วันที่ 14 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา  ผมได้มีโอกาสเข้าร่วม workshop จัดการความรู้ของแผนงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข  ซึงได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ณ โรงแรมทวินทาวเวอร์ มีวิทยากร 2 ท่านคือ นพ. พิเชฐ  บัญญัติ  และ ผศ. ดร. กลางเดือน โพชนา พอสรุปบทเรียนที่ได้ดังนี้

1. KM (Knowledge management) พูดง่ายๆ ก็คือ อะไรก็ได้ที่ "ใช้ดี จึงบอกเพื่อน" จากนั้น เพื่อนลองนำไปทดลองใช้  เกิดการต่อยอด  นำความรู้กลับมาแบ่งปันกันใหม่  เป็นเกลียวแห่งการเรียนรู้ (spiral learning)  เช่นเดียวกับ ซังกุง ที่เมื่อค้นพบเคล็ดลับใหม่ๆ ในการปรุงอาหารก็จะจดบันทึก ถ่ายทอดสู่ซังกุงรุ่นต่อไป  ซังกุงรุ่นต่อไปลองนำไปใช้  ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ก็จดบันทึกถ่ายทอดต่อไปอีก

2. ในการจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า จะ KM ไปทำไม  เกิดประโยชน์กับใคร  อย่างไร

3. KM ไม่ต้อง fix รูปแบบ แต่ควรหารูปแบบที่แฝงอยู่ในเนื้องาน  เช่น KM ในกลุ่มแพทย์  ของธุรการ  ของพนักงานขับรถ ย่อมมีรูปแบบที่แตกต่างกัน

4. ในการสร้างบรรยากาศของ KM ในองค์กร ผู้บริหารระดับหน่วยงาน หรือระดับสูงควรเชียร์ และชี้ให้เห็นว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่บุคลากรทำอยู่ เป็น KM หรือสามารถพัฒนาเป็น KM ได้อยู่แล้ว 

5. องค์กรที่ดี  หมายถึงทุกๆ ฝ่ายดี  ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดี  ระหว่างฝ่ายต้องมีวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) เห็นภาพเดียวกัน

6. การเรียนรู้ KM นั้น แต่ละคนอาจมีช่องทางไม่เหมือนกัน  บางคนชอบเรียนจากการไปดูงาน (seeing) บางคนเรียนจากการไปฝึก (training) บางคนชอบอ่าน (reading) และบางคนชอบเรียนรู้จากการลองทำเลย (doing) ผู้นำ KM ต้องเตรียมจัดโอกาสให้หลากหลาย

7. จุดเริ่มต้นของการ KM อาจใช้การเล่าขานความสำเร็จ โดยใช้เทคนิค Appreciative inquiry (AI) หรือการนั่งล้อมวงพูดคุยสิ่งที่ได้เรียนรู้ภายหลังกิจกรรมใดๆ เรียกว่า AAR (After action review)

8. เสนอแนะขั้นตอนการ KM เป็น 7 ลำดับขั้นดังนี้

- หาประเด็น

- ดูว่าใครจะเป็นผู้ให้ (ความรู้ ประสบการณ์ในประเด็นนั้นๆ)

- ดูว่าใครจะเป็นผู้รับ

- มี resource person หรือไม่ ควรเชิญมาร่วมหรือไม่

- สร้างบรรยากาศที่ "พร้อมให้-ใฝ่รับ"

- จะเก็บและเผยแพร่ความรู้ที่ได้นั้นอย่างไร

- จะต่อยอดความรู้นั้นอย่างไร

ที่สำคัญต้องทำให้คนในองค์กร เชื่อ > ชื่นชม > ชอบ > ใช้ (4 ช.)

 บันทึกโดย จรินทร์ ปภังกรกิจ