กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลร่วมกับกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สพท.อุดรธานี เขต 3 จัดให้โรงเรียนนำร่องการใช้สื่อการสอนภาษาอังกฤษได้ศึกษาดูงานการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมาและศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ลำพังแค่ไปดูซากปรักหักพังของวัดเก่า ๆ เราคงจะไม่รู้คุณค่าหรือประวัติความเป็นมาในอดีต ดิฉันจึงได้ศึกษาค้นคว้าและเตรียมข้อมูลประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาไว้ ให้คณะได้ศึกษาก่อนเพื่อให้เกิดอรรถรสในการศึกษานอกห้องเรียนในครั้งนี้

องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้พระนครกรุงศรีอยุธยาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534 ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย ภายใต้ชื่อว่า "นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร" (Historic Town of Ayutthaya and Associated Historic Towns) นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยและชาวโลก ด้วยกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเจริญรุ่งเรืองถึง 417 ปีมีโบราณวัตถุโบราณสถานปรากฏให้เห็นและสามารถยืนยันถึงอารยธรรมที่รุ่งโรจน์ในอดีตเมืองหนึ่งของโลกแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งของกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่เสาะแสวงหามาเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียน ครู และนักเรียนได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ตามภารกิจของกรอบงานส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษา งานส่งเสริมแหล่งเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทางการศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกความรักชาติ ความเสียสละของกษัตริย์และบรรพบุรุษไทย ในฐานะนักวิชาการศึกษาดิฉันมีความมุ่งหวังว่าคณะที่ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงาน แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดเพื่อ พัฒนาการเรียนการสอนและบูรณาการให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างจิตสำนึกรักและหวงแหนแผ่นดินเกิดที่บรรพบุรุษเราได้เสียเลือด เสียเนื้อ เพื่อให้ลูกหลานได้มีแผ่นดินอยู่อาศัยตราบเท่าทุกวันนี้
วัดแต่ละวัดในพระนครศรีอยุธยาล้วนแล้วแต่มีประวัติยาวนานนับร้อยปีบางวัด กลายเป็นซากปรักหักพังจากการเผาทำลายของพม่าเพื่อลอกเอาทองคำกลับไปยังเมือง พม่า บางวัดยังคงสภาพสมบูรณ์ ดังเช่น วัดหน้าพระเมรุเพราะพม่าใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการทำให้วัดไม่ถูกเผาทำลาย และวัดร้างที่ถูกพัฒนาจนเป็นวัดที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกดังเช่น วัดท่าการ้อง มีอายุประมาณ 476 ปีมาแล้ว โดยมีพระครูสมุห์ประยูร สุทธิปุญโญ เจ้าอาวาสวัดในสมัยนั้นเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาจนได้เป็นวัดตัวอย่าง ส้วมสะอาด ซึ่งกรมอนามัยโลกได้นำไปเป็นต้นแบบ “สวนสวย ส้วมสะอาด” โดยใช้ธรรมชาติผสมผสานกับธรรมะได้อย่างลงตัว วัดสุวรรณดารารามวรวิหารล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ได้โปรดเกล้าให้ พระยาอยุศาสน์ จิตรกร คุณตาของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เขียนภาพบรรยายประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงพระเยาว์และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องในรัชสมัยของพระองค์ เมื่อศึกษาค้นคว้าจากตำราที่ท่านผู้รู้ประวัติศาสตร์ได้เขียนเอาไว้ ยิ่งทำให้อยากรู้ว่าทำไมพระนเรศวรถึงได้ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งนักและพระองค์ท่านทำอย่างไรทหารไพล่พลถึงได้เชื่อฟังพระองค์ จนมีคำกล่าวจากทางฝั่งพม่าว่า ทหารอโยธยามิได้เกรงกลัวทหารพม่าแม้แต่นิด หากแต่เกรงกลัวพระนเรศร์ต่างหาก ทั้ง ๆ ที่พระองค์ต้องพลัดบ้านจากเมืองไปเป็นเชลยศึกเมื่ออายุได้เพียง 10 ขวบ พระองค์ได้ออกรบร่วมกับบุเรงนองเมื่อครั้งยังเป็นองค์เชลย บุเรงนองหรือนามว่า “ผู้ชนะสิบทิศ” ได้สอนยุทธวิธีการสู้รบ การปกครองและหลักการบริหารบ้านเมือง กล่าวได้ว่าวิธีการบริหารประเทศชาติในรัชสมัยของพระนเรศวรมีส่วนคล้ายคลึงกับพระเจ้าสิบทิศอยู่มิน้อย พระนเรศวรทรงหลบหนีจากหงษาวดีกลับมากรุงศรีอยุธยาเมื่ออายุได้ 15 ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2126 ทรงประกาศเป็นศัตรูกับพม่าและทรงรวบรวมไพล่พลยกทัพไปตีพม่าและสามารถชนะสงครามกับพม่าในคราวนั้น กล่าวได้ว่าพระองค์ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ทรงใช้พระแสงปืนยาว 9 คืบยิงจากฝั่งแม่น้ำหนึ่งซึ่งกว้างถึง 700 เมตร ถูกแม่ทัพพม่านามว่าสุรกรรมาตายบนคอช้างที่แม่น้ำสะโตงปัจจุบันแม่น้ำสะโตง ตั้งอยู่ที่เมืองนายาอังคะสู ประเทศพม่า จึงเป็นที่มาของนาม ”พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง”โดยพระแสงปืนดังกล่าวได้จัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร พระปรีชาสามารถของพระองค์ทำให้เมืองต่าง ๆ ไม่กล้าที่จะยกทัพมาทำศึกสงครามกับไทยเลย แม้จะสิ้นรัชสมัยของพระองค์ท่าน ทำให้กรุงศรีอยุธยาว่างเว้นจากสงครามถึง 127 ปี ตลอดพระชนม์ชีพพระนเรศวรมหาราชไม่เคยว่างเว้นจากการทำศึกสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชเพื่อให้ลูกหลานชาวไทยได้มีแผ่นดินอยู่
ต่อมาในสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่ 2 เหตุด้วยพม่าได้เปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามจากการทำยุทธหัตถีมาเป็นการ “รบแบบกองโจร” คือการปล้นเสบียง เผาทำลายวัด บ้านเรือน ฆ่าและทรมานราษฎร์ไทย อีกทั้งยังได้กวาดต้อนคนไทยเพื่อเป็นเฉลยศึกจำนวนมาก จนโซ่ตรวนไม่พอจองจำเชลยศึก พม่าจึงได้ตรอกเจาะรูระหว่างส้นเท้ากับข้อเท้าด้านหลังและใช้หวายร้อยบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันเชลยศึกคนไทยหลบหนี จึงเป็นที่มาของคำไทยที่เรียกบริเวณนั้นว่า “เอ็นร้อยหวาย” อีกทั้งยังมีการแตกความสามัคคีในหมู่คนไทยด้วยกัน เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่ข้าราชการ ขุนนางและฝ่ายใน กษัตริย์ไม่สนใจในกิจการบ้านเมืองจนทำให้ประชาชนเรียกขานพระนามว่า “ขุนหลวงขี้เรือน” ด้วยทรงเป็นโรคกลากเกลื้อนทั่วพระวรกาย

