คิดนอกกรอบ

การจัดการองค์ความรู้

(Knowledge Management= KM)

         บทบรรยายพิเศษ เมื่อครั้งได้รับเกียรติเป็นวิทยากรรับเชิญของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ในการประชุมสัมมนา เรื่องการสร้างความเข้มแข็งในการทำงาน ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา  ในระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2551  ณ โรงแรมอุดรแอร์พอร์ท จังหวัดอุดรธานี ในหัวข้อ  KM  เรื่องเล่า เร้าพลัง

คิดนอกกรอบ 

         เมื่อสองวันก่อน (14 พฤษภาคม 2551) ดิฉันได้รับการติดต่อจากท่านรองฯ วีระ  ทะคะทิน ให้ไปบรรยายพิเศษในโครงการ (Knowledge management=KM)  ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ซึ่งการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องเล่า เร้าพลัง” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 และเจ้าหน้าที่ นักการภารโรง รวมทั้งสิ้น 87 คน  ฟังเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีการทำงานที่ประสบผลสำเร็จ ดิฉันงงและไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงถูกเลือกให้เป็นผู้บรรยายพิเศษในครั้งนี้ เพราะดิฉันเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่งในสำนักงานเท่านั้นและเมื่อปีงบประมาณที่แล้วดิฉันก็ถูกประเมินผลงานอยู่ในกลุ่มต่ำด้วย จะมีผลงานเด่นที่จะเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างไร แต่เมื่อดิฉันได้รับเกียรติจากผู้บริหาร ระดับสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ในครั้งนี้ดิฉันก็ยินดีที่จะรับเชิญ แต่ก็อดที่จะถามผู้บริหารว่า “ท่านแน่ใจเหรอค่ะว่าสิ่งที่ดิฉันทำ คนอื่นจะยอมรับ เพราะในระหว่างที่ดิฉันทำงานชิ้นนี้นั้น ดิฉันพบปัญหา และอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของดิฉัน ดิฉันถูกต่อต้าน และขัดขวางตลอดเวลา คำตอบที่ได้คือ “ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมเห็นจากงานที่คุณทำสำเร็จนั้น เป็น KM แน่นอน”   ฉะนั้นคนที่ฟัง คนที่อ่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินได้ว่าสิ่งที่ดิฉันคิด สิ่งที่ดิฉันทำ จากการบรรยายพิเศษครั้งนี้เป็น KM หรือไม่

         ก่อนอื่นดิฉันขอแนะนำตัวเองก่อนน่ะค่ะเพื่อจะได้รู้ที่ไปที่มาว่าทำไมดิฉันจึงมีความคิดหรือการกระทำเช่นนี้ ปัจจุบันดิฉันดำรงตำแหน่ง นักวิชาการศึกษาศึกษาชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานการเขตพื้นที่การศึกษาประถมอุดรธานี เขต 3 รับผิดชอบงานด้านทุนการศึกษา มีนักเรียนในสังกัด 56,212 คน โรงเรียนในสังกัด 228 โรงเรียน ดิฉันจบปริญญาตรี สาขาการบัญชี จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

          ดิฉันขอเล่าขั้นตอนและกระบวนการทำงานของดิฉันเลยน่ะค่ะ

          ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์  2551 ที่ผ่านมา ได้มีแขกมาพบที่สำนักงานเขตชื่อ คุณสมเกียรติ ดีปา เป็นตัวแทนมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร  แจ้งว่ามาติดต่อขอข้อมูลเพื่อจะเป็นแนวทางในการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน งบประมาณตั้งไว้ที่ 70-80 ทุน ๆ ละ 7,000 บาท โดยคาดว่าจะมีเขตพื้นที่การศึกษาได้รับทุนประมาณ เขตละ 20 ทุน จากการที่ดิฉันได้พูดคุยกับคุณสมเกียรติ ทำให้ทราบว่าคุณสมเกียรติได้เดินทางไปในหลาย ๆ เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งในและนอกรอบจังหวัดอุดรธานี ประมาณ 7-8 เขตพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยคุณสมเกียรติจะนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ทั้งหมดไปวิเคราะห์และนำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิประเสริญ-ทัศนีย์  พุ่งกุมารเพื่อพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

