ระบบผลิตปัญญาชนในระดับบัณฑิตศึกษานั้นนิยมใช้การวัดคุณภาพจากผลงานการวิจัย ซึ่งระบบการทำงานวิจัยนี้เองเป็นระบบที่เราจำเป็นต้องยอมรับโดยดุษฎี
เมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธระบบของการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาเอกของทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ ดังนั้นเราจึงต้องใช้ประโยชน์จากระบบให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด
“การจัดกระบวนการเรียนรู้” จึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำอย่างรัดกุมและเป็นระบบ
เมื่อกล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ ก็ต้องมุ่งเป้าไปที่ครู หรือที่มหาวิทยาลัยมักเรียกกันให้หรูว่า “อาจารย์”อาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา (Adviser)” จะต้องตระหนักในการทำหน้าที่เพื่อการ “จัดกระบวนการเรียนรู้”
เมื่อระบบบอกว่าต้องทำวิจัย วิทยานิพน ดุษฎีนิพนธ์ หรืออะไรต่าง ๆ ตามที่สมมติจะเรียกกัน อาจารย์ที่ปรึกษา (Adviser) จึงต้องทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเปรียบได้ดั่งเป็น “ครูเพื่อศิษย์”
จุดแข็งเดิมของระบบมหาวิทยาลัยไทยที่มีอยู่ก็คือ การสร้างนิสิต นักศึกษา ให้มีความละเอียด รอบคอบในการจัดการเรื่องของ “รูปแบบ (Format)” ในส่วนของรูปเล่ม
การจัดย่อหน้า การจัดตำแหน่งหัวกระดาษ ท้ายกระดาษ การตรวจคำผิด คำถูก การตรวจวิธีการ หลักการในการอ้างอิง การจัดเรียงส่วนต่าง ๆ การตีตาราง การใช้ขนาดของตัวอักษร อะไรจิปาถะต่าง ๆ เหล่านี้ ประเทศไทยเรามีจุดแข็งที่น่าชื่นชม
กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้มิใช่จะไม่เป็นประโยชน์เลยซะอย่างเดียว
กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ฝึกให้นักศึกษามี “อุปนิสัย” ที่ละเอียด รอบคอบ และทำงานอย่าง “มาตรฐาน (Standards)
ถ้านักศึกษาได้ทำงานในส่วนของรูปแบบ (Format) เอง นักศึกษานั้นย่อมมีนิสัยละเอียดและรอบคอบไปโดยปริยาย
ดังนั้น หน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาในส่วนนี้จึงไม่มีอะไรยากไปกว่า จัดกระบวนการเรียนรู้ให้นักศึกษานั้น “ทำด้วยตนเอง” หลักการง่าย ๆ มีอยู่ว่า “ใครทำ ใครได้” หน้าที่นี้นักศึกษาต้องทำ ถ้าทำนักศึกษาก็ได้ ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ในกระบวนการซึ่งเปรียบเสมือนตัวต่อ (Jigsaw) ที่จะทำให้ประเทศของเรานั้นได้ดุษฎีบัณฑิตที่ “สมบูรณ์ (Perfect)”
บทที่ 1 (ส่วนนำ)
เป็นสิ่งมีสำคัญมากที่สุดของการวิจัย
ส่วนนำ เปรียบเสมือน “จุดเริ่มต้น” ซึ่งจะชี้แนวทางซึ่งเปรียบดั่งถนนในการทำงาน
ที่กล่าวว่าส่วนนำสำคัญที่สุดนั้นก็เพราะว่า ส่วนนำสามารถแสดงว่าสำคัญว่าผู้วิจัยนั้นมี “สัมมาทิฏฐิ” ในการที่จะทำการวิจัยเรื่องนี้หรือไม่?
