบสบาย ไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบมั่วสุมอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่มีงานทำ ส่วนใหญ่ปัญญาชนพันธุ์ใหม่จะมาจากครอบครัวแตกแยก ขาดความอบอุ่น พ่อแม่ที่ติดเหล้า การพนัน ยาเสพติด ขี้บ่น ทะเลาะวิวาท เก็บกด ทุบตีลูก ลูกพึ่งพ่อแม่ไม่ได้ ปรรเปรอลูกด้วยวัตถุ ไม่มีเวลาให้ลุก คนพวกนี้เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ มีวิถีเสพสุข สำส่อน ชอบดูวีดีอ หนังสือโป๊ ลามก และเสี่ยงเอดส์ ผู้หญิงพันธุ์นี้จะตั้งท้องก่อนวัยอันควร ขากสำนึกรักนวลสงวนตัว   ไม่รักจริง มีวิถีที่เบี่ยงเบนไปตามตะวันตก และญี่ปุ่น ชอบเลียนแบบ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่เคารพผู้อาวุโส พ่อ แม่ ไม่ใส่ใจการทำบุญ พวกนี้ไม่พูดเรื่องศาสนา มองและหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง มีความคิดแบบเสรี ปล่อยตัว หนังสือพิมพ์มติชน(8 กค. 2544 หน้า17)กล่าวว่า พฤติกรรมของปัญญาชนพันธ์ใหม่แบบนี้มีกว่าครึ่งประเทศ ทั้งนี้เพราะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สังคม ชุมชน อ่อนแอลงอย่างมาก ซึ่งจะประสบปัญหาไม่มีคนมีคุณภาพ จะไม่มีความน่าเชื่อถือ สังคมจะมีแต่ความเกลียดชัง การเอาตัวรอด  ปัญญาชนเหล่านี้น่าจะเป็นผู้ทำร้ายสังคมมากกว่าสร้างสรรค์สังคม เพราะพวกเขาเป็นผู้เคราะห์ร้ายจาสภาพสังคมที่ไร้ระเบียบ และรูปแบบการศึกษาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอุดมศึกษาไทยที่มีกว่า 200 แห่งต้องทบทวนบทบาทของตนเองที่มีต่อปัญญาชนของท่านมากกว่านี้ มากกว่าที่จะตั้งสโลแกนสวยๆว่า เพื่อผลิดให้ปัญญาชนเหล่านี้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์