       เมื่อได้ฟังคำพูดของคุณสมเกียรติจบ แว็บแรกในหัวสมองของดิฉันเกิดความ         “คิดนอกกรอบ” ขึ้นมาทันที เพราะดิฉันถือสุภาษิตที่ว่า  “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ดิฉันเริ่มสอบถามและหาข้อมูลจากเขตพื้นที่การศึกษาอื่นที่คุณสมเกียรติได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ทันที และคำตอบที่ได้รับจากทุกเขตพื้นที่การศึกษาอื่น ได้มาตรงกันทั้งหมดคือ ได้รับการติดต่อจากตัวแทนมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร เหมือนกันน่ะ แต่เห็นเงียบไป ไม่เห็นติดต่อมาอีก กำลังรออยู่เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะติดต่อกลับมา ดิฉันมองออกทันทีว่า นี่คือ ”จุดอ่อน” ของการทำงานตามระบบราชการ คือการทำงานแบบตั้งรับ รอรับการสั่งการและรอรับการประสานงานอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับที่เราเป็นแม่ค้าขายเงาะที่ตลาด เราจะได้ขายเฉพาะกับคนที่มาตลาดเพื่อจะซื้อเงาะเท่านั้น พอตลาดวาย(ภาษาอีสาน หมายถึง ตลาดเลิกประมาณ 10.00 น.)  ก็ไม่มีคนมาตลาด แล้วเราต้องนั่งเฝ้าเงาะที่แผงตลาด เงาะก็เน่าคาแผง(เน่าค้างบนแผงตลาด)  ทุนหายกำไรหด

              ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจตนเองว่าเราจะทนนั่งดูให้เงาะเราเน่าคาแผงตลาดเหรอ? (ซึ่งดิฉันเปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนทั้ง 56,212 คนที่ยากจน และขาดแคลน) ทำไมเราไม่เอาเงาะใส่รถเข็น ไปเร่ขายตามบ้านคน เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิดแต่เงาะเราขายหมดเร็วขึ้น กำไรก็ได้เพิ่มขึ้น  ดิฉันวางแผนทันทีว่าจะต้องเอา “จุดอ่อน” ของการทำงานตามระบบราชการมาเป็น“โอกาส” ในการหาทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 ทันที

        ดิฉันเริ่มยุทธศาสตร์ “การทำงานเชิงรุก” ทันที โดยนำหลักการเร่ขายเงาะตามบ้านมาใช้ ดิฉันเริ่มโทรศัพท์ติดต่อประสานงานกับคุณสมเกียรติ หากจะใช้ภาษาที่ฟังให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือดิฉัน”ตื๊อ” คุณสมเกียรติมาก ตื๊อเสียจนเกรงใจกลัวว่าท่านจะไม่เป็นอันทำงานอย่างอื่น มัวแต่รับโทรศัพท์จากดิฉัน แต่วิธีการตื๊อของดิฉันคือ “ตื๊อด้วยข้อมูล” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจำนวนนักเรียน รายละเอียดแต่ละรายโรงเรียน ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งรายชื่อผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ในเขต ดิฉันก็ยังส่งให้คุณสมเกียรติและวิธีการติดต่อประสานงานดิฉันได้แจ้งให้คุณสมเกียรติทราบว่า ไม่จำเป็นที่ท่านต้องเดินทางมาพบดิฉันทุกครั้งที่ต้องการข้อมูล เราสองคนสามารถติดต่อข้อมูลผ่านทางระบบ INTERNET ที่ใช้ระบบ E-mail และ Messenger  เป็นช่องทางการติดต่องานที่สะดวก รวดเร็ว แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งทำให้ดิฉันพบหน้าคุณสมเกียรติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

         และแล้ววันหนึ่งประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากคุณสมเกียรติ แจ้งข่าวดีว่า คณะกรรมการมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร ได้ตัดสินใจพิจารณานักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เท่าไหร่ คงจะเป็น 70 ทุนดิฉันและคุณสมเกียรติได้มีการหารือกันในประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่คุณสมเกียรติย้ำตลอดเวลา คือทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ จะขอเข้าประเมินและตรวจเยี่ยมนักเรียนด้วยตนเองถึงที่บ้านและโรงเรียน เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่และข้อเท็จจริงของนักเรียนทุกคนที่ยื่นใบสมัครซึ่งมีทั้งหมด 161 ราย ดิฉันได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหารือกันภายในเขตพื้นที่ ซึ่งความคิดนี้มีทั้งผู้เห็นด้วย และคัดค้าน โดยเสียงคัดค้านจากเจ้าหน้าที่เขตบางท่าน ที่ดิฉันได้ยินคือ “จะให้ใครก็ให้ไปเลยซิ กะอีแค่เงิน 5,000 บาท ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แต่ดิฉันไม่คิดอย่างเขา เพราะดิฉันคิดว่าทำอย่างไรให้เจ้าของเงิน เขามีความพึงพอใจและเต็มใจที่จะให้ ตรงกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร  มากที่สุด และความคิดที่เหนือกว่านั้นคือดิฉันได้วางแผน  “คิดต่อยอด” ไว้แล้วคือ