สิริรวมอายุของอยุธยายาวนานถึง 417 ปี มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ จาก 5 ราชวงค์ นับได้ว่ากรุงศรีอยุธยามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานเมืองหนึ่งของโลกจนองค์การยูเนสโกได้มีมติประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา ภายหลังพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมไพล่พลมาตั้งราชธานีใหม่เป็นกรุงธนบุรีและได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์และให้ชื่อว่า กรุงเทพมหานคร จวบจนทุกวันนี้ เรื่องที่เคยสงสัยมานานนับสิบ ๆ ปี ว่าทำไมคนไทยถึงเอ็นดูคนจีนนักหนา อีกทั้งคนจีนสามารถอาศัยผืนแผ่นดินไทยอยู่ได้อย่างสงบ ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติกับคนไทยเลย เนื่องด้วยพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีเชื้อสายคนจีนแต้จิ๋ว เพราะบิดาของท่านคือ ขุนพัฒน์ นั้นมีนามสกุลว่า แซ่อ๋องหรือแซ่แต้ ซึ่งเป็นสำเนียงภาษาแต้จิ๋วนั่นเอง
พระนครศรีอยุธยาเคยเป็นราชธานี (เมืองหลวง) ของอาณาจักรอยุธยาหรืออาณาจักรสยาม ตลอดระยะเวลา 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ครั้นเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่ และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่า กลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมือง จนทางการยกเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"
พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็นหัวเมืองจัตวาเช่นเดียวกับในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากนั้นพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นโปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมืองขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 ทรงโปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรีต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์และเมืองพรหมเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา และในปี พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "มณฑลอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาล ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จากการสำรวจพบว่า มีโบราณสถานกระจัดกระจายอยู่ไม่ต่ำกว่า 200 แห่ง การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับโบราณสถานของกรุงศรีอยุธยา ได้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาโบราณราชธานินท์ ข้าหลวงมณฑลกรุงเก่าทำการขุดแต่งพระที่นั่งบางองค์ในเขตพระราชวังหลวง ซึ่งในขณะนั้นรกมากเนื่องจากอิฐหัก ซากปูนทับถมกว่าร้อยปี ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับใน ปี พ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานในอยุธยาอย่างจริงจัง
ปี พ.ศ. 2512 ได้มีโครงการชื่อ “โครงการสำรวจขุดแต่งและบูรณะปรับปรุงโบราณสถาน” โดยมีความพยายามที่จะประสานงานร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในอันที่จะอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาไว้ในที่สุด พ.ศ. 2519 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างของงานชิ้นใหม่ แล้วจัดทำโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาขึ้นและเริ่มทำการบูรณะปรับปรุงโบราณสถานเป็นต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2520

เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก
กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกมีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาภายใต้ชื่อ "นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร" (Historic Town of Ayutthaya and Associated Historic Towns) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์พิจารณาให้เป็นมรดกโลก คือเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
---------------------------------
นิภารัตน์ วงษ์วิชา
นักวิชาการศึกษาชำนาญการ
กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3
5 พฤศจิกายน 2552
สวัสดีค่ะคุณนิภารัตน์ วงษ์วิชา
เทียนน้อยมาทักทายค่ะ เห็นแวบแรกคุ้นจัง
แหะๆเรารับปริญญาพร้อมกันใช่ไหมค่ะ...
เหมือนจะใกล้ๆกันด้วย...^_^ ขอบคุณค่ะ
รับจาก มหาวิทยาลัยขอนแ่กน สาขาบริหารการศึกษา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเทียนน้อยรับเมื่อไหร่ค่ะ
สาขาหลักสูตรและการสอน(คณิตศาสตร์)ค่ะ
รับเมื่อ 22 ธันวาคม 2552 ค่ะ ^_^
ยินดีด้วยน่ะค่ะ