สัมมาทิฏฐินี้ จะถูกอาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการ ตี ทุบ และกลั่นกรองนับตั้งแต่การนำเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์
นักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาจักต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม (Team)
การทำงานของคนทั้งสองนี้นั้นสิ่งสำคัญจะต้องมี “เวลา” ให้กันและกัน
ในส่วนของอาจารย์ที่ปรึกษา จะต้องมีเวลาในการเรียนรู้นิสัยของลูกศิษย์ให้แจ่มแจ้ง เช่นเดียวกับนักศึกษาก็ต้องรู้จักอุปนิสัยของที่ปรึกษาให้แจ่มแจ้งด้วยเช่นเดียวกัน
ถ้าหากอาจารย์รู้นิสัยลูกศิษย์ ก็จะรู้ว่าลูกศิษย์คนนี้ควรจะจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคนิคอย่างไร
ในทางกลับกัน ถ้านักศึกษารู้จักนิสัยอาจารย์ ก็ย่อมสามารถกระตุ้นให้อาจารย์สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับตนเองได้
สิ่งนี้เปรียบเสมือนการปรบมือ ซึ่งการตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง “การเปิดใจ” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในลำดับต้นที่คนทั้งสองจักเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
กรณีนี้คงต้องกล่าวให้เกินเลยความเป็นจริงไปสักหน่อย เพราะเวลาในระบบการศึกษาของปัจจุบัน อาจารย์ที่ปรึกษาคงจะไม่มีเวลาให้นักศึกษามากขนาดนี้ แต่สิ่งนี้คงจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของ “จิตสำนึก” ในระดับปัจเจกบุคคล
บทที่ 2 การทบทวนเอกสาร วรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Review Literature) และบทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)
ในส่วนนี้ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ในบันทึก นักศึกษาปริญญาเอก : ๑. สอบอะไร อย่างสมบูรณ์แล้ว
เพียงแต่จะขอเพิ่มเติมเพียงในส่วนของการปฏิบัติสำหรับนักศึกษาว่า นักศึกษาที่มาเรียนควรจะเป็นการเรียนเต็มเวลาเท่านั้น เพราะว่าการเรียนภาคพิเศษ เสา อาทิตย์ เย็น หรือกลางคืน จะไม่สามารถเรียนรู้จาก “สมบัติเจ้าคุณปู่” ได้อย่างเต็มที่ อย่างที่มหาวิทยาลัยมุ่งหวังว่าเราคน ๆ นี้จะกลับมาเป็นอาจารย์และผลิตนักศึกษาให้สังคมไทย
ดังนั้น การไปเรียนเมืองนอกจึงจะเป็นจุดแข็งที่สุดในส่วนนี้
เพราะคนมีครอบครัวย่อมปลดห่วงโซ่ของครอบครัว ทุ่มเทเวลา อุทิศแรงกาย แรงใจในการทบทวนวรรณกรรมได้มากกว่าบุคคลที่ถึงแม้นว่าลาเรียน ลาศึกษาต่อ แต่มีกายและใจที่ต้องติดไว้ซึ่ง “ครอบครัว”
แต่การมีครอบครัว “เป็นครอบครัว” นั้นจักมีความสำคัญมากสำหรับบทที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ 5
มิติสัมพันธ์เชิงครอบครัวนั้นจักสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวิเคราะห์งานในแต่ละบริบทได้ครอบคลุมมากกว่าการทำงานอย่างโดดเดี่ยว
ซึ่งการวิเคราะห์ผลงานการวิจัยที่สามารถแปลผลออกได้หลากหลายมิตินั้น มีความจำเป็นทั้งในส่วนของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
การทำงานวิจัยแบบโดดเดี่ยว (Pure Science) นั้นจะมีคุณค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อสามารถนำใช้ไปใช้ (Apply) ให้เกิดประโยชน์ต่อคน สังคม ประเทศ และโลกใบนี้
อ่านแล้ว รู้สึกดีเหลือเกิน ขอบคุณจากใจ
คุณภาพการวิจัยที่ดีจะต้องแสดงถึงกระบวนการแห่งการปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shif) ของนักศึกษาคนนั้น
วิจัย วิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ เป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเพียงกระบวนการ เป็นเพียงสะพานที่จะทำให้ "สันดาน" ของนักศึกษานั้นได้ "พัฒนา"
การหมุนวนของเกลียวความรู้จะต้องสัมผัสได้นับตั้งแต่หน้าปก คำนำ สารบัญ บทที่หนึ่งถึงบทที่ห้าหรือไม่เว้นเพียงแต่เพียงการเข้ารูปเล่ม
นักศึกษาสมัยนี้ยังยึดติดว่า ด๊อกเตอร์คือผลงานการวิจัย
แต่คุณภาพของด๊อกเตอร์ คือ กระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการวิจัย
โมทนาบุญกับบทความดีดี หลวงพี่กำลังศึกษาหัวข้อสัมมาทิฏฐิเพื่อการทำวิทยานิพนธ์และภาค apply อยู่เช่นกันค่ะ