      1.การไปตรวจเยี่ยมบ้านเด็กทั้ง 161 รายที่ยื่นใบสมัครมานั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะต้องใช้คนจำนวนมาก และงบประมาณที่สูงมาก ในเมื่อมีองค์กรเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกับเรา ซึ่งเขามีศักยภาพในตรงนี้สูง ทำไมเราไม่ดึงเอาศักยภาพของเขามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับทางราชการ

        2. ดิฉันต้องการเก็บข้อมูลดิบจากครอบครัวนักเรียนโดยตรง หากลำพังหน่วยงานราชการจะดำเนินการเองเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะไม่เคยมีงบประมาณมารองรับดิฉันจึงดึงเอามูลนิธิเข้ามาเป็นพันธมิตรและเครือข่ายของดิฉันทันที

         3.ดิฉันวางแผน “คิดต่อยอด” โดยการจัดเก็บภาพถ่ายสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียน ในรูปแบบสื่ออิเลกทรอนิคส์คือ CD แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร

            จากความร่วมมือและประสานงานอย่างต่อเนื่องกับทางทีมงานของมูลนิธิฯ ผ่านทางคุณสมเกียรติ  ผลปรากฏว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษา พร้อมด้วยเครื่องอุปโภค จากมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร จำนวนถึง 143 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 756,000 บาท  ซึ่งเกินความคาดหมายมากที่เขาตั้งใจจะให้เราแค่ 20 ทุน หรือเพียง 100 ทุนในภาพรวมทั้งจังหวัดโดยเขตพื้นที่การศึกษาเราลงทุนไปเพียง 1,132 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารข้อมูลแจกให้คณะกรรมการทั้งสองฝ่ายในวันที่มีการประชุมร่วมกันเท่านั้น

       ท่านยังจำคำของดิฉันได้หรือไม่ค่ะที่บอกว่า “คิดต่อยอด” เดี๋ยวเรามาฟังกันน่ะค่ะว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร วันหนึ่งขณะขับรถกำลังจะไปทำงานเห็นคนเดินข้ามถนนมาจำได้ว่าเป็นคนอำเภอหนองหาน ดิฉันจึงจอดรถและชวนเขาไปด้วยกัน เราสองคนคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ดิฉันได้เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องความภาคภูมิใจที่สามารถขอทุนการศึกษาจากมูลนิธิให้กับนักเรียนได้ เขาชื่นชมในความตั้งใจจริงของดิฉัน และเขาก็ได้เอ่ยคำหนึ่งขึ้นมา “แล้วผมจะช่วยคุณอีกแรง”  โอ้โฮ้ "โอกาส"เป็นขององค์กรดิฉันอีกแล้วค่ะ "ดิฉันเป็นคนที่สามารถทำงานราชการได้ทุกเวลา สถานที่และโอกาส“  ความเป็น“นักขายมืออาชีพ” เริ่มขึ้นทันที ดิฉันได้มอบแผ่น CD พร้อมเบอร์โทรศัพท์ให้ คุณชัยวัฒน์  พิบูลย์ศิริกุล  ต่อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศ แจ้งว่าประทับใจในการทำงานเสียสละของดิฉัน เขาจะโอนเงินให้ดิฉัน 1,000$ USA. หรือประมาณ 29,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ให้ดิฉันไปมอบให้นักเรียน ดิฉันปฏิเสธเงินดังกล่าวเพราะดิฉันไม่ต้องการจะให้เงินของผู้ใจบุญทั้งหลายผ่านมือคนกลาง ดิฉันต้องการให้เกิดความโปร่งใส และให้เงินถึงมือนักเรียนโดยตรงและที่เหนือกว่านั้นคือความคิดของดิฉันที่มั่นใจว่า หากเขาไปเห็นสภาพที่แท้จริงของโรงเรียนและนักเรียน เราน่าจะได้อะไรมากกว่านั้น เขาจึงให้ดิฉันเสนอชื่อนักเรียนให้เขาไปหนึ่งคน

         อีกสองสัปดาห์ให้หลัง ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เขาแจ้งว่า ผมได้นำเงินไปมอบให้ เด็กหญิงอาภัสรา  สันทอง นักเรียนชั้น ป.4 นักเรียนโรงเรียนสยามกลการ 3 อำเภอไชยวาน ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต้องเข้าคีโม เดือนละ 2 ครั้งทุกเดือน ซึ่งชาวต่างประเทศที่ชื่อ Mr. Paul  ชาวสหรัฐอเมริกา ได้มอบเงินสดให้เด็กหญิงอาภัสรา จำนวน 31,200 บาท และยังได้มอบเงินเป็นทุนอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนสยามกลการ 3 อีก 15,000 บาท จากที่ Mr.Paul Hemmaplardh ตัวแทน Mr.Fred Croson  และคณะได้เดินทางไปมอบทุนดังกล่าวโดยตรง เขาได้เห็นสภาพโรงเรียน เขายังจะหาทางช่วยเหลือในด้านอาคารเรียนอีกด้วย โดยเขาจะไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังและรวบรวมเงินมาช่วยในภายหลัง เห็นไหมค่ะ ดิฉันได้ Mr.Paul Hemmaplardh เป็นพันธมิตรและเครือข่ายในการทำงานราชการของดิฉันอีกแล้ว แต่ทราบหรือไม่ค่ะว่าจนป่านนี้ดิฉันยังไม่เคยพบหน้าเขาเลยสักครั้ง  รู้ไหมค่ะว่าดิฉันลงทุนไปเท่าไหร่ แค่ 7 บาท สำหรับค่า CD เท่านั้น ดิฉันมองว่า การทำงานครั้งต่อไป ต้นทุนจะต้องต่ำลง เพื่อให้เกิดกำลังสูงสุดและตอนนี้ดิฉันให้ญาติเด็กหญิงอาภัสรา เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อควบคุมการใช้จ่ายและรายงานให้ Mr.Paul Hemmaplardh และ Mr.Fred Croson  ทราบเป็นระยะ   

           เชื่อหรือไม่ค่ะว่า ดิฉันใช้เวลา 3 เดือน เท่านั้น ในการทำงาน 2 ชิ้นนี้  ใช้งบประมาณทางราชการ 1,139 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารและค่า CD แต่ดิฉันสามารถหาเงินทุนการศึกษาให้เด็กได้ถึง 143 ราย กับอีก 1 โรงเรียน รวมมูลค่าถึง 802,200 บาท  ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่หน่วยงานจะแสวงหาทุนจากองค์กรภายนอก

             นี่ไม่ใช่โชคช่วย นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ก แต่เป็นเรื่องของการ“แสวงหาโอกาสและทำงานเชิงรุก" 

 

             

              เป็นอย่างไรบ้างค่ะจากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ท่านคิดว่าใช่ (Knowledge Management=KM) หรือไม่ แล้วทำไมจึงคิดว่าใช่ KM และทำไมจึงคิดว่าไม่ใช่ KM

                สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะครูคนหนึ่งที่อยากจะเห็นลูก ๆ ของดิฉันทั้ง 56,212 คน ได้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมกับคนอื่น กราบขอบพระคุณพ่อประเสริฐ และคุณแม่ทัศนีย์ พุ่งกุมาร ที่ได้สละทุนทรัพย์ส่วนตัวให้กับนักเรียน ที่ดิฉันถือเสมือนลูกคนหนึ่งของดิฉัน กราบขอบพระคุณ คุณสมเกียรติ  ดีปา ที่เข้าใจในเจตนารมณ์ของดิฉันและทำให้ความตั้งใจที่ดิฉันจะกระทำเพื่อเด็ก ๆให้ประสบผลสำเร็จ กราบขอบพระคุณ คุณชัยวัฒน์  พิบูลย์ศิริกุล เจ้าของร้าน พิบูลย์ศิริโอสถ ที่อาสาเป็นเครือข่ายและช่วยดิฉันหาทุนการศึกษา ขอบใจน้องแต๋น น้องหมวย พี่หน่อย พี่ไพรินทร์ พี่ประพัฒน์ และเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาที่ช่วยดิฉันทำงานชิ้นนี้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย และกราบขอบพระคุณท่านรองฯสุกันฑ์  ส่างช้าง ที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ดิฉันตลอดเวลา ขอบพระคุณ  ดร.สุพจน์  ดวงเนตร และ Mr.Finnbogi  Samuelsen ที่คอยให้กำลังใจ และชี้แนะแนวทางในการทำงานของดิฉัน

 

                ยังมีเด็กนักเรียนอีกจำนวนมากที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กตัวน้อย ๆในเขตพื้นที่ภาคอีสาน หากท่านใดได้ฟังหรือได้อ่านบทความนี้ของดิฉัน มีความประสงค์จะช่วยดิฉันทำงานอีกแรง ขอได้โปรดเผยแพร่บทความของดิฉันให้เพื่อน ๆ ของท่านได้รับทราบหรือท่านใดที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือเด็กนักเรียนของดิฉันให้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมผู้อื่น ขอได้โปรดติดต่อดิฉันได้ที่ Email [email protected] หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ (66) 081 717 6078

                   ดิฉันทำงานด้วย “จิตวิญญาณของความเป็นครู” และ  

                         “รับราชการเพื่อเป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล”

นิภารัตน์  วงษ์วิชา 

นักวิชาการศึกษาชำนาญการ

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา 

สำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3